ตอนที่31 : แม่ไม่ได้ไปคนเดียว
คำว่า“รับเพิ่มได้” ทำให้หลินซูเหยามองงานในลานต่างไปจากเดิม
ก่อนหน้านี้เธอสนใจว่าของแบบไหนเสียของแบบไหนผ่าน และจะลดงานซ้ำได้อย่างไร
วันนี้คำถามเปลี่ยน
ถ้าปลายทาง้าของดีมากขึ้นคนคนเดียวออกเก็บเองไม่มีทางพอ
เธอไม่ต้องคำนวณละเอียดก็รู้
แรงของร่างอายุสิบเจ็ดปีที่เพิ่งฟื้นไม่ใช่ข้อจำกัดเดียวต่อให้แข็งแรงกว่านี้หนึ่งเท่า วันหนึ่งก็มีเท่าเดิม
แต่ในหมู่บ้านมีคนออกหาฟืนเก็บเห็ด เก็บพืชแห้ง และรู้พื้นที่มากกว่าเธออีกหลายสิบคน
สิ่งที่ขาดไม่ใช่คน
คือเกณฑ์ที่ทำให้ของจากหลายมือยังมีคุณภาพใกล้กัน
หลินซูเหยานั่งขีดตัวเลขลงบนเศษกระดาษ่พัก
ถ้าคนหนึ่งเก็บได้วันละหนึ่งตะกร้าแล้วของเสียสิบส่วนถูกลดลงครึ่งหนึ่งปริมาณที่ขายได้จริงจะเพิ่มโดยไม่ต้องให้ใครเดินไกลขึ้น
นี่ไม่ใช่กำไรของเธอโดยตรง
แต่ถ้าคนในหมู่บ้านเริ่มเชื่อว่ามาตรฐานทำให้ได้เงินดีขึ้นต่อไปการรวบของที่มีคุณภาพจะง่ายขึ้นมาก
เธอไม่ได้้าเป็คนยืนคัดทั้งหมู่บ้าน
เป้าหมายคือทำให้คนเก็บรู้ั้แ่ต้นว่าอะไรควรเก็บอะไรไม่ควรถอน และอะไรต้องตากอย่างไร
ถ้าทำได้ปริมาณที่ดีจะโตขึ้นเอง
่สายเธอไม่ได้เสนอแผนใหญ่กับหัวหน้ากลุ่มเพียงถามข้อมูลธรรมดา
“ปกติของที่ชาวบ้านเก็บจากพื้นที่ที่อนุญาตแล้วเอามาขายเองมีมากไหมคะ”
“แล้วแต่่”หัวหน้ากลุ่มตอบ “บางบ้านมีแรงก็เก็บมาก บางบ้านไม่คุ้มเดิน”
“คนรับซื้อรับทุกแบบหรือคะ”
“รับถ้าพอใช้ได้แต่ของแย่ก็โดนกดน้ำหนัก”
หลินซูเหยาพยักหน้า
นั่นหมายความว่าคนเก็บเสียแรงเท่ากันแต่รายได้ต่างเพราะคุณภาพหลังเก็บ
เธอยังไม่ทำอะไรต่อ
ข้อมูลหนึ่งชิ้นยังไม่พอให้ตั้งระบบใหม่
ตอนสายหัวหน้ากลุ่มให้เธอไปช่วยคัดกระสอบเก่าหลังโรงเก็บเพราะตรงกองวัตถุดิบมีหญิงสองคนรับ่ได้แล้ว
คนที่นั่งพับกระสอบข้างเธอคือป้าหลิว
หญิงสูงวัยมองมือหลินซูเหยาที่พับปากกระสอบแล้วหัวเราะ
“แม่เธอทำเรียบร้อยกว่า”
หลินซูเหยาชะงัก“แม่ฉันหรือคะ”
“ชิงหลันน่ะมือเบา แต่ทำอะไรก็เป็ระเบียบ”
หญิงอีกคนหัวเราะ“ยกเว้นทำกับข้าว”
“ทำไมคะ”
“ใส่เกลือทีเหมือนกลัวคนในบ้านขาดเกลือทั้งปี”
ป้าหลิวตบเข่าหัวเราะ“จิ้นกั๋วก็กินหมดทุกครั้ง พอกินเสร็จดื่มน้ำตามเป็กา ยังบอกไม่เค็ม”
หลินซูเหยาหลุดหัวเราะ
ประโยคในสมุดของพ่อที่เคยอ่าน—ชิงหลันใส่เกลือมากไป—มีเสียงหัวเราะมีหม้อข้าว และมีคนจริง ๆ ขึ้นมาทันที
เื่ของแม่ถูกเล่าอยู่พักหนึ่งโดยไม่มีใครพูดถึงความตาย
แม่เคยกลัวจิ้งจกแต่กล้าวิ่งกลางฝนเพราะลูกเป็ไข้
แม่เคยทำผ้ากันเปื้อนเย็บเบี้ยวจนถูกล้อ
แม่เคยแบ่งไข่ให้ลูกทั้งที่ตัวเองกำลังตั้งครรภ์
จนหญิงคนหนึ่งถอนหายใจ
“ถ้าเด็กคนที่สองอยู่ตอนนี้บ้านเธอคงไม่เงียบขนาดนี้”
เสียงหัวเราะเบาลง
ป้าหลิวพยักหน้า“ตอนนั้นชิงหลันยังแข็งแรงอยู่เลย”
อีกคนแย้ง“ท้องโตแล้ว จะเรียกว่าแข็งแรงเหมือนเดิมได้ยังไง”
“แต่ยังเดินได้ไม่ใช่นอนติดเตียง”
หญิงสูงวัยอีกคนซึ่งเงียบมาตลอดขมวดคิ้ว
“วันที่ล้มฉันเห็นชิงหลันตอนสาย”
มือของหลินซูเหยาหยุดบนเชือก
“เห็นที่ไหนหรือคะ”
“หัวทางไปลานตากเก่า”
ป้าหลิวหันมา“ไม่ใช่ทางบ่อน้ำหรือ”
“ฉันเห็นตรงหัวทางจริงๆ” อีกฝ่ายตอบ “แต่เื่นานแล้ว จะให้จำทุกอย่างชัดก็ไม่ได้”
หลินซูเหยาไม่ได้เร่ง
หญิงคนนั้นคิดต่ออีกครู่ก่อนพูดเหมือนเพิ่งนึกได้
“แต่วันนั้นเธอไม่ได้ไปคนเดียว”
อากาศใต้ชายคาเหมือนนิ่งลงชั่วขณะ
“ใครอยู่ด้วยหรือคะ”
หญิงสูงวัยส่ายหน้า“จำไม่ได้ เห็นแค่มีคนเดินข้าง ๆ”
“ผู้หญิงหรือผู้ชาย?”
“ไม่แน่ใจแล้ว”
หลินซูเหยาพยักหน้า“ไม่เป็ไรค่ะ”
ก่อนพักจบป้าหลิวตักผักดองจากกล่องเล็กแบ่งให้เธอหนึ่งคำ
“กินกับข้าวจะได้มีแรง”
หลินซูเหยารับมา“ป้าแบ่งให้ฉันบ่อยเกินไปแล้วนะคะ”
“ก็เธอยังผอม”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ”
“ดีขึ้นก็ยังผอม”
เสียงหัวเราะกลับมาอีกครั้ง
บทสนทนาเื่แม่ถูกปล่อยวางลงเหมือนเื่เก่าอื่นๆ ในหมู่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่าคำว่า ‘ไม่ได้ไปคนเดียว’เพิ่งเปิดคำถามใหม่ให้ลูกสาวของชิงหลัน
พักเที่ยงจบทุกคนกลับไปทำงาน
เธอไม่ถามต่อ
เศษความทรงจำหลายปีไม่ได้กลายเป็หลักฐานเพียงเพราะเธออยากรู้
แต่ภาพแม่เดินพลาดล้มเพียงลำพัง...มีรอยแตกแล้ว
่บ่ายเื่ธุรกิจกลับมาเองโดยไม่ต้องออกตาม
ก่อนถึง่บ่ายหัวหน้ากลุ่มเอาตัวเลขน้ำหนักของรอบก่อนมาให้ดู
“ถ้ารับเพิ่มจริงเราต้องมีที่ตากเพิ่ม”
ซูเหยามองชายคาที่มีอยู่
พื้นที่ไม่พอแน่ถ้าปริมาณขึ้นสองเท่า
เธอถามว่าโรงเก็บเก่าฝั่งตะวันออกใช้ได้หรือไม่
“หลังคารั่ว”
“พื้นล่ะคะ”
“ยังดี”
“ถ้าซ่อมเฉพาะส่วนที่รั่วอาจใช้เป็พื้นที่พักของชั่วคราวได้”
หัวหน้ากลุ่มไม่ได้รับปากแต่บอกว่าจะไปดู
นี่ทำให้ซูเหยาเห็นว่าทุกการเพิ่มปริมาณสร้างคอขวดใหม่ตามมา
ของมากขึ้นไม่ใช่กำไรอย่างเดียว
มันหมายถึงพื้นที่คน และเวลา
ในชีวิตก่อนเธอเคยเห็นโครงการโตเร็วจนระบบพังเพราะไม่มีใครคิดถึงคอขวด
ชีวิตนี้ตัวเลขเล็กกว่าแต่กฎไม่ต่างกัน
หญิงม่ายบ้านท้ายหมู่บ้านนำตะกร้าเล็กมาวางข้างลาน
“ซูเหยาป้าถามหน่อย ของแบบนี้ที่สหกรณ์รับไหม”
ด้านในเป็พืชแห้งชนิดเดียวกับที่หน่วยผลิตเพิ่งส่ง
หลินซูเหยาหยิบขึ้นดู
เก็บดีแต่บางส่วนตากไม่พอ
“รับค่ะแต่ถ้าป้าตากอีกครึ่งวันแล้วสะบัดดินออก น้ำหนักที่เสียจะน้อยกว่า”
“แล้วต้องเลือกก้านแบบไหน”
เธอชี้ให้ดูสามจุด
ไม่นานผู้หญิงอีกคนเข้ามาฟังด้วย
หลินซูเหยาไม่ได้รับของจากใครในวันนั้น
หญิงม่ายถามต่อว่า“ถ้าของฉันมีนิดเดียว จะคุ้มเอาไปส่งหรือ”
คำถามนั้นทำให้ซูเหยาเห็นอีกปัญหา
ของหนึ่งบ้านน้อยเกินไปการเดินไปส่งเองเสียเวลามาก
ถ้าหลายบ้านรวมวันส่งเดียวกันคนรับของก็ไม่ต้องวิ่งหลายเที่ยว ชาวบ้านก็ไม่ต้องทิ้งงานอื่นเพื่อขนของเล็กน้อย
แต่การรวมของหมายถึงต้องรู้ว่าอันไหนเป็ของใครน้ำหนักเท่าไร และคุณภาพระดับไหน
เธอจึงถามชื่อเ้าของสองตะกร้าแล้วจดน้ำหนักคร่าว ๆ แยกบรรทัด
ยังไม่ใช่ระบบรับซื้อ
เป็เพียงการทดลองว่าการรวมของโดยไม่ทำให้สิทธิ์ของแต่ละคนปะปนกันทำได้หรือไม่
เธอเพียงบอกว่าถ้าอยากลองขายรอบหน้า ให้นำของมาให้ดูตัวอย่างก่อนส่ง
ก่อนกลับบ้านป้าหลิวเดินมาส่งถึงทางแยก
“วันนี้คิดถึงแม่ไหม”
คำถามตรงทำให้ซูเหยานิ่งไปนิด
“คิดค่ะ”
“อย่าเอาแต่คิดเื่วันที่แย่”หญิงสูงวัยว่า “ชิงหลันเป็คนหัวเราะเก่งกว่าที่ใครๆ ชอบพูดกันเยอะเลย”
หลินซูเหยามองป้าหลิว
“วันหลังเล่าให้ฉันฟังอีกนะคะ”
“ถ้าเธอเลี้ยงน้ำร้อน”
“ตกลงค่ะ”
ทั้งสองหัวเราะ
คำขอนั้นเล็กมากแต่เป็ครั้งแรกที่ซูเหยารู้สึกว่า การตามหาร่องรอยของแม่ ไม่จำเป็ต้องมีแต่ความตายและความเ็ป เธอยังสามารถค่อย ๆรู้จักผู้หญิงคนนั้นในฐานะแม่ที่เคยหัวเราะ เคยทำกับข้าวเค็มและเคยวิ่งฝ่าฝนเพราะลูกเป็ไข้
เย็นนั้นเธอจดเพียงสามคำในสมุดเล็ก
คุณภาพ
ปริมาณ
คนเก็บ
ถ้าคนซื้ออยากได้เพิ่มและคนในหมู่บ้านมีของอยู่แล้ว
สิ่งที่เธอต้องทำต่ออาจไม่ใช่ออกเก็บให้เร็วขึ้น
แต่อาจเป็ทำให้ของจากหลายมือไปถึงปลายทางโดยทิ้งส่วนที่เสียน้อยลง
เธอวางดินสอ
สายตาเหลือบไปยังสมุดของพ่ออีกเล่มหนึ่ง
คืนนี้เธอไม่ได้เปิด
ในหัวมีเพียงประโยคเดียวที่ยังไม่ยอมจาง
แม่ไม่ได้ไปคนเดียว...