1
เซียวเจิ้นฟาง ฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ย
เซียวเจิ้นฟาง ฮองเฮาของแคว้นเป่ย หญิงสาวผู้สูงศักดิ์และสง่างามสมกับตำแหน่งหงส์เคียงคู่โอรส์ ทั้งยังมากความสามารถ แต่ต้องมาจบชีวิตเพียงเพราะคนที่ตนเองไว้ใจมากที่สุดทั้งสองคน หนึ่งคือพี่ชายแท้ๆ อีกหนึ่งคือน้องสาวต่างมารดาที่รักและเอ็นดูเป็อย่างมาก
“พี่ใหญ่ เหตุใดถึงทำกับข้าเยี่ยงนี้” เปล่งเสียงเอ่ยถามด้วยความยากลำบาก หัวใจกำลังแตกสลายและเ็ปเมื่อคนที่รักและไว้ใจที่สุดมาหักหลังกันได้ลงคอ
“เจิ้นฟาง พี่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว อย่าโกรธพี่เลย” ไม่มีทางเลือกอื่นอย่างนั้นรึ? ไม่เข้าใจสักนิด เหตุใดต้องทำร้ายกันถึงชีวิต ทั้งๆ ที่เขาคือพี่ชายแท้ๆ ของนาง
ในครั้งคัดเลือกพระสนม เซียวเจิ้นฟางก็เลือกน้องสาวต่างมารดาเข้ามาเป็พระสนม มอบตำแหน่งกุ้ยเฟยให้ ในวังหลวงที่โดดเดี่ยวแห่งนี้ ยังมีน้องสาวต่างมารดาที่พอจะพูดคุยเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบได้
เป็คนที่ไม่เคยคิดระแวดระวัง วังหลังที่เต็มไปด้วยอันตรายแห่งนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าน้องสาวต่างมารดาที่รักและเอ็นดูเป็อย่างมากจะมาทำร้ายตัวนางในวันนี้
“พิษสลายิญญา” แม้จะเป็ผู้ฝึกปราณขั้น 7 แต่พิษที่โดนคือพิษสลายิญญา ทำให้พลังปราณที่มีค่อยๆ สลายไป เรี่ยวแรงที่มีก็แทบจะหมดสิ้น ยิ่งฝืนใช้พลังปราณพิษก็จะออกฤทธิ์ทำให้ตายเร็วขึ้น ความร้ายกาจของพิษชนิดนี้ทำให้ิญญาของผู้ฝึกปราณแตกดับไปพร้อมกับชีวิตที่หมดสิ้นลมหายใจ
“รู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว พิษนี้หายากยิ่งนัก กว่าจะเสาะหามาได้ ข้าใช้เวลานานนับ 6 ปีเลยทีเดียว” เซียวจิ่นเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเหี้ยมโหด นางเองก็รอคอยเวลานี้มานานแสนนาน ความอิจฉาริษยาที่เก็บซ่อนเอาไว้ไม่เคยแสดงออก ในที่สุดก็มีวันที่นางสามารถใช้สายตาที่แสดงออกถึงความรู้สึกทั้งหมดมองพี่สาวต่างมารดาได้เสียที
“คิดว่าหากข้าตายไปแล้ว ลูกนางโลมอย่างเ้าจะได้ขึ้นมานั่งแทนที่ตำแหน่งข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่เป็เช่นนั้นอยู่แล้ว” แม้จะกำจัดพี่สาวต่างมารดาได้ เซียวจิ่นก็รู้ดีว่าไม่อาจเอื้อมตำแหน่งฮองเฮาเพราะชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย
“หมายความว่า?”
“หึ คนที่ตายคือข้าต่างหาก มิใช่ฮองเฮาแห่งแคว้นเป่ย” รูปร่างของทั้งสองคนใกล้เคียงกัน มีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน เซียวจิ่นมีวิธีที่จะทำให้ทุกคนเชื่อว่าเธอคือฮองเฮาแคว้นเป่ย เป็วิชาต้องห้ามของชนเผาทางตอนเหนือ อาศัยสายเืและสายสัมพันธ์พี่น้อง ร่างของพี่สาวจะเป็ของนางโดยที่ไม่มีใครสงสัย ใบหน้าแสนงดงาม ที่ใครๆ ต่างยกย่องว่าเป็อันดับหนึ่งของแผ่นดินแคว้นเป่ย กำลังจะเป็ร่างใหม่ของนางในอีกไม่ช้า
“สาระเลว เสียแรงที่ข้ารักและเอ็นดูเ้า” ร่างกายที่เ็ปยังไม่เท่ากับใจที่ถูกเฉือนออกมาในตอนนี้ พี่ชายและน้องสาวที่รักและไว้ใจ คิดหาเหตุผลก็ไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดถึงทำกันได้ลงคอ
“สงบใจเสียเถอะเจิ้นฟาง พี่ทำก็เพื่อตระกูลเซียว” หึเพื่อตระกูลเซียวช่างน่าขันสิ้นดี ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ยินประโยคนี้ออกจากปากผู้เป็พี่ชายแท้ๆ ส่วนคนเป็น้องสาวก็จ้องมองตนด้วยความอิจฉาริษยาที่มีอยู่เต็มอก เซียวเจิ้นฟางมีสิ่งใดให้อีกฝ่ายริษยาอย่างนั้นหรือ? มันควรเป็นางมากกว่าที่ริษยาน้องสาวคนนี้ น้องสาวที่สามารถวิ่งเล่นในวัยเด็กได้อย่างสนุกสนานร่าเริง เติบโตมาพร้อมกับความรักของพ่อแม่ ถึงแม้ว่ามารดาอีกฝ่ายจะเป็เพียงอนุแต่ท่านพ่อก็รักและเอ็นดูมาก
ส่วนตัวนางั้แ่จำความได้ล้วนถูกสอนให้วางตัวอย่างสูงส่งสง่างาม ถูกสั่งสอนอย่างเข้มงวดั้แ่เด็ก ฝึกฝนอย่างอย่าหนักในทุกๆ เื่ แม้แต่หน้ามารดาและบิดาก็นานๆ ครั้งจะได้เห็น เพราะต้องร่ำเรียนศาสตร์ต่างๆ วัยเด็กหาได้มี่เวลาวิ่งเล่นซุกซนเหมือนเด็กคนอื่นๆ มิใช่ว่านางหรอกหรือที่ควรริษยาอีกฝ่าย
“พี่ใหญ่” ทั้งสองคนรอโอกาสนี้มานานแล้ว โอกาสที่นางจะออกจากวัง เดินทางมาเพื่อเคารพหลุมศพของผู้เป็มารดาที่ถูกฝั่งเอาไว้ในสุสานตระกูลเซียว ผู้ติดตามและองครักษ์ข้างกายล้วนถูกพิษทำให้หมดสติ องครักษ์และสาวใช้คนสนิททั้งสองคนถูกฆ่าตายอย่างเืเย็น
ทุกอย่างถูกเตรียมการมาเป็อย่างดี พิษแทรกซึมเข้าหัวใจ สติที่มีค่อยๆ ดับวูบพร้อมกับลมหายใจ ช่างเป็จุดจบที่แสนเ็ปยิ่งนัก
เซียวเจิ้นฟางไม่เคยเกรงกลัวความตาย เพียงแต่ไม่คิดว่าตนเองต้องมาพบกับจุดจบที่แสนเ็ปเช่นนี้ ความตายจะนำไปสู่อิสระที่เคยใฝ่หามาทั้งชีวิต
ความตายมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่หลับตาลงก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดเลย นอกจากความว่างเปล่าเท่านั้น
ไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปนานเท่าใด รู้ตัวก็ตอนที่แสงสีขาวเจิดจรัสส่องแสงมาปกคลุมทั่วร่าง จากนั้นก็มีแรงดึงดูดบางอย่าง เพียงแค่ชั่วพริบตาเมื่อลืมตาขึ้นทุกอย่างก็ไม่คุ้นเคยไปเสียหมด
“ที่ใดกัน” เซียวเจิ้นฟางมองไปรอบๆ เหมือนว่าจะเป็ห้องหรือตำหนัก แต่ทุกอย่างช่างไม่คุ้นตายิ่งนัก
เสียงดนตรีบรรเลงเป็ทำนองแสนไพเราะ ฟังแล้วก็พอจะรับรู้ถึงนิสัยใจคออีกฝ่ายได้ เซียวเจิ้นฟางเดินตามต้นเสียงจนพบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งเล่นฉินอยู่มุมห้อง
การแต่งตัวของอีกฝ่ายแปลกตา ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ไม่ใช่ชาวแคว้นเป่ย แล้วก็ไม่ใช่การแต่งกายของแคว้นเว่ย แคว้นหนาน แคว้นฉี หรือแม้แต่แคว้นตงเลยด้วยซ้ำ
ั์ตากำลังแสดงถึงความสุข สดใส รอยยิ้มที่ใบหน้าแสดงออกถึงอารมณ์ของอีกฝ่าย ใบหน้าของหญิงสาวเหมือนกับเธอไม่มีผิด จะแตกต่างกันก็แค่ทรงผมและการแต่งกายเท่านั้น
“เ้า...”
“เ้าคือผู้ใดกัน”
ไร้เสียงตอบรับจากร่างของหญิงสาว สองมือยังคงบรรเลงฉินเป็ทำนองไพเราะ ช่างเป็บทเพลงที่แสดงถึงความสุข ความสดใสของหญิงสาวได้เป็อย่างดี
“เ้าได้ยินข้าหรือไม่?”
“เ้า” มือเอื้อมจะไปสะกิดไหล่ของอีกฝ่าย แต่ััได้เพียงธาตุอากาศ อีกฝ่ายไม่รับรู้การมีตัวตนของนางแต่อย่างใด เซียวเจิ้นฟางได้แต่คิดในใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกหนึ่งประโยคเพื่อพิสูจน์สิ่งที่ตนเองคิด
“เ้าไม่ได้ยินข้าหรือ?” เซียวเจิ้นฟางพึมพำออกมา ราวกับกำลังบอกตัวเอง แม้แต่สิ่งของต่างๆ ก็จับต้องไม่ได้ นี่นางคือิญญาอย่างนั้นรึ? แล้วที่นี่คือที่ใดกัน เหตุใดิญญาที่ควรแตกดับของเธอถึงได้มาอยู่ในที่แห่งนี้
เซียวเจิ้นฟางเองก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ตนเองได้ รู้เพียงว่าดวงิญญาของเธอเฝ้าติดตามหญิงสาวผู้หนึ่งไปทุกที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะไปที่ใด
วันเวลาก็ผ่านจากวันเป็ อาทิตย์ และเป็เดือนฤดูก็เริ่มเปลี่ยนผ่าน จากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เซียวเจิ้นฟางยังคงติดกับหญิงสาวที่หน้าตาเหมือนตนเองเป็อย่างมาก ราวกับคนคน เดียวกัน และทำให้เซียวเจิ้นฟางเริ่มสงบจิตสงบใจ ปล่อยวางกับชีวิต คิดว่ามันคงเป็โชคชะตาของตนเอง ตอนแรกคิดว่าดวงิญญาจะต้องแตกดับไปเสียแล้ว
ไม่ใช่ว่านางไม่คิดแค้น แต่คิดไปแล้วก็ทุกข์ใจเสียเปล่า ไม่อาจหวนกลับไปแก้แค้นได้เลย การเจ็บแค้นยิ่งแต่ทำให้จิตใจไม่เป็สุข ก็เลยยอมปล่อยวางแต่ไม่ยอมให้อภัยคนที่ทำให้นางมีจุดจบที่เ็ป
โชคดีที่ดวงิญญาของนางยังคงอยู่ หลังจากที่ต้องสิ้นลมเพราะพิษสลายวิญาณ หลายเดือนที่มาอยู่ที่ภพนี้ทำให้เซียวเจิ้นฟางเริ่มเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่แตกจากภพก่อนหรือโลกก่อนโดยสิ้นเชิง
ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี้ไม่มีผู้ฝึกปราณ ไม่มีพลังปราณเลยแม้แต่คนเดียว หญิงสาวที่เธอเฝ้าติดตามเขามีชื่อว่า หนานฟาง สาวน้อยวัย 20 ปีมีนิสัยสดใสร่าเริง ชอบศึกษาตำรา ครอบครัวของหญิงสาวดูมีฐานะไม่ธรรมดา เหมือนว่าบิดาจะมีตำแหน่งสำคัญในกรมทหาร
เซียวเจิ้นฟางเองก็เริ่มคุ้นเคยและปรับตัวให้กับผู้คนในยุคนี้ ทั้งการพูดจา ภาษาเขียนที่ต่างกันเพียงเล็กน้อย การแทนตัวเอง การกินอยู่ของผู้คน
เซียวเจิ้นฟางสังเกตสีหน้าอันเศร้าสร้อยของอีกฝ่ายมาได้สองวันแล้ว
“เป็เพราะเื่นั้นหรือเ้าถึงได้นั่งทุกข์ใจเช่นนี้” เธอรับรู้เื่ราวที่เกิดขึ้น รับรู้ได้กระทั่งความรู้สึกและอารมณ์ของอีกฝ่าย ราวกับจิติญญาบางส่วนของเธอเชื่อมกับหนานฟางเอาไว้
เสียงฉินในวันนี้เศร้าแตกต่างจากทุกครั้งที่ได้ยิน ความรู้สึกของหญิงสาวกำลังถ่ายทอดผ่านดนตรีที่เธอบรรเลงอยู่ในตอนนี้ หญิงสาวมีความสามารถบรรเลงดนตรีได้อย่างไพเราะ หลากหลายประเภท อย่างเครื่องดนตรีที่เธอไม่รู้จัก หญิงสาวเรียกมันว่าเปียโน อีกฝ่ายก็สามารถบรรเลงได้อย่างไพเราะไม่แพ้ฉินเลย
“ถึงข้าจะไม่เข้าใจเ้า แต่ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของเ้า การแต่งงานเดิมทีก็เป็ความเห็นของบิดามารดา ในเมื่อบิดาเ้าเอ่ยปาก ยังไงเสียเ้าก็แต่งงานกับคนที่บิดาเห็นว่าเหมาะสม”เซียวเจิ้นฟางเอ่ยออกมา แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางได้ยินในสิ่งที่เธอพูดก็ตาม
จะว่าไปหนานฟางก็เลยวัยปักปิ่นมานานแล้ว เทียบกับภพเดิมที่เธอเคยอยู่ถือว่าแต่งงานช้ามาก ั้แ่จำความได้ เซียวเจิ้นฟางก็ถูกปลูกฝั่งมาเพื่อเป็หงส์เคียงคู่ับนบัลลังก์ั้แ่จำความได้
เนื่องจากดวงชะตาของเธอเกิดมาเพื่อเป็หงส์เคียงข้างผู้ที่จะได้นั่งบนบัลลังก์ั เธอถูกสอนทั้งงานบ้าน งานเรือน งานเย็บปัก การฝึกปราณ แม้กระทั่งการปกครองที่ผู้หญิงในสมัยนั้นไม่มีทางที่จะได้ร่ำเรียน แม้แต่องค์หญิงในราชวงศ์ เธอก็ได้รับการสั่งสองจากอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถ
เมื่อพ้นวัยปักปิ่นก็ได้เข้าพิธีหมั้นหมายกับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นเป่ย จากนั้นสองปีก็เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาท รับตำแหน่งเป็ชายาเอก
จนกระทั่งอีกฝ่ายขึ้นครองราชย์ เธอก็ได้รับตำแหน่งฮองเฮาเป็หงส์เคียงคู่บัลลังก์ของอีกฝ่าย ในทุกวันเธอทำหน้าที่ปกครองวังหลังได้เป็อย่างดี ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง
ฝ่าาเองก็ให้อำนาจเต็มที ด้วยความสามารถของเธอ ทำให้ช่วยแบ่งเบางานของอีกฝ่ายได้มากพอสมควร ไม่รู้ว่าป่านนี้พระองค์จะรู้หรือยังว่าฮองเฮาที่อยู่เคียงข้างหาใช่เซียวเจิ้นฟางคนเดิมอีกต่อไป
แต่คิดไปก็เท่านั้น การตายก็เหมือนการปล่อยวางอย่างหนึ่ง ไม่ต้องแบกรับหน้าที่ใดๆ อีกต่อไป ไม่ต้องวางตัวให้เหมาะสมและสง่างามอยู่ตลอดเวลา
ความรู้สึกของเธอถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของหัวใจ เซียวเจิ้นฟางอยากได้อิสระมาตลอดชีวิต อยากจะออกไปเห็นโลกภายนอก การอยู่แต่ในรั้วกำแพงวังช่างเป็อะไรที่น่าเศร้า แต่ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบเธอไม่อาจละทิ้งมันไปได้
จนกระทั่งเธอถูกคนที่รักและไว้ใจมากหักหลังและได้มาเป็ดวงิญญาที่มีดวงจิตเชื่อมและผูกพันกับหญิงสาวผู้นี้
“หนานฟาง” เสียงทุ้มของคนเป็พ่อเอ่ยเรียกลูกสาวด้วยความอ่อนโยน
“คุณพ่อกลับมาแล้วเหรอคะ” คนเป็ลูกละความสนใจการเครื่องดนตรี ลุกขึ้นมาหาคนเป็พ่อ ก่อนจะเข้าไปโอบกอดอีกฝ่าย
“ธุระของพ่อเสร็จแล้ว อีกสามวันลูกเตรียมตัวให้พร้อม พ่อได้ให้คนจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้แล้ว” ใบหน้าที่ยิ้มแย้มดีใจที่ได้เจอหน้าบิดาเศร้ามองลงในทันที เซียวเจิ้นฟางเข้าได้ว่าหญิงสาวรู้สึกอย่างไร
“คุณพ่อค่ะ...”
“พ่อรู้ว่าลูกไม่เต็มใจ แต่เชื่อพ่อสักครั้งเถอะ เพื่อตัวลูกเอง พ่อเองก็แก่ลงทุกวัน พี่ๆ ของลูกก็มีครอบครัวไปหมดแล้ว”
“คุณพ่อยังแข็งแรง ต้องอยู่กับหนูอีกนาน”
“ใครจะรู้...” คนเป็พ่อลูบหัวลูกสาวคนเล็กด้วยความรัก ชายวัย 54 ปีได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาได้หาคนที่เหมาะสมกับลูกสาวคนเล็กเอาไว้แล้ว อีกฝ่ายเป็ลูกชายเพื่อนสนิทที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน แต่เขาก็ไม่เคยลืมสัญญาของเพื่อนที่เขามีต่อนั้น
นั่นคือสัญญาว่าจะให้ลูกสาวแต่งงานกับลูกชายของอีกฝ่าย จนกระทั่งเมื่อเดือนก่อน เขาไปทำภารกิจที่ต่างเมืองและได้พบเจออีกฝ่ายด้วยความบังเอิญ
มันอาจจะเป็โชคชะตาทำให้เขาได้พบกับเพื่อนรักคนนี้อีกครั้ง และเขาก็ไม่ลังเลใจที่จะเอ่ยทวงถามสัญญาจากอีกฝ่าย แน่นอนว่าอีกฝ่ายก็ยังคงไม่ลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับเขาเช่นกัน
หลังจากการปฏิวัติที่แสนยาวนานเขาสูญเสียเพื่อนไปหลายคน รวมทั้งภรรยาที่เขารัก ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีคลื่นใต้น้ำและอันตรายที่มองไม่เห็น
“พ่อไม่เคยเอ่ยปากขอร้องอะไรฟางฟางเลยนะลูก แต่เื่นี้เป็เื่เดียวที่พ่อจะเอ่ยปากขอ ทำเพื่อพ่อได้ไหม?”
“ค่ะ หนูจะทำถ้ามันทำให้คุณพ่อมีความสุข” หนานฟางรับคำของบิดา ก่อนจะโอบกอดบิดาเอาไว้ สองสามวันมานี้เธอหนักใจเื่ที่ต้องหมั้นหมายและแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็ลูกชายของเพื่อนสนิทคุณพ่อ ซึ่งเธอไม่เคยพบเจอมาก่อน
และเมื่อแต่งงานแล้วเธอจะต้องย้ายไปอยู่เซียงไฮ้กับอีกฝ่าย เธอไม่อยากจากคุณพ่อไป ท่านอายุมากแล้ว แถมยังมีโรคประจำตัวอีกด้วย เธออยากจะอยู่ดูแลคุณพ่อไม่อยากแต่งงานแล้วก็ไปจากบ้านหลังนี้
เซียวเจิ้นฟางได้แต่มองภาพของสองพ่อลูกโอบกอดกัน ทั้งสองพูดคุยกัน เธอไม่มีความเห็นใดๆ ก็หวังเพียงแต่ว่าชีวิตแต่งงานของหนานฟางจะมีความสุข นั้นคือสิ่งที่เธอได้แต่อวยพรให้กับหญิงสาว
งานหมั้นและงานแต่งงานถูกจัดขึ้นที่บ้านของหนานฟางเอง ในวันแต่งงานเป็วันที่หนานฟางพบเจอกับว่าที่สามีของตนเอง ผู้ชายคนนี้มีอายุมากกว่าหนานฟาง 3 ปี เป็ผู้ชายที่ดูดีั้แ่หัวจรดปลายเท้า ดูมีสง่าราศี และรัศมีของความเป็ผู้นำที่โดดเด่น ติดที่ใบหน้าออกจะเคร่งขรึม ดุดันไม่น่าเข้าใกล้ แถมยังไม่ค่อยพูด สีหน้าไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ ทำให้ว่าที่เ้าสาวที่เข้าพิธีแต่งงานอย่างหนานฟางนึกกลัวอยู่ในใจ
หลังแต่งงานได้เพียงหนึ่งสัปดาห์ หนานฟางก็ย้ายมาอยู่ที่เซียงไฮ้ เป็เมืองหนึ่งที่อยู่ทางใต้ของปักกิ่งบ้านเกิดของเธอ
“จากนี้บ้านหลังนี้จะเป็บ้านของเธอ” คำพูดเรียบๆ ออกจากปากผู้เป็สามีนามว่า ฉีตงเยี่ย แววตาเ็าจับจ้องร่างของภรรยาด้วยความดุดัน
“เข้าใจแล้ว” หนานฟางรับคำ เพียงได้ยินแค่นั้นคนเป็สามีก็หันหลังเดินออกไป ไม่ได้สนใจไยดีภรรยาของตัวเองอีกต่อไป
ตระกูลฉีเป็ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจในเมืองเซียงไฮ้ สามีของหนานฟางกำลังสร้างกิจการเป็ของตัวเองโดยแยกตัวออกมาจากตระกูลฉี มาสร้างรากฐานที่เมืองเซียงไฮ้ หนานฟางอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลฉี ทุกคนให้ความเคารพเธอ เรียกเธอว่านายหญิงหรือคุณผู้หญิง
หลังจากนั้นสามเดือน หนานฟางก็พบว่าตัวเองตั้งครรภ์ จิตใจที่เศร้าหมองของเธอเริ่มมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผู้เป็สามีอย่างฉีตงเยี่ยก็สั่งให้คนของเขาดูแลอีกฝ่ายเป็อย่างดี แม้ว่าสามีจะไม่ค่อยยินดีที่ภรรยาของตัวเองตั้งครรภ์ก็ตามที
เซียวเจิ้นฟางพอจะมองความรู้สึกของทั้งสองคนออก พวกเขาช่างเหมือนกับเธอและฝ่าา อยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ หาได้มีความรู้สึกรักใคร่กันแต่อย่างใด
แต่ดูเหมือนสถานการณ์ของหนานฟางจะแย่ยิ่งกว่า เพราะผู้เป็สามีแสดงออกถึงความเ็าและห่างเหิน ไม่คิดจะใส่ใจหรือถามไถ่ภรรยาของตนเองแม้แต่น้อย หนานฟางเองก็มิได้ใส่ใจอีกฝ่าย เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็เท่านั้น นับว่าเป็คู่สามีที่พูดคุยหรือสนทนากันนับคำได้
เธอกับฝ่าาถึงไม่ได้มีความรัก แต่ก็ยังมีความผูกพัน เป็เพื่อนคู่คิด เป็คู่ชีวิตที่มีความห่วงใยใส่ใจกันเสมอ เพราะเธอและเขามีอะไรก็พูดคุยกันได้บ้าง สามารถบอกเหตุผลในเื่ต่างๆ ของกันและกันได้ ถึงแม้ไม่ได้มีความรัก แต่ความผูกพันก็มีมากกว่าสามีภรรยาคู่นี้ ไม่ซิต้องบอกว่าทั้งสองไม่มีความผูกพันใดๆ ต่อกันเลยมากกว่าเพราะต่างคนต่างไม่ยอมเปิดใจให้กัน