เสียงเคาะประตูร้อนรนดังขึ้น หมิงหยวนผุดลุกขึ้นยืน ยังไม่ทันได้ตั้งตัว ประตูไม้ก็ถูกใครบางคนพังเข้ามาอย่างแรง บานพับประตูถึงกับกระเด็นหลุดลงบนพื้น
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“หยวนเก้อเอ๋อร์เจ้าเชี่ยวชาญเรื่องรักษาใช่หรือไม่?!”
“ข้า…แค่พอมีความรู้ผิวเผิน เพราะอ่านตำราแพทย์มาบ้าง...”
“อย่าพูดให้มากความ!” หม่านสือชีลากหมิงหยวนวิ่งออกไปนอกบ้าน “ไปกับข้า!”
สำนักศึกษาหลวงห้ามขี่ม้า หมิงหยวนจึงถูกอีกฝ่ายลากให้วิ่ง มุ่งหน้าไปยังตรอกที่พวกเขาพักอาศัยอยู่นอกสำนักศึกษา
หมิงหยวนอยากเอ่ยถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น แต่เพราะเหนื่อยหอบจึงพูดไม่ออก
พอมาถึงที่หมายก็เห็นร่างสูงโปร่งยืนกระวนกระวายอยู่หน้าประตู หมิงหยวนเพียงแค่เห็นท่าทางก็รู้ทันทีว่าเป็นหมิงเยี่ย หมิงหยวนแอบรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เขากลัวว่าหมิงเยี่ยจะได้รับบาดเจ็บ
ยังไม่ทันได้หยุดพักหายใจ หมิงเยี่ยก็เข้ามาลากหมิงหยวนเข้าไปข้างใน พร้อมกับอธิบาย
“พี่อู๋จิ่วได้รับบาดเจ็บสาหัสก่อนจะหมดสติไป เขากำชับว่าห้ามส่งเสียงดังและห้ามไปตามหมอ”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
“สวรรค์เท่านั้นที่รู้ ตอนนั้นข้าไม่อยู่ สือชีบอกว่าวันนี้พวกเขาท่องตำราที่เขียนโดยเจ้าอยู่ในสำนักศึกษา จึงกลับหอพักช้ากว่าปกติ พวกเขาไปขอป้ายอนุญาตเข้าออกห้องพักไว้ล่วงหน้าเพื่อที่จะได้กลับหอพักในยามวิกาลได้สะดวก แต่ระหว่างทางจู่ๆ ก็มีคนร้ายสองคนปรากฏตัวขึ้นและตรงเข้ามาทำร้ายพวกเขา”
“โจรหรือ?”
“ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ด้วยวรยุทธ์สูงส่งของพวกเขาทั้งสองย่อมรับมือโจรกระจอกสองคนได้สบาย”
หม่านสือชีรีบวิ่งตามมาสมทบ
“ใช่ๆ หากเป็นโจรก็ดีสิ! แต่วรยุทธ์อีกฝ่ายสูงส่งนัก ลงมือโหดเหี้ยม ไร้ปราณี มิใช่คนธรรมดาแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันมุ่งหวังจ้องทำร้ายแต่เหล่าเฉา ไม่รู้ว่าเขาไปทำให้ผู้ใดขุ่นเคืองหรือไม่”
หมิงหยวนรีบสาวเท้าไปยังหอพักด้านทิศตะวันออก ขณะยังไม่ทันได้เข้าไปถึงตัวเรือน กลิ่นคาวเลือดก็โชยมาเตะจมูก หัวใจของเขาพลันกระตุกวูบ
ร่างไร้สติของเฉาอู๋จิ่วนอนอยู่บนเตียงอย่างสงบนิ่ง ลำตัวส่วนบนพันด้วยผ้าพันแผลหลายชั้น รอยเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลออกมา ตรงหน้าอกมีรอยเลือดแห้งกรัง หมิงหยวนรีบพุ่งตัวไปที่ข้างเตียง กำลังจะแกะผ้าพันแผลออกเพื่อตรวจบาดแผล จู่ๆ หมิงหยวนก็สังเกตเห็นว่านอกจากเด็กรับใช้แล้ว ยังมีคนนั่งอยู่ข้างโต๊ะอีกหนึ่งคน
“ใคร?”
หมิงเยี่ยกับหม่านสือชีเดินตามเข้ามา
“ลืมบอกไปตอนที่พวกเขาถูกโจมตี วรยุทธ์สู้ไม่ได้ พี่อู๋จิ่วก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่...”
บุคคลที่นั่งอยู่เดินถือเชิงเทียนเข้ามาใกล้ ไส้เทียนเกิดประกายไฟเปรี๊ยะๆ ทันใดนั้นเปลวไฟก็ลุกโหม หมิงหยวนมองเห็นใบหน้าคุ้นเคยผ่านแสงสลัวๆ จึงอุทานด้วยความตกใจ
“ท่านเองหรือ?”
หมิงเยี่ยรีบพูดต่อ
“โชคดีที่ท่านป๋อน้อยผ่านมาพบเข้าจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พวกเขาถึงรอดมาได้”
หมิงหยวนถึงกับพูดไม่ออก
หยางจวินเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน
“เจ้าเป็นหมอหรือ?”
หมิงหยวนทำหน้านิ่งไม่ตอบ
หมิงเยี่ยเสริมอย่างกระตือรือร้น “หยวนเก้อเอ๋อร์เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บอันใด เขารักษาหายมาหมดแล้ว”
หมิงหยวนจ้องหมิงเยี่ยตาเขม็ง หมิงเยี่ยจึงรีบหุบปากและหันไปหาหยางจวินแทน
“ยังไม่ทันได้แสดงความยินดีกับท่านป๋อน้อยที่ชนะการประลอง ทว่าท่านควรอยู่ที่งานเลี้ยงมิใช่หรือขอรับ?”
หยางจวินไม่ตอบ
หมิงหยวนจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่คิดว่าจะได้พบกับสหายอี้อีกยิ่งไปกว่านั้นข้ายังเป็นหนี้บุญคุณท่านอีกครั้งไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี”
“สหายอี้?” หม่านสือชีมองหน้าหมิงหยวนสลับกับอี้อวิ๋นด้วยความสับสน
หยางจวินขมวดคิ้ว เขารู้สึกได้ถึงความเย็นชาและห่างเหินของหมิงหยวนอีกครั้ง ช่างต่างจากเด็กหนุ่มผู้มีน้ำใจที่่ป่าช้าคนนั้นอย่างสิ้นเชิง ทำให้หยางจวินรู้สึกผิดหวังและหวาดกลัวเล็กน้อย เพียงแค่แพ้การแข่งขันที่ไม่สำคัญ ไฉนถึงใจแคบเช่นนี้? หยางจวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปหาหม่านสือชีพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มฝืนๆ “เราสองคนเคยพบกันครั้งหนึ่ง เขาชื่อหยวนหมิง เจ้าต้องจำชื่อนี้ไว้ให้ดี”
หมิงหยวนเบือนหน้าหนี อารมณ์ก็ยิ่งไม่ดี
“หืม?” หม่านสือชียิ่งงุนงง จึงตัดสินใจไม่สนใจพวกเขา “หยวนเก้อเอ๋อร์ รีบมาดูหน่อยว่าจะรักษาเขาได้หรือไม่ เหล่าเฉาย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามไปตามหมอ ข้าร้อนใจแทบแย่ เยี่ยเก้อเอ๋อร์บอกว่าเจ้าพอมีความรู้จึงลากตัวเจ้ามาที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ ”
หมิงหยวนค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออกอย่างระมัดระวัง เลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาทันที มันเป็นแผลถูกแทง ลึกมาก คมดาบแทงทะลุซี่โครง โชคดีที่ไม่โดนจุดสำคัญ ไม่เช่นนั้นคงตายไปแล้ว ตอนนี้เฉาอู๋จิ่วเสียเลือดมาก ใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากซีดเผือด
“ผ้าสะอาด น้ำร้อน” หมิงหยวนสั่งโดยไม่หันกลับมามอง แล้วโรยผงยาที่หม่านสือชีเตรียมไว้ให้ ก่อนจะหยิบม้วนผ้าลินินบางๆ ออกมาจากอกเสื้อ เมื่อคลี่ออกก็พบว่ามีเข็มเงินขนาดเล็กปักอยู่ “ไฟ”
หม่านสือชีรีบยกเชิงเทียนมาให้ หมิงหยวนนำเข็มเงินอังไฟ ก่อนจะปักลงบนตำแหน่งต่างๆ บนหน้าอกอย่างรวดเร็ว เลือดค่อยๆ หยุดไหล หม่านสือชีและหมิงเยี่ยมองดูด้วยความกังวล ผ่านไปครู่หนึ่ง หมิงหยวนจึงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดรอบๆ บาดแผล ก่อนจะทายาสมานแผลที่เซี่ยโหวเจี๋ยให้เขามา โดยทาบนบาดแผลหนาๆ จากนั้นค่อยพันผ้าพันแผลอย่างกระชับ
“พรุ่งนี้เช้าไปร้านขายยา บอกว่าขอซื้อชะมด ขี้ผึ้ง การบูร พิมเสน เลือดมังกร [1] แก่นสีเสียด [2] กำยาน [3] และมดยอบ [4] ไม่สิ...ในเมื่อเหล่าเฉากำชับเช่นนั้น ก็อย่าไปเลย รอจนกว่าจะพ้นเวลาห้ามออกจากเคหะสถาน ข้าจะให้คนรู้จักหามาให้เอง”
“เขาไม่เป็นไรแล้วใช่หรือไม่?”
หมิงหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “หากเขาฟื้นภายในสองชั่วยามก็ไม่เป็นไร”
“แล้วจะแจ้งความหรือไม่?”
จู่ๆ ก็มีเสียงน่าตื่นตกใจจากใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เลือดมังกร (血竭) หมายถึง สมุนไพรห้ามเลือดชนิดหนึ่ง รักษาบาดแผล และยังช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี
[2] แก่นสีเสียด (儿茶) หมายถึง สมุนไพรรักษาแผล สมานแผล
[3] กำยาน (乳香) หมายถึง สมุนไพรที่ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อ สมานแผล และระงับอาการปวดได้
[4] มดยอบ (没药) หมายถึง สมุนไพรที่ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อและระงับอาการปวดได้เช่นกัน