1500ปีก่อน
เคยมีเด็กชายคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า ‘เมื่อยามใดที่ท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็สีดำ เมื่อนั้นวาระสุดท้ายของมนุษย์ชาติจะมาถึง’ผู้คนรอบข้างที่ได้ฟังต่างหัวเราะเยาะเย้ยในสิ่งที่เด็กชายกล่าวออกมาคนเ่าั้คิดว่าสิ่งที่เด็กชายพูดเป็เพียงเื่ราวในนิทานที่เขาได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วจึงกล่าวกับเด็กชายว่า‘เ้าหนูเอ๋ยหากสิ่งที่เ้าพูดเป็ความจริงเช่นนั้นมนุษย์ชาติคงถึงวาระสุดท้ายทุกครั้งที่ตะวันลับขอบฟ้ากระมั้ง’ เมื่อเด็กชายได้ยินเช่นนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลยและเดินจากไปด้วยสีหน้าครุนคิดถึงสิ่งที่คนแปลกหน้าบอกกับตน
เมื่อเวลาผ่านไปเด็กชายได้เติบโตขึ้นกลายเป็ชายหนุ่มที่มีหน้าตาหล่อเหลาและงดงามเขาได้กระทำการสิ่งที่ยิ่งใหญ่เอาไว้มากมายผู้คนต่างยกย่องสรรเสริญเขาและกษัตริย์ก็เชื่อมั่นในตัวของเขาชายหนุ่มเป็ทั้งสหายของกษัตริย์ เป็ปราชญ์ผู้มากความสามารถที่ผู้คนยกย่อง และที่สำคัญคือชายหนุ่มเป็หนึ่งในความหวังของมวลมนุษย์ชาติ
ชายหนุ่มได้ใช้พลังและความสามารถในการปกป้องมนุษย์จากเงื้อมมือของเหล่าปีศาจผู้รุกรานร่วมกันกับกษัตริย์และอัศวินของพระองค์ทั้ง12แม้ระหว่างทางจะเกิดการสูญเสียมากเพียงใดชายหนุ่มก็ไม่เคยระทิ้งซึ่งความหวังและก้าวต่อไปข้างหน้าร่วมกันกับมนุษย์ทุกคนที่พร้อมจะลุกขึ้นสู้
แต่ใครจะรู้ว่าวันหนึ่งสิ่งที่ชายหนุ่มเคยกล่าวเอาไว้เมื่อครั้งยังเด็กจะกลายเป็จริงหมู่เมฆสีดำปกคลุมทั่วท้องนภาแม้แต่แสงอาทิตย์ก็ไม่สามารถส่องทะลุผ่านมาได้ ศัตรูที่น่าหวาดกลัวผู้จะนำพาความล้มสลายสู่มนุษย์ชาติได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะฟาดฟันด้วยคมดาบ ยิ่งใส่ด้วยเวทมนต์ก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับมันได้แม้แต่น้อย
ในตอนที่มนุษย์กำลังตกอยู่ในความสิ้นหวังนั้นเองชายหนุ่มก็ได้กล่าวว่า ‘หากว่ามวลมนุษย์ยังไม่ละทิ้งความหวัง ยามนั้นให้ส่งสัตว์ร้ายคืนสู่ถิ่นที่อยู่เมื่อทำสำเร็จมนุษย์จะได้แสงสว่างกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง’ ชายหนุ่มได้กล่าวออกมาท่ามกลางเหล่าประชาชนที่อยู่ในภาวะสิ้นหวัง ชั่งเป็เื่น่าอัศจรรย์ผู้คนมากมายที่เคยละทิ้งความหวังไปแล้วกลับสามารถลุกขึ้นมาไล่ตามไขว่คว้าความหวังได้อีกครั้งด้วยคำพูดของคนคนเดียวและแล้วในที่สุดมนุษย์ชาติก็สามารถเอาชนะสัตว์ร้ายทำลายความมืดมิดและนำพาแสงสว่างกลับคืนมาสู่โลกทั้งใบได้ในที่สุดทว่าสิ่งที่ต้องแลกกับการช่วยเหลือโลกทั้งใบนั้น คือชีวิตของชายหนุ่ม
กษัตริย์ผู้รอดชีวิตได้ทำการสรรเสริญสหายผู้จากไปด้ายการสร้างรูปปั้นไว้ใจกลางเมืองศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวอวาลอนโดยที่ฐานของรูปปั้นได้มีชื่อของชายหนุ่มสลักเอาไว้อย่างวิจิตร
ชื่อของชายหนุ่มผู้กอบกู้โลกนั้นคือ ‘เมอร์ลิน’
ปัจจุบัน
“ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ถูกบันทึกเอาไว้ในหอสมุดแห่งนอสตราดามุสเหรอแต่ว่าเขาไม่ใช่คนในยุคนั้นนะมันจะเชื่อได้จริงๆน่ะเหรอแถมเนื้อหานี้มันแบบเดียวกันกับที่เรียนในคาบประวัติศาสตร์เลย”
“เชื่อไม่ได้อยู่แล้ว ให้เดาไอ้แบบเรียนประวัติศาสตร์ก็ก๊อปมาจากเ้านี้นี่แหละหรือไม่เ้านี้ก็เป็ของปลอม”
ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งถกเถียงปัญหาอะไรบางอย่างกันอยู่ในห้องขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าทั้งคู่มีผมสีเหลืองทองไว้ยาวเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ฝ่ายชายนั้นปลอยผมตรงแต่ฝ่ายหญิงดัดลอนที่ปลายผมทั้งคู่ไม่ใช่พี่น้องหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเืกันแต่อย่างใดแค่มีสีผมแบบเดียวกันเฉยๆอีกอย่างที่ต่างกันก็คือสไตล์การแต่งตัวในขณะที่ฝ่ายชายใส่เสื้อเชิตสีขาวและกางเกงขายาวสีดำท่าทางสุภาพนั้นฝ่ายหญิงกลับใส่เสื้อเอวลอยสีน้ำเงินโดยมีแจ็คเกตหนังสีดำใส่ทับเอาไว้กับมินิสเกิร์ตสีดำและถุงน่อง
เรียกได้ว่าสไตล์การแต่งตัวต่างกันแทบคนละขั้วแต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
“หมายความว่าคราวนี้ก็คว้าน้ำเหลวสินะ”
“ตามนั้นแหละ”
“เฮ้อ-- ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้กันน่ะกะอีแค่การค้นหาความจริงของประวัติศาสตร์ในอดีต”
“เพราะมันเป็การค้นหาประวัติศาสตร์ในอดีตต่างหากมันถึงได้ยาก”
ชายหนุ่มยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่มราวกับว่านี้ไม่ใช่เื่เหนือความคาดหมายด้วยเหตุผลบางอย่างพวกเขาจึงพยายามค้นหาประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเื่ราวในอดีตเป็เวลากว่า2ปีแล้วที่พวกเขาพยายามทำสิ่งนี้แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย
อันที่จริงแล้วสาเหตุหลักๆที่พวกเขาคว้าน้ำเหลวมาถึง2ปีไม่ใช่เพราะเื่นี้มันเกินความสามารถของพวกเขาแต่พวกเขาจะทำเฉพาะตอนที่มีเวลาว่างต่างหากเนื่องจากพวกเขามีหน้าที่การงานที่ต้องทำจึงสามารถศึกษาได้เฉพาะตอนที่มีเวลาว่างเท่านั้น
“แต่ว่าพวกเรานี้นิ่งนอนใจใช่เล่นนะทั้งที่เื่นี้มันเกี่ยวกับจุดจบของมวลมนุษย์ชาติเลยแท้ๆเชียว”
“พูดถึงเื่นั้นเมื่อไม่นานมานี้พวกปีศาจที่ใช้การสิ่งสู่มนุษย์เริ่มมีมากขึ้นแล้วนะบางตนมีพลังที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเลยด้วย”
“ฉันรู้แล้วน่าได้รับรายงานมาเหมือนกัน”
“ฉะนั้นฉันจึงคิดว่าเราควรหยุดเื่ค้นหาอดีตแล้วมาโฟกัสเื่ตรงหน้าก่อนดีกว่าฉันจะทำการรวบรวมพวกเขายังไงซะการที่จะช่วยโลกใบนี้ก็ขาดพวกเขาไปไม่ได้”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟาแล้วหยิบเสื้อแจกเก็ตที่แขวนไว้มาใส่เตรียมตัวออกไปที่ไหนสักแห่งสีหน้าของเขานั้นยากที่จะอ่านออก คงมีเพียงคนที่รู้จักกับเข้ามาช้านานเท่านั้นที่จะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
หญิงสาวถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งแล้วเดินไปส่งชายหนุ่มข้างนอกห้องเมื่อเปิดประตูออกไปแสงอาทิตย์ได้สาดส่องเข้ามาในห้อง เสียงคลื่นกระทบชายฝั่งฟังกี่ทีก็เพราะเสนาะหูกลิ่นเค็มของน้ำทะเลก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายชายหนุ่มซึมซับบรรยากาศนั้นให้เต็มอิ่มก่อนที่จะโบกมือลาหญิงสาว
“ถ้างั้นแล้วเจอกันใหม่”
ว่าแล้วแสงสีทองก็คลุมตัวชายหนุ่มแล้วเขาก็หายไปในพริบตาเหลือทิ้งไว้เพียงหญิงสาวที่ยืนโบกมืออยู่ตรงนั้นเธอกลับเข้าไปในห้องแล้วเก็บภาชนะอาหารว่างที่กินกับชายหนุ่มไปวางไว้ในครัวอีกไม่นานสาวใช้ของเธอก็คงกลับมาจัดการให้เอง เธอเดินออกไปที่ชายหาดแล้วจ้องมองท้องทะเลสีฟ้าภายใต้ท้องฟ้าสีครามตรงหน้า
“โลกที่แสนงดงามใบนี้ฉันไม่ยอมให้มันถูกทำลายหรอก”
หญิงสาวเธอรู้ว่าอีกไม่นานจากนี้โลกจะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามแบบเดียวกับเมื่อ1500ปีก่อนแต่ว่าคราวนี้จะแตกต่างจากเมื่อตอนนั้นเพราะไม่ว่าจะมนุษย์หรือปีศาจต่างก็ได้เรียนรู้จากอดีตเรียนรู้สาเหตุของความพ่ายแพ้แล้วกลับมามีชัยเรียนรู้จากชัยชนะครั้งนั้นเพื่อคว้าชัยชนะในครานี้เธอพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องโลก ทว่าลึกๆแล้วหญิงสาวนั้นไม่ได้้าทำส่งครามเธอแอบหวังว่าจะสามารถเจรจากันอย่างสันติได้ แอบหวังว่าาจะไม่เกิดขึ้น เธออยากเป็เพียงหญิงสาวธรรมดาที่มีชีวิตธรรมดาเหมือนคนทั่วไป
แต่เธอก็รู้ดีว่านั้นเป็ไปไม่ได้