เสียงระฆังดังกังวานอยู่ในสมอง หลังจากผ่านไปพักใหญ่เสียงนี้จึงค่อยๆ แ่เบาลง โจวหยวนััได้ว่าเคล็ดฝึกจิติญญาบทที่เรียกว่า ‘เคล็ดตรึกตรองจิตสับสน’ นี้ประทับตราไว้ในสมองของเขา
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดทบทวน ด้วยเหตุนี้โจวหยวนจึงลืมตาขึ้นคำนับผู้เฒ่าชุดดำที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าหนึ่งครั้ง “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ขอรับ”
เขาััได้อย่างเลือนราง ไม่ว่าจะเป็เคล็ดดึงพลังหรือเคล็ดฝึกจิติญญา ต่างก็ไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาทั้งคู่ ผู้เฒ่าชุดดำเบื้องหน้าแม้ดูลึกลับ แต่ประทานลิขิตชะตาให้เขาแน่นอน
ผู้เฒ่าชุดดำโบกมือ ลังเลใจชั่วครู่ ฉับพลันนั้นก็เอื้อมมือหยิบพู่กันสีดำยาวประมาณศอกด้ามหนึ่งขึ้นมา พู่กันสีดำด้ามนี้เหมือนหลอมด้วยทองสัมฤทธิ์ ส่วนบนเปรอะเปื้อนเป็รอยกระดำกระด่างคล้ายกับผ่านประสบการณ์มายาวนาน แสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่
ทว่าบนตัวพู่กันดำมีลักษณะขุ่นมัวไม่มันเงาราวกับสูญเสียจิติญญาไป
ผู้เฒ่าชุดดำลูบคลำพู่กันด้ามนี้ด้วยท่าทีอาลัยเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็ยังคงส่งมอบให้โจวหยวน “สิ่งนี้นับเป็ของขวัญแรกพบที่อาจารย์มอบให้เ้า”
โจวหยวนยื่นมือรับพู่กันดำด้ามนี้ด้วยความเคารพ พู่กันดำด้ามนี้มีน้ำหนักเล็กน้อย เขามองเห็นลวดลายอักขระโบราณตัวบนพู่กัน ััได้ถึงพลังน่าเกรงขามบางอย่าง
“สิ่งนี้คือพู่กันอักขระหยวนหรือขอรับ” โจวหยวนถามด้วยความแคลงใจ
“มันคือพู่กันอักขระหยวน ทั้งยังเป็อาวุธหยวนอีกด้วย” ผู้เฒ่าชุดดำกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โจวหยวนตะลึงระคนสงสัย พู่กันอักขระหยวนเป็สื่อกลางในการใช้วาดอักขระหยวนออกมา ส่วนอาวุธหยวนจะใช้ในการประลอง ทั้งสองอย่างนี้เป็คนละประเภทกัน เหตุใดถึงมารวมอยู่ด้วยกันได้
ยิ่งไปกว่านั้นพู่กันดำในมือด้ามนี้ยังดูค่อนข้างบอบบาง จะใช้โจมตีได้อย่างไร
“หึ เ้าประเมินมันต่ำเกินไปแล้ว” ผู้เฒ่าชุดดำเห็นท่าทีของโจวหยวนจึงอดยิ้มไม่ได้ “พู่กันด้ามนี้เรียกว่าพู่กันรวม์ เคยเป็อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์มาก่อน”
“อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์?!” โจวหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองพู่กันสีดำโบราณลายเปรอะเปื้อนในมือด้วยความประหลาดใจ
อาวุธหยวนบนโลกนี้มีหลายระดับ ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็สี่ระดับคือ สามัญ ดำทมิฬ ์ และศักดิ์สิทธิ์ โจวหยวนล้วนทราบดี อาวุธหยวนที่แข็งแกร่งที่สุดในราชวงศ์ต้าโจวของเขาคือหอกเก้าอัคคีที่อยู่ในมือของเสด็จพ่อ แต่นั่นก็เป็เพียงอาวุธหยวนระดับดำทมิฬชั้นยอดเท่านั้น
อาวุธหยวนระดับศักดิ์สิทธิ์ในตำนานเ่าั้ต่างมีอานุภาพเกินบรรยาย สามารถแผดเผาูเาจนมอดไหม้ทำให้มหาสมุทรร้อนระอุจนระเหยกลายเป็ไอได้ ดึงดูดให้ผู้คนอยากได้มาจนน่าหวาดกลัว
ใน่เวลาเดียวกันนั้น พู่กันดำลายเปรอะเปื้อนซึ่งดูไม่มีอานุภาพอะไรเลยในมือโจวหยวนด้ามนี้ กลับเป็ถึงอาวุธหยวนระดับศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ
“ข้าบอกแล้วว่ามันเคยเป็อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์” ผู้เฒ่าชุดดำถอนหายใจเบาๆ “พู่กันรวม์นี้ร่วมรบกับข้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่เสียหายอย่างหนักจากการต่อสู้ครั้งหนึ่ง”
โจวหยวนจึงเข้าใจทันที เดิมทีเป็อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทำลายนั่นเอง
ผู้เฒ่าชุดดำมองสีหน้าของโจวหยวน อดพูดด้วยความเกรี้ยวดกราดไม่ได้ “เ้าเด็กนี่คิดว่าข้าใจแคบมอบของชำรุดให้เ้าจริงๆ อย่างนั้นรึ แม้ว่าพู่กันรวม์ด้ามนี้จะได้รับความเสียหายรุนแรงแต่ยังเป็อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์และหลงเหลือจิติญญาอยู่ เพียงดูแลเช้าค่ำไม่แน่ว่าอาจจะค่อยๆ ฟื้นกลับคืนมาได้”
“หือ?” โจวหยวนประหลาดใจ อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์ยังมีทางรอดหรือ
ผู้เฒ่าชุดดำชี้ไปที่พู่กันดำแล้วกล่าวว่า “เห็นอักขระหยวนเก้าตัว้านั้นหรือไม่”
โจวหยวนก้มหน้าลงมอง แลเห็นบนตัวพู่กันลายเปรอะเปื้อนด้ามนี้มีอักขระหยวนเก้าตัวโบราณที่ซับซ้อนเลือนรางพอมองเห็นอยู่บ้าง เพียงแต่ขุ่นมัวจนรับรู้ได้ยาก
“อักขระหยวนเก้าตัวนี้เป็ตัวแทนของอานุภาพพู่กันรวม์ สักวันหนึ่งเ้าจะทำให้อักขระหยวนทั้งเก้าตัวส่องสว่างจนหมด เมื่อนั้นมันก็จะฟื้นพลังอาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาได้”
“ต้องทำอย่างไรถึงจะส่องแสงได้หรือขอรับ” โจวหยวนถามด้วยความสนใจ หากฟื้นพลังอาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์กลับมาได้ สำหรับเขาคงมีประโยชน์มากมายมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฮ่ะฮ่า ง่ายมาก พู่กันรวม์มีิญญาสถิตอยู่ หากเ้าให้อาหารด้วยิญญาอสูรหยวนเพียงพอ พลังก็จะค่อยๆ ฟื้นกลับมา”
“แน่นอน ยิ่งิญญาอสูรหยวนมีระดับสูง ผลลัพธ์ก็ยิ่งสูงตาม”
“พู่กันรวม์นี้จะกลายเป็อาวุธใช้ต่อสู้ได้อย่างไร รอจนกว่าอักขระหยวนตัวแรกส่องสว่าง เมื่อนั้นเ้าก็จะรู้เอง” ผู้เฒ่าชุดดำกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แม้ทราบว่าการทำให้พู่กันรวม์ฟื้นฟูกลับคืนมาเป็อาวุธหยวนศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นไม่ใช่เื่ง่าย แต่โจวหยวนก็ยังคงพยักหน้าช้าๆ หมุนพู่กันรวม์อย่างคล่องแคล่วด้วยปลายนิ้ว เขากล่าวกับผู้เฒ่าชุดดำอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่มอบพู่กันให้ เพียงแต่จนถึงตอนนี้ศิษย์ก็ยังไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนามของท่านอาจารย์เลย”
ผู้เฒ่าชุดดำได้ยินจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ชางยวน นี่คือชื่อของอาจารย์ นอกจากนี้อาจารย์ยังมีศิษย์อีกสองคน พวกเขานับเป็ศิษย์พี่ของเ้า หากภายหลังมีชะตาร่วมคงได้พบพานกัน แต่หากไร้ชะตาก็คงเท่านั้น”
ชางยวนพูดจบก็ไม่พูดกับโจวหยวนอีก เขาหันหน้ากลับไปมองหญิงสาวชุดฟ้า นางกัดริมฝีปากอันชุ่มชื้น สายตาสั่นไหว แววตาเศร้าสร้อยที่กำลังบอกลาปรากฏขึ้นในดวงตา
นับั้แ่ที่นางจำความได้นางก็ใช้ชีวิตอยู่กับชางยวนในที่แห่งนี่ สำหรับนางแล้ว ชางยวนเป็คนที่นางใกล้ชิดสนิทสนมด้วยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นต่อให้นางจะเ็าแค่ไหนก็ยังคงรู้สึกโศกเศร้าไม่น้อยอยู่ดี
“เฮ้อ เด็กโง่ งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา” ชางยวนถอนหายใจ จากนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะล้วงหยิบหยกก้อนหนึ่งออกมา หยกก้อนนี้ส่องแสงสว่าง ้ามีกลีบดอกบัวเพลิงเก้ากลีบกำลังแผดเผา แต่ละกลีบปรากฏสีสันหลากหลายไม่ซ้ำกัน
“เยาเยา ข้ารู้ว่าเ้ามีคำถามมากมาย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลา รับสิ่งนี้ไว้ ในภายภาคหน้าหากมีโอกาสเ้าคงจะเข้าใจได้เอง”
“อีกอย่าง หากเวลาที่หยกบัวเพลิงแผดเผาจงระวังตัวไว้ให้ดี เพราะนั่นหมายความว่าพวกมันกำลังตามหาเ้า!”
“พวกมันคือใคร? เหตุใดถึงตามหาข้า?” เยาเยาถามอย่างร้อนรน
ในใจของนางเต็มไปด้วยปริศนา พวกมันคือใคร เหตุใดนางจึงจำได้ว่าอาศัยอยู่ที่นี่เพียงลำพังกับปู่เฮยเหมือนกับกำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง
ชางยวนนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เขาไม่ตอบคำถามของเยาเยา เพียงยื่นหยกวางไว้บนเมือเยาเยาจากนั้นมองไปยังโจวหยวนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “โจวหยวน จงจำไว้ อย่าได้ให้เยาเยาเปิดตราผนึกและใช้พลังหยวน ไม่อย่างนั้นจะนำพามาซึ่งหายนะ”
โจวหยวนหัวใจเต้นแรง สายตามองอักขระคลุมเครือบนหว่างคิ้วของเยาเยา ที่แท้ก็เป็ตราผนึกอย่างหนึ่งนี่เอง หากพูดเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเยาเยานั้นไม่ใช่ว่าใช้พลังหยวนไม่ได้ แต่เป็เพราะว่าถูกผนึกเอาไว้...
เพียงแต่ เหตุใดต้องทำเช่นนั้น?
โจวหยวนตั้งคำถามมากมายในใจ แต่ด้วยความฉลาดจึงไม่ถามมากความ เยาเยาและชางยวนที่อยู่ตรงหน้าต่างลึกลับอย่างไม่ต้องสงสัย คงมีเื่ราวบางอย่างในตัวของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น เื่ราวระดับนี้ ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้เกรงว่ายังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะรู้
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ข้าจดจำไว้แล้วขอรับ” โจวหยวนตอบรับอย่างจริงจัง
ชางยวนพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ภายหลังหากมีปัญหาอะไรระหว่างการฝึกฝนก็จงไปหาเยาเยา นางติดตามข้ามาหลายปี ร่ำเรียนมาจนหมดแล้ว แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับว่านางยินดีหรือไม่”
พอโจวหยวนได้ยินก็มองไปยังพี่สาวชุดฟ้าด้านข้างด้วยแววตาเป็ประกายทันที เดิมทีเขายังกังวลว่าจะมีข้อผิดพลาดในการฝึก ไหนเลยจะคิดว่าพี่สาวคนนี้จะเป็คมในฝัก ดูท่าวันข้างหน้าเขาจะต้องดีกับนางให้มากๆ เสียแล้ว
ทว่าในยามนี้พี่สาวชุดฟ้ายังคงดำดิ่งอยู่กับความเศร้าโศก ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย
“พวกเ้าไปเถอะ” ชางยวนจับมือเยาเยาแล้วกล่าวขึ้นช้าๆ
“ไปตอนนี้เลยหรือ” โจวหยวนตะลึงงัน นี่จะไม่รวดเร็วจนไม่ทันให้ตั้งตัวเกินไปหรือ
“ตอนนี้แหละ รีบไปซะ!” ชางยวนน้ำเสียงจริงจัง เสียงดังน่าเกรงขามกว่าเดิม
โจวหยวนไม่พูดอีก เขารับรู้ได้ทันทีว่าคงกำลังจะเกิดเื่อะไรบางอย่างขึ้นที่นี่ ชางยวนจึงรีบไล่พวกเขาไป
ชางยวนชูแขนเสื้อขึ้นโบกมือ แลเห็นบนพื้นด้านหน้ากระท่อมฝุ่นฟุ้งตลบ จากนั้นมีเส้นอักขระโบราณปรากฏออกมา เมื่อพิจารณาดูจึงเห็นว่าเป็อักขระหยวนระดับสูงที่คาดเดาไม่ได้
อักขระหยวนเหล่านี้เหมือนกับอักขระหยวนบนลานหินที่โจวหยวนมาตอนนั้นทุกประการ
โจวหยวนจ้องมองแววตาของชางยวนแล้วจึงรีบรุดขึ้นหน้าอย่างรวดเร็ว เดินเข้าไปกลางลวดลายที่ประกอบไปด้วยอักขระหยวนเ่าั้ หากแต่หญิงสาวชุดฟ้ากลับอุ้มอสูรน้อยทุนทุนมองชางยวนด้วยความตกตะลึง
“ไปเถอะ จากนี้อาจไม่มีวันได้พบกันอีก” ชางยวนโบกมือลา
หญิงสาวชุดฟ้าดวงตาแดงก่ำ แต่นางไม่ได้มีท่าทีร้องไห้ นางโค้งกายลงต่ำคารวะชางยวนอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างกายโจวหยวนในอักขระหยวน
ชางยวนเห็นเช่นนี้จึงรีบยกนิ้วขึ้น แลเห็นรอบข้างอักขระหยวนมีแสงสว่างะเิออกทันที แสงสว่างรวมตัวกันอย่างรวดเร็วจนครอบคลุมรอบตัวของโจวหยวนและเยาเยาเอาไว้
“โจวหยวน จำคำสัญญาที่ให้ไว้กับอาจารย์ จงปกป้องนางให้ดี!”
แสงสว่างส่องแยงตา ่เวลาในขณะที่ช่องว่างบิดเบี้ยวโจวหยวนพลันได้ยินเสียงจริงจังของชางยวนดังขึ้น ภายในน้ำเสียงมีความอ้อนวอนอยู่
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ! ข้าจะสืบทอดเคล็ดวิชาของท่าน จะรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดไป!”
โจวหยวนหลับตาลงพลางพูดพึมพำในใจ
ที่ด้านหน้ากระท่อมมีแสงสว่างส่องเรืองรอง สายลมพัดโหมกระหน่ำ เพียงชั่วพริบตาร่างของโจวหยวนและเยาเยาก็หายลับไป เหลือไว้เพียงอักขระหยวนที่ยังคงส่องสว่างอยู่บนพื้น แต่เมื่อผ่านไปสักพักก็สลายหายไปจนไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ ให้เห็น
ชางยวนจ้องมองสถานที่ที่ทั้งสองคนหายไปแล้วก็มีท่าทีเศร้าโศกอยู่บ้าง พูดเสียงเบาๆ ว่า “ตระกูลโจว...เป็อย่างที่เ้าเฒ่านั่นกล่าวเอาไว้ ข้ายังรับศิษย์อีกหนึ่งคน เพียงแต่อนาคตจะเป็เช่นไร ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเขาแล้ว”
เขาส่ายหัวแล้วเก็บความรู้สึกกลับไป เอนกายพิงเก้าอี้โยกช้าๆ โอนเอนไปมา
ทั่วทั้งผืนดินเงียบสงัด
ความเงียบนี้ ไม่รู้ว่าจะคงอยู่ได้อีกนานแค่ไหน ทันใดนั้นชางยวนก็ลืมตาทั้งสองข้างที่ปิดสนิทขึ้น จ้องมองความว่างเปล่าด้วยสายตานิ่งเฉย
ครืนๆ!
จู่ๆ เสียงก็ดังสนั่นขึ้นบนท้องฟ้าอันห่างไกลคล้ายกับฟ้าผ่าลงมาอย่างรุนแรงจนช่องว่างแยกออก
ผืนดินเริ่มพังทลาย ป่าไม้ก็เริ่มโค่นล้มลงทีละแถบ
“มาจนได้แล้วกระมัง?”
ชางยวนมองภาพฟ้าดินแตกทลาย ใบหน้าทรุดโทรมยังคงนิ่งเฉย เพียงแค่พูดพึมพำกับตัวเอง
“เอาละ เอาละ พักฟื้นมาหลายปี แก่ปูนนี้ใกล้จะขึ้นสนิมหมดแล้ว คงต้องยืดเส้นเสียหน่อย...” ชางยวนยิ้ม จากนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
ร่างกายทรุดโทรมโค้งงอ แต่ทันทีที่ลุกขึ้นชุดสีดำของเขาก็ค่อยๆ โบกสะบัดพลิ้วไหว พลังน่าเกรงขามยากเกินบรรยาย ราวกับัพิโรธที่หลับใหล เวลานี้กลับตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว
บนท้องฟ้าอันกว้างไกลมีสายฟ้าฟาดลงมาปกคลุมทั่วผืนฟ้า ภายในนั้นมีเงาร่างสามร่างที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้าร่วงลงมาอย่างช้าๆ เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้น แรงคุกคามน่าเกรงขามจากทั้งสามร่างก็แผ่กระจายออกมาปกคลุมทั่วฟ้าดินราวกับเทพลงมาจุติ
สายตาของพวกเขาเยือกเย็น ขว้างพลังจากระยะไกลมายังร่างของชางยวน
“ฮ่าๆ จักรพรรดิดำผู้สง่าผ่าเผย กลับหลบซ่อนทำตัวราวกับหนูมายาวนานหลายปี ช่างน่าสมเพช...” เสียงไร้อารมณ์ดังขึ้นจากท้องฟ้าลงมายังเบื้องล่าง เมื่อเสียงนี้ดังกระจายออกพื้นที่แห่งนี้จึงพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
“ส่งคนออกมา! ไม่อย่างนั้นวันนี้ที่แห่งนี้จะเป็หลุมฝังศพของจักรพรรดิดำอย่างเ้า!”
ชางยวนได้ยินเสียงะโเ็าดังกึกก้องไปทั่ว รอยยิ้มหยันผุดขึ้นบนมุมปาก จากนั้นหัวเราะเสียงดังราวเสียงฟ้าร้องสะท้อนกลับไป
“ฮ่าๆ เข้ามาสิ วันนี้ข้าอยากจะเห็นนัก ว่าที่แห่งนี้จะเป็หลุมฝังศพของใครกันแน่!”
เมื่อชางยวนก้าวเท้าออกไปเสื้อผ้าบนตัวเขาก็ขาดออกจากกันทันที เผยให้เห็นเรือนร่างอันผอมแห้ง เพียงแต่ว่าบนร่างกายนั้นกลับมีอักขระหยวนโบราณซับซ้อนสลักไว้ทั่วตัว อักขระแต่ละตัวต่างขยับไปมาอย่างน่าเกรงขาม
หึ่ง!
อักขระหยวนเหล่านี้ต่างมีแสงสว่างส่องออกมา แสงสว่างราวกับดวงอาทิตย์แผดเผาเพิ่มขึ้นทวีคูณ ร่างที่ผอมแห้งของชางยวนขยายใหญ่ขึ้นทันที
ภายในชั่วอึดใจเดียว คนั์ตนหนึ่งก็ยืนสูงตระหง่านอยู่ท่ามกลางแผ่นฟ้าและผืนดิน พลังรุนแรงป่าเถื่อนเอ่อท้นสะบัดไปมาอย่างเกรี้ยวกราด
เขาร้องคำรามขึ้นฟ้าด้วยเสียงอันดังเหี้ยมโหด นาทีต่อมาก็กระทืบฝ่าเท้า ร่างขนาดั์พุ่งขึ้นอย่างดุดัน ทะยานฝ่ามหาสมุทรสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ตึง! ตึง! ตึง!
พื้นที่ทั้งหมดในเวลานี้ เริ่มแตกออกเป็เสี่ยงๆ ไปจนสิ้น