ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 34 เหล่าอัจฉริยะรวมตัวกัน สำนักเรียนหลวงเปิดแล้ว

            ราชันย์วิหคสวรรค์รูปลักษณ์สง่างามสองตัวร่อนลงมาจากท้องฟ้า พัดพาปีกอันทรงพลังจนเกิดเป็นกระแสลมแรง กวาดสายตาของทุกคนในบริเวณนั้นไปในทันที

            จากนั้นชายหญิงคู่หนึ่งก็กระโดดลงมาจากหลังวิหคยักษ์

            ชายหนุ่มมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงไว้บนใบหน้าท่าทีดูไร้กังวล

            ส่วนหญิงสาวมีใบหน้าสะสวยหมดจดงดงามราวกับเทพธิดา

            พวกเขาสองคนก็คือมู่หลางและมู่เยว่เหยาที่เดินทางมาจากตระกูลมู่!

            “ราชันย์วิหคสวรรค์สองตัว”

            “ช่างเป็นการลงทุนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ”

            ชายหนุ่มรูปงามในชุดคลุมลายงูหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะหันไปถามกู่หลิงหลงที่อยู่ข้างๆ ว่า “น้องห้า เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าพวกเขาสองคนมาจากตระกูลใด?”

            กู่หลิงหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

            “ไม่เคยเห็นมาก่อน”

            “บางทีอาจจะเป็นตระกูลที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้”

            ทันทีที่พูดจบกู่หลิงหลงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจ

            “อาจจะเป็นตระกูลมู่ก็ได้นะ”

            “เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าไปยังตระกูลมู่มา และข้าเห็นสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงเฝ้าประตูอยู่”

            “แต่ตัวนั้นไม่ใช่ราชันย์วิหคสวรรค์สองตัวนี้แต่เป็นแรดเพลิงศักดิ์สิทธิ์”

            ชายหนุ่มในชุดคลุมลายงูครุ่นคิดก่อนพึมพำกับตัวเอง

            “ตระกูลมู่ที่เข้ามาแทนที่ถ้ำหลิงซูสินะ...”

            “ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”

            ในเวลาเดียวกันมู่หลางก็ใช้พลังจิตสำรวจผู้คนโดยรอบ และเมื่อเขาหันไปพบมู่อู๋ซวงที่มีไอพลังโดดเด่นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นเฉียบพลัน

            จากนั้นเขาก็หันไปพยักหน้าให้มู่เยว่เหยาก่อนจะพูดว่า “ไปกันเถอะ คนที่เรากำลังตามหาอยู่ตรงนั้น”

            มู่เยว่เหยาพยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินตามเขาไปด้วยท่วงท่าสง่างาม

            “มู่อู๋ซวง?”

            แม้จะเพิ่งเอ่ยทักทายอีกฝ่ายแต่แขนข้างหนึ่งของมู่หลางก็ยกไปวางที่ไหล่ของมู่อู๋ซวงอย่างสนิทสนมเสียแล้ว

            “อืม”

            ในวันสถาปนาผู้นำตระกูล มู่อู๋ซวงก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกันเขาจึงจำอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลทั้งสองคนนี้ได้

            แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่ค่อยชอบการแสดงความสนิทสนมเช่นนี้เท่าไรนัก ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย และสะบัดแขนของมู่หลางออก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือใคร?”

            “ผู้นำตระกูลบอกข้ามา”

            “บุคลิกเย็นชาระดับแก่นปราณขั้นแปด”

            “ในที่นี้มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ตรงกับคำอธิบายไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ?”

            มู่หลางไม่ใส่ใจกับการกระทำของอีกฝ่ายยกมือกอดอกและยิ้มกว้าง

            ส่วนมู่เยว่เหยาที่อยู่ข้างๆก็แสดงกิริยามารยาทที่งดงาม โดยการโค้งคำนับให้ชายหนุ่ม “คารวะท่านพี่อู๋ซวง”

            “เข้าใจแล้ว”

            มู่อู๋ซวงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะคำนับทั้งสองคนกลับ จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก

            แน่นอนว่าการกระทำทั้งหมดนี้ไม่รอดพ้นสายตาของคนทั้งสามจากตระกูลหยวนที่อยู่ข้างๆ

            ในเวลานี้ หยวนอวี่แสดงสีหน้าหวาดกลัวออกมา

            ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ทำให้เขารู้สึกขนลุก

            เขาไม่คิดว่าคนผู้นั้นจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้

            ความคิดในใจที่หมายมาดไว้ว่าจะแก้แค้นของหยวนอวี่หายไปในพริบตาไม่กล้าก่อความวุ่นวายอะไรอีก

            เพราะเขาไม่ใช่คนโง่ เขาสามารถฝึกฝนจนถึงระดับแก่นปราณขั้นหกได้ทั้งที่ยังอยู่ในวัยนี้

            การที่อีกฝ่ายมีสัตว์อสูรระดับตำหนักม่วงสองตัวเป็นสัตว์พาหนะเช่นนี้

            อย่างน้อยๆ ในตระกูลหยวนของพวกเขาตอนนี้ก็ยังไม่มีปัญญาทำเช่นนั้นได้

            “เห็นหรือยัง”

            “เก็บนิสัยเสียๆของเจ้าไว้บ้าง อย่าสร้างปัญหาให้กับตระกูล!”

            “เมืองหลวงเต็มไปด้วยผู้มากฝีมือคนบางคน พวกเราก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย!”

            หยวนชิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา

            “เข้าใจแล้ว”หยวนอวี่พึมพำ ไม่กล้ามีปากเสียงอะไรอีก

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงดังกังวานมาจากทางด้านหน้า

            ประตูขนาดใหญ่ของสำนักเรียนหลวงที่ปิดสนิทค่อยๆเปิดออก ชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมลายมังกรปรากฏตัวขึ้น เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตู

            รอยยิ้มผุดบนใบหน้าดูสง่างามและน่าเกรงขาม กลิ่นอายพลังอันน่าหวาดหวั่นแผ่ออกมาจากร่างกายของเขา

            เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เห็นชายในชุดคลุมลายมังกรต่างก็รู้สึกหวั่นๆใจ

            ผู้ที่กล้าสวมใส่ชุดเช่นนี้ในเมืองหลวง ย่อมต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของราชวงศ์ จักรพรรดิแห่งต้าเยี่ยน

            ผู้ฝึกตนขั้นถ้ำสวรรค์!

            “คารวะองค์จักรพรรดิต้าเยี่ยน!”

            ทุกคนต่างคำนับพร้อมกันเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

            จักรพรรดิต้าเยี่ยนโบกมือด้วยท่าทางเป็นมิตรก่อนจะเอ่ยออกมา

            “เหล่าอัจฉริยะทั้งหลายอย่าได้มากพิธีเลย”

            “ข้าเชื่อว่าผู้อาวุโสของพวกเจ้าคงได้บอกกฎของสำนักเรียนหลวงให้พวกเจ้าฟังแล้ว”

            “ผู้ที่ติดอยู่ในห้าอันดับแรกจะได้เป็นตัวแทนของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเข้าร่วมการประลองร้อยแคว้น!”

            “และผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นในการประลองร้อยแคว้นจะได้เข้าร่วมกับสำนักต่างๆ ในแคว้นตงฮวง ซึ่งมันอาจเปลี่ยนชีวิตของพวกเจ้าราวกับปลาที่ได้กระโดดข้ามประตูมังกรเลยเชียว”

            “เอาละ ข้าจะไม่พูดให้มากความ”

            “ทุกคน ลงชื่อแล้วเข้าไปในสำนักเรียนหลวงได้!”

            สิ้นเสียงนั้น ผู้ฝึกตนในชุดดำสองคนของทางราชวงศ์ก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆจักรพรรดิต้าเยี่ยน คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนหนึ่งอยู่ด้านหลัง

            ผู้ที่อยู่ด้านหน้าถือพู่กันและสมุดรายชื่อเอาไว้

            ส่วนผู้ที่อยู่ด้านหลังยืนรอเงียบๆอยู่หน้าศิลาจารึกโบราณขนาดใหญ่

            ทุกคนรู้ดีว่านั่นคือศิลาจารึกสำหรับทดสอบอายุและระดับพลังของผู้ฝึกตนเพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลที่มีเจตนาร้ายส่งผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ได้เข้ามาสร้างความวุ่นวาย

            นั่นก็เพราะว่าในการเปิดรับลูกศิษย์เข้ามาในสำนักเรียนหลวงแต่ละครั้งราชวงศ์ต้าเยี่ยนต้องใช้ทรัพยากรการฝึกฝนจำนวนมหาศาล

            ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีค่า ไม่สามารถปล่อยให้สูญเปล่าได้

    คล้ายกับเรื่องระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】 ที่คุณอ่าน