‘...มี่เจิน ท่านพี่มี่เจิน’
‘ปิ่นอันนี้เหมาะกับท่านพี่มากเลยเ้าค่ะ’
‘ทำนองพิณของท่านพี่ไพเราะยิ่งนัก สอนข้าบ้างได้หรือไม่เ้าคะ?’
‘คุณหนูหวงคู่หมั้นท่านช่างหล่อเหลายิ่งนัก ข้าชักอิจฉาท่านเสียแล้ว’
‘ท่านพี่...’
เสียงในหัวดังไม่ยอมหยุด เช่นเดียวกับภาพเหตุการณ์มากมายที่ไหล่เข้ามา แต่จะดีไม่น้อยหากภาพเ่าั้ไม่สับเปลี่ยนกันเร็วเสียจนวุ่นวาย ยากที่จะดูรู้เื่ได้ทั้งหมด
‘ข้าเกลียดท่านยิ่งนัก!’
“เฮือก!”
เสียงสุดท้ายดังลั่นคล้ายถูกสลักลึกลงไปในจิติญญา มันดึงสติของนางให้ตื่นขึ้นมาจากความฝัน
ใช่...นั่นย่อมเป็ความฝัน
สตรีในชุดโบราณเ่าั้จะใช่นางกับน้องสาวได้อย่างไร? ในเมื่อชั่วชีวิตนี้อาศัยอยู่ภาพใต้แสงสี ทั้งยังไม่นิยมแต่งตัวเรียนแบบละครย้อนยุค บ้านเมืองโบราณที่เคยไป เห็นทีจะมีแต่พระราชวังเก่าที่เป็พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น ฉะนั้นภาพเ่าั้ย่อมไม่มีทางเป็จริง
“ฝันเหรอ?” น้ำเสียงแหบแห้ง พูดทีก็เจ็บคอเสียจนต้องมุ่นคิ้ว “เอ๊ะ...”
เพดานห้องไม่คุ้นตาปรากฏให้เห็น มี่เจินนิ่งเงียบกับความไม่คุ้นชิน นางหันไปมองข้างเตียงก็ยิ่งสงสัย เมื่อห้องนอนของตนไม่ได้เก่าโบราณเช่นนี้แน่ๆ
ที่นี่ที่ไหน?
แม้จะยังไม่มีแรงมากนัก แต่นางก็เลือกที่จะฝืนสังขารหอบร่างกายน่ารำคาญนี่ลุกขึ้นจากเตียง สิ่งที่เห็นและััได้ยิ่งทำให้คิ้วขมวดยุ่ง เสื้อผ้าที่ใส่อยู่ก็รุ่มร่ามไปหมด นี่ไม่มีชุดคนป่วยที่ดีกว่านี้เหรอ? หรือว่านางไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล? จริงสิ...คงไม่มีโรงพยาบาลที่ไหนสภาพเช่นนี้
มี่เจินค่อยๆ พยุงตัวเดินสำรวจรอบห้อง โต๊ะน้ำชาคือที่แรกที่นางไป บนโต๊ะมีกาน้ำชาเย็นชืดตั้งอยู่พร้อมกับจอกใบเล็กเข้าชุด นิ้วเรียวััลากผ่านโต๊ะเรื่อยไปจนถึงจอกชา หยิบขึ้นมาดูก็เห็นว่าเป็ของดี ฝีมือประณีตมาก ดูเสร็จก็วางกลับที่เดิม แม้ว่าตอนนี้จะคอแห้งมากแค่ไหน แต่มี่เจินก็ไม่คิดจะหยิบของขึ้นมากินมั่ว อยู่บ้านใครที่ไหนก็ไม่รู้ ของพวกนี้กินแล้วปลอดภัยหรือเปล่าก็ยิ่งไม่รู้เลย
หมดความสนใจกับโต๊ะชา หันไปอีกทางก็เห็นฉากกั้นลมตั้งอยู่ ด้านหลังนั้นมี่เจินคิดว่าคงเป็พื้นที่สำหรับแต่งตัว นางไม่ได้คิดจะเดินไปดู แต่ด้วยความที่เป็คนสนใจด้านศิลปะอยู่ไม่น้อย จึงหยุดดูภาพวาดบนฉากกั้นลมอย่างพิจารณา ภาพกอไผ่ที่ขึ้นอยู่รายล้อมสระบัว ความหนักเบาของฝีพู่กันทำให้นางแย้มยิ้มชื่นชมออกมาจากใจจริง...งดงามมาก
ยืนดูจนพอใจก็เดินออกไปอีกทาง เห็นเป็ตั่งเล็กๆ ตั้งอยู่ การจัดวางดูคล้ายเป็มุมนั่งเล่น หากนั่งตรงนั้นแล้วมองดูสวนที่อยู่นอกหน้าต่างคงได้บรรยากาศไม่น้อย มี่เจินเดินไปหยุดอยู่ริมตั่ง แต่สายตามองออกไปยังสวนด้านนอก มันสวยกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก เหมยฮวาบานสะพรั่ง ท่ามกลางความขาวโพลนของหิมะ
หากได้เดินเล่นกลางสวนสวยเช่นนี้คงรู้สึกดีไม่น้อย
คิดได้แบบนั้น มี่เจินก็ไม่สนใจจะเดินสำรวจสิ่งใดต่อ นางเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสวนข้างเรือนทันที ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าชุดที่ตนสวมอยู่นั้นมันจะบางเพียงใด ในเมื่อยามนี้ความหนาวไม่ใช่สิ่งที่นางเกรงกลัว
“สวยจัง” เมื่อหยุดยืนอยู่กลางสวน บรรยากาศรอบข้างทำให้นางแย้มยิ้มออกมาได้ ดวงตาที่เคยหม่นแสงทอประกายแพรวพราวสะท้อนภาพเหมยฮวาที่ปลิดปลิวออกจากกิ่ง
มือเรียวขาวเอื้อมไปรับดอกไม้เอาไว้อย่างไม่รู้ตัวก้มมองเหมยฮวาในมือด้วยสายตาอ่อนโยน แม้ต้องอยู่เพียงดอกเดียวแต่ก็ยังงดงาม นางยังถือดอกไม้เอาไว้ตั้งใจว่าจะเอากลับเข้าห้องพัก แต่เมื่อหันหลังกลับไปก็เห็นใครบางคนยืนขวางอยู่ มี่เจินจะไม่ใขนาดนี้หากคนที่ขวางอยู่ไม่หน้าตาเหมือนคนใจร้ายที่ทิ้งนางไป
“นั่วหลิว”
“...”
“นาย...”
“ข้าไม่คิดว่าเราเคยรู้จักกัน คงไม่เหมาะหากแม่นางจะเอ่ยนามของข้าออกมาตรงๆ เช่นนี้” ทั้งน้ำเสียงก็ยังทุ้มคุ้นหู หากแต่คำพูดนั้นบาดลึกไปถึงจิตใจ
มี่เจินมองคนตรงหน้าให้เต็มตา ไม่คิดจะพูดทักทายอะไรออกไปอีก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไม่ได้เปลี่ยนไปจากความทรงจำ ที่ดูแปลกไปบ้างคงจะเป็ความดุดันในดวงตาคู่นั้น ทั้งเขายังมองนางเหมือนคนไม่รู้จักกันอีก แม้จะไร้ใจให้กันเพียงใด แต่นั่วหลิวควรเหลือไมตรีให้นางบ้าง
แต่ช่างเถอะ...เป็แบบนี้ก็ดีเช่นกัน
“ขอโทษด้วยแล้วกัน” พูดจบก็หันหลังกลับทันที มี่เจินไม่คิดจะกลับไปยังห้องพัก แต่เลือกจะออกไปจากที่นี่เลย แม้ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหน แต่เดินๆ ไปคงเจอทางออก
ตอนที่ขึ้นจากน้ำแม้ความทรงจำจะเลือนราง แต่มี่เจินก็จำได้ดีว่านั่วหลิวเป็คนช่วยนาง ฟื้นขึ้นมาก็ยังเจอเขาอยู่ ฉะนั้นการอยู่ที่นี่ต่อคงไม่พ้นต้องเจอหน้ากันอีกเป็แน่ สู้ออกไปเสียดีกว่า
“นั่นเ้าจะไปไหน?”
“...” นางไม่คิดจะตอบคำถามที่ตนเองก็ไม่รู้
“หยุด”
“...” เขาสั่งหยุดแล้วนางต้องหยุดหรือไง?
มี่เจินยังคงเดินต่อโดยไม่นำพาต่อเสียงของเขา เดิมทีนางกับเขานับว่ามีเื่บาดหมาง หากอยู่ด้วยกันแล้วมีคนหนึ่งตาย อีกคนจะถูกสงสัยว่าเป็ฆาตกรก็ไม่นับว่าแปลก
สองขายังคงเดินต่อ ทำเหมือนว่าด้านหลังไม่มีเสียงฝีเท้าเดินตาม สายตาสอดส่องมองรอบด้าน ทั้งสำรวจทั้งมองหาทางออกไปในคราวเดียว แต่ยิ่งมองก็ยิ่งฉงนใจ ตัวอาคารของที่นี่ไม่เหมือนแถวบ้านนางเลย ไม่สิ...ยังมีพิพิธภัณฑ์พระราชวังเก่า กับจวนขุนนางสมัยก่อนที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก แต่ที่นี่มันยังไงกัน? ดูไม่ต่างจากสถานที่ที่เคยไปเที่ยว แต่ความรู้สึกกลับต่างกันยิ่งนัก
จะว่าไปแล้วทางออกมันอยู่ตรงไหน?
มี่เจินคิดว่าตนเองเดินมานานแล้วนะ นางควรเจอทางออกได้แล้ว
“ข้าบอกให้หยุด” แรงกระชากที่แขนทำให้มี่เจินหันไปมองคนที่ยังคงเดินตามมาไม่ห่าง
การกระทำที่เสียมารยาททั้งยังไม่คิดถนอมกันเช่นนี้ ยิ่งกวนตะกอนในใจนางได้อย่างดี
“ปล่อย” แม้เสียงและเรี่ยวแรงจะไม่ไหว แต่มี่เจินไม่คิดกลัว นางเชิดหน้ามองสบตาเขาอย่างตรงไปตรงมา สายตาสองคู่เลยฟาดฟันกันอย่างไม่มีใครคิดถอย
“เ้าบอกปล่อยแล้วข้าต้องปล่อยหรือไง?”
“นายบอกหยุดแล้วฉันต้องหยุดเหรอ?”
“เ้า!”
“ไม่รู้จักกันก็อย่ามาจับตัว...ปล่อย”
“ทำไมข้าจะจับไม่ได้?”
“หน้าไม่อาย” คำด่านี้ยังนับว่าน้อยไปหากเทียบกับสิ่งที่นั่วหลิวเคยทำกับนาง
“เ้า!” หากแต่บุรุษร่างใหญ่ได้ฟังถึงกับหน้าชา ั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีใครด่าเขาขนาดนี้มาก่อน เสด็จพ่อเสด็จแม่ยังไม่เคยตี แล้วสตรีผู้นี้เป็ใคร? นางไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ไหนถึงได้กล้ามาด่าเขา!
“ว้าย!” มี่เจินร้องลั่นด้วยความใทันทีเมื่อจู่ๆ ก็ถูกยกขึ้นพาดบ่า “จะทำอะไรน่ะ? ปล่อยฉันลงนะ”
แม้ใจอยากฟาดขาใส่หน้าหล่อๆ นั่นสักทีสองที แต่คงไม่ดีแน่หากเขาทำนางร่วงไปหน้าทิ่มพื้น สุดท้ายแม้จะะโถามแต่สองมือกลับกำเสื้อของเขาเอาไว้แน่น ไม่รู้ล่ะ! หากเขาทำนางร่วง อย่างน้อยเขาก็ต้องหงายหลังลงไปคลุกหิมะเป็เพื่อนนาง
“นี่! ไม่ได้ยินที่พูดหรือไง?”
“...”
“นั่วหลิว!”
“...”
“ฉันบอกว่าให้ปล่อย”
มี่เจินมองไม่เห็นว่าเขาพานางเดินไปที่ใด ที่จริงต่อให้มองเห็นทางข้างหน้า นางก็ไม่รู้ว่าจุดหมายมันคือที่ใดอยู่ดี แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ทางกลับไปยังเรือนพัก หรือบางที...นั่วหลิวอาจจะจับนางโยนออกไปจากที่นี่ก็ได้?
หากเป็แบบนั้นจริง...คงจะดีแล้วสินะ
ตู้ม!
ยังไม่ทันได้ข้อสรุปกับความคิด เสียงน้ำแตกกระจายก็ดังเข้าหูมาพร้อมกับััเย็นเยือกที่ร่างกายรู้สึก ชั่ววูบก่อนที่ร่างจะจมไปใต้น้ำ ภาพของบุรุษที่ยืนนิ่งอยู่ในศาลาริมสระบัวช่างบาดตานางยิ่งนัก!
นั่วหลิวคนบัดซบ! โยนนางลงสระบัวในฤดูหนาวเช่นนี้ ตั้งใจจะฆ่ากันหรืออย่างไร!?