เสียงเกือกม้ากระทบกับพื้นวิ่งมากันหลายตัวมันอาจจะดูไม่มีอะไรแต่พวกเขาเหล่านั้นกลับมาพร้อมเลือดที่เปื้อนตามเนื้อตัวจนทหารยามเกิดความสงสัย
"เกิดอะไรขึ้นครับคุณกุสตาฟ?" นายทหารคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"พวกกองโจรมันแข็งแกร่งมากเพิ่มแนวป้องกันและการตรวจคนเข้าเมืองให้มากขึ้น อาจจะมีถึงหลักร้อยคนเลยก็ได้แถมพวกมันยังมีแวมไพร์อีกต่างหาก" กุสตาฟนั่งม้าคู่กับลูกน้องอีกคนมาก่อนจะกระโดดลงพูดคุย
"ว-แวมไพร์เหรอครับ? ถ้าอย่างงั้นคงต้องส่งเรื่องไปให้กรมทหารเพื่อให้พวกเขาส่งคนระดับสูงมาจัดการ"
"งั้นก็ต้องรีบแล้วที่นี่ห่างจากเมืองหลวงหนึ่งร้อยกว่ากิโลเมตรถ้าใช้ม้าเร็ววิ่งไปก็น่าจะใช้เวลาวันหนึ่งได้ ในเมื่อเราพบตัวและปะทะกับพวกมันมาแล้วตอนนี้ก็อาจจะมีสมุนหรือใครบางคนลอบเข้ามาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็เป็นได้"
"รับทราบครับทางเราจะรีบตรวจสอบให้" หลังจากที่พวกกุสตาฟกลับไปยังที่พัก นายทหารคนนี้ก็ตรงดิ่งไปยังเรือนจำ
"ถึงจะส่งม้าเร็วไปแล้วแต่กว่าพวกเขาจะมาถึงก็น่าจะปาเข้าไปสองสามวันมันอาจจะไม่ทันการณ์ คนเดียวที่เลเวลมากที่สุดในที่แห่งนี้คงจะเป็นเขาพัศดีของเรือนจำกลาง" นายทหารพร้อมด้วยเพื่อนของเขาอีกสองคนมุ่งตรงไปยังเรือนจำที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากเขตเมืองยาน พวกเขาได้เข้าไปข้างในเพื่อพบกับพัศดีผู้คุมเรือนจำและมีอำนาจสั่งการทั้งหมด
"คุณพัศดีครับมีรายงานว่าพบเห็นกองโจรและมีแวมไพร์เป็นหนึ่งในพวกนั้นด้วย พวกเราต้องการกำลังเสริมเพื่อป้องกันเมืองถ้าคุณเบ็นไม่ว่าอะไรเราขอทหารภายในเรือนจำไปบ้างได้ไหมครับ? ถ้าคุณเบ็นจะมาช่วยด้วยพวกเราจะขอบคุณเป็นอย่างมากเลย" แววตาอันดุดันของชายร่างสูงใหญ่ที่มองลงมากำลังจ้องเขม็งจนรู้สึกสั่นกลัว
"แวมไพร์อย่างงั้นเหรอ? ฉันเองก็เคยประมือด้วยแค่ไม่กี่ครั้งเอง พวกมันสามารถใช้เวทมนตร์ได้ดั่งใจนึก รวดเร็วและคล่องแคล่วยิ่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่นแต่ถ้าเทียบกับท่านผู้นั้นหรือเหล่าจอมมารทั้งเจ็ดแล้วละก็...มันไม่ได้ต่อกรยากอะไรขนาดนั้นเลย"
ภาพของสงครามที่เคยเกิดได้ผุดขึ้นมาภายในหัวของเบ็น กระแสพลังเวทอันแปรปรวนที่ทำให้เขาถึงกับสั่นจนก้าวขาไม่ออกเมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่งที่แท้จริง สิ่งที่เขาจำได้แม่นก่อนที่จะหมดสติไปก็คือเสียงโน้ตดนตรีจากจอมมารแห่งเสียงที่สั่นสะเทือนสร้างคลื่นน้ำขนาดใหญ่ยักษ์สูงเกือบร้อยเมตรพัดถล่มคร่าชีวิตผู้คนไปได้ในคราวเดียวถึงหนึ่งหมื่นคน
"พวกเราเข้าใจดีครับว่าท่านผู้นั้นกับพวกจอมมารเหมือนอยู่คนละโลกกับเราทั้งในด้านพลังและสติปัญญา อย่างน้อยท่านผู้นั้นก็กำราบและขับไล่พวกมันออกไปได้จึงหายห่วงแต่ตอนนี้มีภัยอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าคือพวกกองโจร เราต้องรีบตัดสินและเริ่มปฏิบัติงานให้ไวเพื่อความปลอดภัยของประชาชน"
"นายเองก็เป็นทหารที่ดีใช้ได้นึกถึงทุกข์สุขของประชาชนก่อนถ้ามีคนแบบนายเยอะ ๆ ก็คงจะดี" เบ็นเดินผ่านพวกทหารยามออกไปด้านนอกเรือนจำเงยหน้ามองแสงตะวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งดูสดใสดี
"ฉันเองก็เบื่อการอยู่ข้างในกองดินพวกนี้แล้ว เหลือแค่คนเฝ้าทางเข้าออกสักสามสี่คนก็พอส่วนที่เหลือก็ออกไปจัดการพวกโจรซะ"
"ทราบ!" เสียงตอบกลับจากทหารของเขาที่เดินตามมาสองสามคนก่อนที่พวกเขาจะรีบวิ่งกลับไปส่งต่อคำสั่งไปให้คนอื่น ๆ
"ต-แต่ว่านะครับคุณเบ็น เหลือคนไว้แค่นั้นจะไม่เป็นอะไรเหรอครับ?" ทหารยามคนเดิมถามกลับ
"ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เพราะคนที่ฉันจะให้ดูแลต่างก็มีความสามารถในการตรวจจับสูงถ้าเกิดนักโทษใช้เวทมนตร์หรือทำอะไรสักอย่างก็จะรู้ได้ในทันทีแถมฝีมือในการต่อสู้ก็ไม่ใช่เล่น ๆ พอจะประมือคนที่มีเลเวลเจ็ดได้พอตัวเลยนะ" ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าก้าวตามหลังมาก่อนจะเดินผ่านตัวทหารยามไปและหยุดอยู่ตรงหน้าพัศดีเบ็น
"หัวหน้าจะปล่อยให้พวกเราอยู่กันตามลำพังเหรอครับ?" เสียงจากทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมด้วยเพื่อนทหารของเขาอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
"โถ่ลุงเบ็นจะออกไปเที่ยวแล้วปล่อยให้เราทำงานแทนสิท่า" ทหารหญิงที่ยืนอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น
"ฮ่าฮ่าฮ่า ใครไปเที่ยวไม่มี" เบ็นปฏิเสธเสียงสูง
"ที่เมืองกำลังต้องการคนเพื่อจัดการกับกองโจรถ้าปกติก็คงจะจัดการกันเองได้แต่คราวนี้มันต่างออกไปเพราะมีแวมไพร์มาเอี่ยวด้วย และสำหรับคนที่เคยสู้กับแวมไพร์มาก่อนอย่างฉันก็ต้องไปช่วยเหลืออยู่แล้ว อีกอย่างนะพวกนายสามคนก็เก่งพอจะจัดการกับเรือนจำได้โดยไม่มีฉัน"
"ก็ได้ ๆ ขากลับฝากซื้อของอร่อย ๆ มาด้วยนะลุงไม่งั้นหนูงอนจริง ๆ นะ" เบ็นลูบหัวน้อย ๆ ของทหารหญิงที่เหมือนเด็กมัธยมมากกว่าจะเป็นทหารเสียอีก
"เออน่าเดี๋ยวฉันจะซื้อมาฝากเอาให้กินจนอิ่มแปล้ไปเลย" ไม่นานนักที่เบ็นยืนรออยู่หน้าเรือนจำเหล่าทหารมากมายหลายสิบคนที่ประจำอยู่ภายในนี้ก็ก้าวเท้าเดินออกมากันหมด
"ได้เวลาไปทำงานนอกเวลาแล้ว" พวกเขาพากันขี่ม้าไปยังตัวเมืองเพื่อวางแผนและปรึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นกับกลุ่มคิวเทที่ปกครองเมืองอยู่อีกทั้งยังได้พบเจอพวกกองโจรมาหมาด ๆ
"อืม...ใช้ทหารจากเรือนจำเป็นกำลังเสริมรอคนจากกรมทหารสินะ" กุสตาฟนั่งไขว้ห่างอยู่บนเก้าอี้หรูหรามองตรงไปยังเบ็นและนายทหารคนอื่น ๆ ที่อยู่กันคับห้องห้องนั้น ด้วยร่างกายอันใหญ่โตของเบ็นยิ่งทำให้พื้นที่เหลือน้อยลงแค่นั่งลงบนเก้าอี้กุสตาฟก็กังวลว่ามันจะหักเมื่อไร
"ว่าแต่ทำไมถึงต้องอัดกันเข้ามาในห้องของผมด้วยล่ะครับคุณเบ็น"
"อ้าวก็จะได้รู้เรื่องกันหมดไงล่ะ จะให้ทำอะไรว่ามาเลยฉันไม่ถือตัวหรอก" เบ็นนั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้เล็ก ๆ ดูอึดอัดน่าดู
"งั้นก็มาเริ่มกันเลย ขั้นแรกต้องเพิ่มกำลังตรวจคนเข้าเมืองทุกจุดไม่ให้เล็ดลอดสายตาแพ้แต่คนเดียวเด็ดขาด จำนวนของพวกมันยังไม่แน่ชัดอาจจะถึงหนึ่งร้อยคนเลยก็ได้พวกมันอาศัยอยู่ในป่าใหญ่และแผนการที่พวกมันต้องการคือยึดดันเจี้ยนเพราะฉะนั้นเสบียงและข้าวของเครื่องใช้มันต้องมาเอาไปแน่ ๆ ถึงตอนแรกจะเน้นไปที่การปล้นระหว่างทางเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางอีกทั้งยังชำนาญพื้นที่แถวนั้นแต่การที่พวกเรากลุ่มคิวเทได้เข้าปะทะฆ่าฟันกันไปก็คงจะไม่อยู่เฉยปล่อยให้พวกเราเรียกกำลังเสริมเป็นแน่"
"แล้วทำไมเราไม่บุกไปกวาดล้างพวกมันซะเลยล่ะ?" หนึ่งในทหารที่ยืนอยู่ยกมือขึ้นถาม
"เป็นคำถามที่ดีและคำตอบก็คือมันเสี่ยงเกินไปยังไงล่ะ อย่างที่บอกไปพวกมันอาศัยอยู่ในป่าใหญ่หากสุ่มสี่สุ่มห้าบุกเข้าไปก็จะถูกโต้กลับได้ไม่ยาก นอกเสียจากเราจะเผาป่าไปพร้อม ๆ กับพวกกองโจรเลยแต่นั่นก็จะเสียหายเกินจำเป็น ดังนั้นการวางแนวตั้งรับไว้แล้วรอกำลังเสริมจากกรมทหารมาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้"
"จะให้แบ่งคนไปทำอะไรบ้างก็บอกมาได้เลย" เบ็นพูดตอบโต้ในทันทีที่ได้ฟัง
พวกเขาได้นั่งประชุมหารือกันอยู่พักหนึ่งจนได้ข้อสรุปและการดำเนินการแบ่งหน้าที่สำหรับการป้องกันรวมไปถึงการจัดเทศกาลประจำเมืองยาน
"ฉันจะออกไปสำรวจแล้วขอตัวล่ะ" สเตล่ากระโดดหายไปทางหน้าต่างห้องที่อยู่สูงจากพื้นดินถึงสามสี่ชั้น
หนึ่ง...สอง...ทำไมการป้องกันถึงมากกว่าที่ผ่าน ๆ มาล่ะแถมเลเวลก็สูง ๆ กันทั้งนั้นเลยด้วย ความสามารถในการตรวจสอบของสเตล่าที่พัฒนาขึ้นจนสามารถมองเห็นสเตตัสของคนที่อยู่ไกลได้หลายสิบเมตร
ล่วงรู้ ค่าสถานะรวมถึงจุดอ่อนของผู้เหล่านั้นได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าสามารถอ่านได้เหมือนกับมองดูกระดานเขียนหนังสือ
ที่นี่น่าจะเป็นจุดที่ใช้เป็นสนามจัดเทศกาล พวกทหารกับคนจัดงานกำลังยุ่งกับงานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยสินะท่า สีหน้าอันทรุดโทรมของพวกเขาที่แค่มองดูก็รู้ว่าเหนื่อยแค่ไหนหรืออาจจะไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายวันแล้วก็ได้
"พวกทาสเป็นยังไงบ้าง?" เสียงของชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
"มีแค่เจ้านั่นที่หนีหายไปแต่การสูญเสียสมาชิกในสมาคมนักค้าทาสไปด้วยก็เป็นเรื่องน่าเศร้า ถึงเขาจะโรคจิตหน่อย ๆ แต่ก็ทำงานและอยู่ด้วยกันมานาน"
"เสียใจด้วยเหมือนกันแต่ตอนนี้เราต้องโฟกัสกับงานเทศกาลก่อนถ้ามีอะไรผิดพลาดแบบที่เกิดขึ้นอีกคงไม่จบแค่คนสองคนแน่ การป้องกันต้องแน่นหนาพอที่จะทำให้พวกนักโทษไม่สามารถหนีไปไหนได้" เขากอดอกยืนดูคนงานที่กำลังจัดงานตั้งแผงและเวที
"แต่งานใหญ่แบบนี้พวกนักผจญภัยเก่ง ๆ กับคนใหญ่คนโตก็น่าจะมาร่วมด้วยจะว่าดีที่มีคนเก่ง ๆ เยอะหรือจะว่าแย่เพราะถ้าพลาดมีคนตายเราคงจะชดใช้ไม่ไหว" เสียงไม้แผ่นที่ล้มดังตุ๊บลงพื้นจนทำให้พวกเขาต้องหันไปมองแต่ก็ไม่เห็นอะไรผิดแปลกก่อนจะตั้งมันกลับไปที่เดิม
เกือบไปแล้วสิ สเตล่าหลบซ่อนอยู่หลังเสาต้นถัดไปได้อย่างหวุดหวิดเกือบจะถูกเห็นด้วย ถ้าแค่หลบจากสายตาคนคนเดียวมันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรแต่กับผู้คนนับสิบที่กระจายตัวไปทั่วแบบนี้มันคนละเรื่องกันเลย
ไปดูที่อื่นดีกว่า ตรงนี้มันก็มีแค่คนงานกับทหารบางส่วนที่คอยเฝ้ายามไว้ สเตล่าวิ่งไปมากระโดดลอดผ่านช่องทางเล็ก ๆ ได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับมองเห็นแต่ไกล เธอลัดเลาะไปตามตึกสูงต่ำไม่เท่ากันภายในเมืองมองดูเหล่าทหารยามจากมุมสูง
เดี๋ยวก่อนนะทำไมถึงมีทหารมารวมตัวกันเยอะขนาดนี้ เธอได้พบเจอกับกลุ่มทหารพร้อมอาวุธครบมือเดินไปมาอยู่ใกล้ ๆ โกดังแห่งหนึ่งซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่มากพอจะจุคนเข้าไปได้หลายพันคน อีกทั้งยังมีทหารคนหนึ่งที่รูปร่างสูงใหญ่ดูน่าเกรงขามนั่งอยู่ตรงทางเข้าออกของโกดังแห่งนั้น
"ให้เอาทหารทั้งหมดจากเรือนจำมาประจำที่คลังเสบียงแบบนี้ถึงจะเป็นวิธีการที่ดีและสุดโต่งแต่ก็น่าเบื่ออยู่เหมือนกันนะเนี่ย"
"นั่นเสียงอะไรน่ะ?" เสียงก๊อกแก๊กดังมาจากซอกตึกใกล้ ๆ ทำเอาเบ็นตกใจจนต้องวิ่งไปดูแต่ที่พบก็เป็นเพียงแค่หนูตัวหนึ่งเท่านั้น
"ตกใจหมดเลย...ฮั่นแน่!" เขาขว้างก้อนหินพุ่งตรงไปหาสเตล่าที่แอบอยู่ข้างบนจนตั้งตัวไม่ทันเฉียดใบหูของเธอไปนิดเดียว
"พบเจอคนน่าสงสัยแล้วเว้ย! แกจะหนีไปไหน" เบ็นวิ่งตามทางด้านหลังตามหลังสเตล่าที่กระโดดโลดโผนอยู่ข้างบน
บ้าเอ๊ยก็ว่าเราแอบอยู่ไกล ๆ แล้วนะทำไมยังเห็นได้อีก เธอพยายามจะหลบหนีจากสายตาของเบ็นแต่ไม่ว่าจะเร่งความเร็วไปเท่าไรก็ไม่อาจจะหลีกหนีได้ เขายังคงวิ่งตามมาติด ๆ ขว้างก้อนดินก้อนหินใส่แต่แค่นั้นมันก็ดูรุนแรงพอที่จะทำให้สเตล่าร่วงลงมาได้
โถ่เว้ย ไม่สามารถมองดูสเตตัสได้แสดงว่าเลเวลสูงกว่าถ้าถูกจับได้มีหวังจบไม่สวยแน่
"ถ้าฉันไม่กลัวทำบ้านเขาพังก็ตามขึ้นไปแล้ว ดูสิแกจะหมดแรงตอนไหน" เบ็นที่ตัวใหญ่เทอะทะเกินจะปีนป่ายข้างบนอย่างสเตล่าแต่เขาขว้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นไปแทน
" [มานาบอมบ์] " สเตล่ารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างก่อนจะใช้เวทมนตร์ยิงระเบิดดักไปข้างหน้าทำให้กลุ่มก้อนหินแหลมแตกกระจายออกไป
"เฮ้ย ๆ มีสกิลตรวจจับด้วยสินะแถมตอบสนองได้ไวขนาดนี้คงจะระดับสูงใช่เล่นเลย" ถุงมือที่เขาใส่มันมาตลอดเป็นอาวุธอย่างหนึ่งเมื่อง้างแขนออกเตรียมเหวี่ยงเล็งไปทางสเตล่า มานาจำนวนหนึ่งก่อรวมกันสร้างกลุ่มก้อนหินพุ่งตรงไปหาสเตล่าอีกทั้งเขายังควบคุมได้ในระดับหนึ่งถึงขั้นที่ว่าสามารถเปลี่ยนทิศทางเพื่อหลบสายตาแล้วโจมตีในมุมอับก็ได้
" [เสริมกำลังระดับสาม] " ไม่นานนักสเตล่าก็ทิ้งห่างเบ็นออกไปไกลหลายช่วงตึก
"เอาจริงแล้วเหรอ? งั้นทางนี้ก็จะไม่ออมมือให้แล้ว [เสริมกำลังระดับหก] [สปีดอัพ] [เพาเวอร์อัพ] " ทุกครั้งที่เขาได้ก้าวเท้าออกแรงดีดตัวพื้นบริเวณนั้นก็เป็นต้องยุบเป็นหลุมเป็นบ่อสร้างความเสียหายให้กับพื้นถนนหนทางตลอดการวิ่งจนในที่สุดเขาก็ตามสเตล่าทัน
"ฮ่าฮ่าฮ่า ได้ออกมายืดเส้นยืดสายข้างนอกนี่มันรู้สึกดีจริง ๆ อย่างกับได้กลับไปตอนหนุ่ม ๆ เลย" วินาทีที่สเตล่ากำลังกระโดดข้ามไปอีกตึกหนึ่งก็ถูกเบ็นพุ่งคว้าจับไปได้
"จับยากจับเย็นจริง ๆ เลยนะแก เป็นผู้หญิงซะด้วยแต่เก่งได้ถึงขนาดนี้ถ้ามาอยู่ฝั่งเราก็คงได้เป็นคนใหญ่คนโตในอนาคตแน่ ๆ" เบ็นจับตัวสเตล่ากดลงพื้นแน่นจนขยับไม่ได้
"ไหนมาดูหน้าสิว่าเป็นยังไง" ไม่ทันที่เบ็นจะได้จับเงยหน้า ร่างของสเตล่าก็สลายกลายเป็นหมอกควันไป
"ร่างปลอมเหรอ?"
ที่ตึกหลังหนึ่งขณะที่สเตล่าทิ้งระยะกับเบ็นได้สำเร็จก็ได้พบกับซึฮากิ เขาได้สร้างร่างปลอมของสเตล่าและปล่อยให้มันวิ่งหนีต่อไปส่วนพวกเขาก็แอบอยู่ที่หลังคาโดยการนอนราบลงไป
"ขอบใจมากเลยกิ ฉันเกือบจะโดนจับได้ซะแล้ว" เมื่อหันหน้ามองซึฮากิในระยะเผาขนทำเอาเธอตกใจเขินหันหน้ากลับทันที
"ฉันเคยบอกไปแล้วว่าถ้ามีปัญหาให้รีบกลับมาหา ร่างโคลนของฉันสามารถใช้ประโยชน์ได้เยอะมากกว่าที่คิดแถมมันเริ่มพัฒนาจนเกือบจะเทียบเท่าตัวจริงแล้วด้วย" ซึฮากิลุกขึ้นยืนก่อนจะนำทางสเตล่าลงไปข้างล่างเข้าไปแทรกซึมกับฝูงคนแทน
"เธอกลับไปรวมตัวกับพวกคานะก่อนเถอะ เราจะเริ่มแผนเร็ว ๆ นี้รีบไปเตรียมตัวซะ" ซึฮากิเดินแยกไปอีกทาง
"นายจะทำอะไรกันแน่?" สเตล่าจับมือของซึฮากิไว้พร้อมกับยิงคำถามใส่
"ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองยังไงล่ะ ส่วนเธอก็ต้องทำงานในส่วนของเธออย่าได้ไขว้เขวเด็ดขาด" เมื่อเธอได้ยินคำตอบก็ปล่อยมือของซึฮากิไป
ขอให้ปลอดภัยละกัน เมื่อสเตล่ากลับไปรวมตัวกับพวกคานะก็ได้เริ่มแผนการทันที ยูกิได้นำทางพวกเขาลงไปในท่อระบายน้ำในจุดที่อยู่ห่างไกลสายตาผู้คน พื้นที่ข้างในถูกขุดเปิดกว้างไว้พอที่จะลงไปอยู่ได้หลายคน ถึงพวกเธอจะใช้เวทดินไม่ได้แต่ก็มีปุยกระต่ายตัวน้อยที่หายตัวไปมาตามได้ยากที่มาทำทางไปต่อให้
"ว่าแต่เจ้านี่เป็นสัตว์อสูรไม่ใช่เหรอ? พวกนายทำพันธสัญญากับมันแล้วสินะ" ยูกิตั้งคำถามที่ทำให้พวกเซนงงไปพักหนึ่ง
"ทำพันธสัญญาเหรอ? ไม่เห็นรู้เรื่องอะไรนั่นเลยใช่ไหมคานะ สเตล่า"
"อืม...ใช่ฉันเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้องทำอะไรแบบนั้นแถมเจ้านี่ก็ตามเรามาจากดันเจี้ยนซะด้วยก็คงไม่มีเจ้าของอะไรแบบนั้นหรอก"
เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ มาจากดันเจี้ยน? เป็นไปได้ด้วยเหรอการที่จะนำมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนออกมาข้างนอกถ้าไม่ได้ทำพันธสัญญาหรือพวกมันดันไปทำแบบไม่รู้ตัวแต่มันก็ต้องใช้คัมภีร์ด้วยสิ เฟย์ที่ได้ยินก็ถึงกับตกตะลึง
"จี..." เสียงร้องแหลม ๆ จากปุยที่พยายามให้เซนอุ้ม มันกระโดดขึ้นไปบนอ้อมอกของเขาแต่เหมือนเซนก็จะรู้อยู่แล้วจึงยกแขนเตรียมไว้อย่างกับได้อุ้มลูกตัวน้อย ๆ เลย
"จา..." ทันทีที่ปุยส่งเสียงวงแหวนเวทก็ปรากฏขึ้นสูงถึงสองเมตร ผลของวงแหวนเวทนั้นทำให้อุโมงค์ดินที่ทำไว้ขุดต่อไปเหมือนกับใช้วงแหวนดันทางไปเรื่อย ๆ พวกเขาก็แค่เดินตามพร้อมกับมองดูแผนที่ไปด้วย
"ตรงไปอีกประมาณสี่ร้อยเมตร ถ้าแกมานาจะหมดเมื่อไหร่ก็หยุดได้เลยนะ" เซนก้มหน้าลงไปถูขนเจ้าปุยท่ามกลางสายตาคนรอบข้างที่มองเขาแปลก ๆ ไม่คิดว่าจะมีด้านน่ารักแบบนี้ด้วย
หลังจากใช้เวลาขุดอุโมงค์นานถึงสามสิบนาทีจนทำให้ปุยเหนื่อยหอบนอนคดอยู่บนอ้อมอกของเซน
"คงต้องเปลี่ยนมือแล้วฝากด้วยนะคานะ"
"ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีเท่ากับเวทดินหรือเปล่า?" คานะหยิบธนูสีน้ำเงินที่เอามาด้วยง้างสายโดยที่ไม่มีลูกศรก่อนจะรวบรวมมานาก่อเป็นศรมานา เธอปล่อยลูกศรนั่นไปที่ทางตันข้างหน้าวินาทีนั้นก็มีกระแสน้ำพุ่งทะลวงเปิดทางให้กับพวกเขา
"ทางเล็กไปหน่อยแต่ก็พอจะไปต่อได้" คานะเอ่ยขึ้นและเดินต่อไปทำซ้ำเหมือนเดิมไปเรื่อย ๆ
"ไปต่อทางขวาอีกประมาณยี่สิบเมตร" เซนพูดขึ้นมาหยุดคานะที่กำลังจะยิงลูกศรดอกใหม่
"แน่ใจนะเซน" ท่าทางเหนื่อย ๆ จนเหงื่อตกของคานะทำเอาเซนรู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก
"ฉันนับระยะทางมาอยู่ แต่เธอดูเหนื่อย ๆ นะพักเอาแรงสักหน่อยไหม?" เมื่อเขาพูดขึ้นมาคานะก็หันมองเซนด้วยหางตา
"ฉันไหวน่านายคอยประคองมานาคุมดินข้างบนไว้ก็พอ เวทน้ำของฉันไม่ใช้เวทดินที่จะเปลี่ยนลักษณะดินพวกนี้ได้เลยไม่ต้องกังวลว่ามันจะถล่มลงมา ได้ลองเอาขวดมานาให้ปุยดื่มยังล่ะ?" เธอยังคงเปิดทางต่อไปเรื่อย ๆ
"ลองแล้วแต่มันดูเหมือนจะไม่ชอบน่ะอย่างน้อยเราก็มีสเตล่าที่จะคอยเปลี่ยนมืออยู่"
"แล้วฉันล่ะไม่เห็นหัวเลยหรือยังไง" ยูกิตะคอกใส่เซนจากด้านหลัง
"เห...เธอจะทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ? ถ้าพลาดทำดินเกยขึ้นไปข้างบนมีหวังโดนสงสัยแน่ ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คานะพยายามทำอยู่ก็คือดันดินให้กดทับลงไปด้านล่างและยังต้องเจาะเปิดทางไปด้วย"
"ไม่เห็นจะเข้าใจเลยก็แค่ขุดไปข้างหน้าไม่ใช่หรือไงก็แค่ยิงเวทแรง ๆ ใส่ก็จบละ"
"เราอยู่ใต้ดินนะยูกิ ถ้าเราใช้เวทแรงขนาดนั้นไม่ใช่แค่เจาะทางได้แต่มันก็ทำพื้นข้างบนเละไปด้วย"
แม้จะไม่มีคนคอยดูเฟย์ไว้แต่เธอก็ไม่คิดจะหนีไปไหนแค่เดินตามต้อย ๆ พวกเขาต่างก็ผลัดกันขุดดินไปจนถึงจุดหมายในแผนที่
"เจอแล้ว" สเตล่าขุดเจอกับท่อระบายน้ำของเรือนจำ พวกเขาขุดต่อเพิ่มเข้าไปถึงขนาดต้องคลานมุดเข้าไปเลยส่วนคนที่ลำบากที่สุดเป็นเซนที่ร่างสูงยาวเข่าดีแถมไหล่ยังกว้างอีกต่างหาก
"ในที่สุดเราก็ลอบเข้ามาสำเร็จ ว่าแต่ทำไมมันเงียบผิดปกตินักล่ะ?" เมื่อเซนจุดไฟจากมีดสั้นที่พกมาก็ได้เห็นว่าพวกเขาอยู่ในห้องสำหรับวางท่อและวาล์วน้ำเพื่อส่งน้ำไปยังส่วนต่าง ๆ ของเรือนจำ แม้จะเปิดประตูออกมาแล้วก็ตามแต่ภายในนั้นเรือนจำกลับมืดสลัวมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงอยู่ตามทางเดินอันน้อยนิด
"ถ้าเป็นไปตามแผนผังที่ทำขึ้นแสดงว่าตอนนี้เราอยู่ชั้นใต้ดินชั้นที่สองหากจะช่วยนาธาที่อยู่ชั้นห้าต้องไปทางนั้น" พวกเขาเดินตรงไปทางบันไดแทนที่จะใช้กระเช้าขนคนข้าง ๆ คงเพราะมันจะทำให้ทหารรู้ตัวง่าย
"พวกทหารไปไหนกันหมดทำไมไม่มียามเฝ้าเลยสักคน" แต่เมื่อพวกเขาได้เดินลงไปชั้นที่สามเหลือบเห็นนักโทษมากมายที่ถูกขังอยู่ภายในห้องเล็ก ๆ ขนาดสี่คูณสี่ก่อนจะเดินลงบันไดลงไปยังชั้นถัดไป
"ถ้าจุดไฟไว้แบบนี้คงโดนจับได้ง่ายแน่ ๆ แต่ถ้าจะหยุดใช้ไฟก็ต้องเดินระวัง ๆ หน่อย" เซนกับคานะเป็นคนเดินนำทางเลาะบันไดลงไปเรื่อย ๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่า เป็นยังไงล่ะโดนเองซะบ้าง" ทหารหญิงคนที่ได้รับหน้าที่ให้ดูแลเรือนจำกำลังใช้หนังสติ๊กยิงใส่นักโทษคนหนึ่งที่อยู่ในห้องขังอย่างสะใจ ตะโกนด่าทอไม่หยุดจนได้ยินเสียงเท้าดังขึ้นทำให้เธอหันมามองทางพวกเซน
"นั่นใคร?" เธอจ้องอยู่สักพักจนคิดว่าหูแว่วไปเอง ขณะเดียวกับที่พวกคานะย่องลงไปยังชั้นล่างชั้นสุดท้ายที่อยู่ลึกสุด
"เกือบไปแล้วไงเมื่อกี้ อืม...ดูจากแผนผังห้องของนาธาอยู่ช่วงกลางทางขวามือของทางเดิน" เซนจุดไฟขึ้นมาเพื่อมองดูแผนผังแล้วพากันเดินไปหานาธา
"คุณนาธา" เสียงกระซิบจากเซนและคานะกำลังพยายามปลุกนาธาที่กำลังหลับอยู่
"หือ...ใครน่ะ?" นาธาลืมตาตื่นสะลึมสะลือเดินเข้ามาเกาะกรงจ้องมองใบหน้าของพวกเขาโดยที่อาศัยไฟจากมีดของเซน พวกคานะกำลังจะงัดกรงขังไม่เบาที่สุดเพื่อไม่ให้ทหารยามได้ยิน
"พวกเธอมัน...ระวัง!" ขณะที่นาธากำลังตกตะลึงก็ได้ตะโกนขึ้นกะทันหัน กระบองขนาดใหญ่ได้ฟาดเข้าที่ด้านหลังของพวกเขาโดยไม่ทันรู้ตัวหรือตอบโต้อะไรได้เลย แม้จะมากันห้าคนแต่ก็ถูกทหารสามนายจัดการในชั่วพริบตา
"ฮ่าฮ่าฮ่า คิดว่าจะแอบเข้ามาในเรือนจำของเราได้ง่าย ๆ เหรอ กะอีแค่หนูตัวน้อย ๆ ห้าตัวแทบจะไม่ออกแรงเลยด้วยซ้ำ จับพวกมันไปเข้าคุกให้หมดเลยรอลุงเบ็นกลับมาค่อยว่ากันต่อ" รอยยิ้มแสยะอันน่าพิศวงจนขนลุกของเธอทำให้นาธากลับไปนั่งลงบนเตียงทันที