เ้าเหมียวยันตัวขึ้นยืนเขาเดินไปดมใบหน้าของมนตรา แล้วเรียกชื่อเธอ
“มนตรา...มนตรา...เฮ้อคงจะช็อกมากละสิ ให้นอนอีกหน่อยแล้วกัน”
เ้าเหมียวถอนใจแล้วเดินไปหยุดยืนที่ประตูหน้าบ้าน เหม่อมองออกไปเห็นคนเดินและรถราแล่นผ่านไป
“อืม...เป็หมู่บ้านที่ไม่เปลี่ยวนักนะใช้ได้เลย”
เ้าเหมียวหันหลังกลับมามองไปที่มนตราที่ยังสลบไสลอยู่
“เธอ...เธอชื่อมนตราแล้วฉัน...ฉันเป็ใครนะ...”
เ้าเหมียวหยุดยืนตรงหน้ามนตราแล้วใช้ขาหน้าเขี่ยใบหน้าของเธอเบาๆ
“งืม...อืม”
“มนตราตื่นได้แล้วน่าตื่นเถอะ”
เ้าเหมียวมองมนตราที่ค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตากลมโตใต้แว่นตาหนาเตอะนั้นกะพริบช้าๆ เหมือนปรับโฟกัส สันจมูกเป็รอยแดงเพราะแป้นจมูกแว่นกดทับเธอยันตัวขึ้นนั่ง ขยี้ตา เ้าเหมียวยังคงจับจ้องมนตรา
“นี่ตกลงฉัน...ฉันคงฝันไปใช่ไหมที่เห็นแกพูดได้น่ะเ้าเหมียว”
“เปล่าข้าพูดได้จริงๆ ของแท้แน่นอน!”
“กรี๊ดดดด”มนตรากรีดร้อง หงายหลังผลึ่ง
“อย่าเอ็ดไปสิข้ามาดี ไม่ใช่ภูตผีปีศาจเสียหน่อย”
“แก...แก...ไอ้เหมียวแกเป็ใคร เป็ตัวอะไรน่ะ”
“อะไรกันไม่ทันไรก็ขึ้นไอ้เสียแล้ว ใจเย็นๆ เถอะ ข้าไม่ได้ประสงค์ร้ายจริงๆ”
เ้าเหมียวมองมนตราที่เอามือทาบอกแล้วค่อยๆ หายใจช้าลงๆ เป็จังหวะมากขึ้น
“แล้วตกลงมันยังไงทำไมแก เอ๊ย! ทำไมนายพูดได้ล่ะ”เสียงเธอยังสั่นเล็กน้อย
เ้าเหมียวขยับเดินไปด้านข้างมนตราสะดุ้งเฮือก แต่เ้าเหมียวไม่ได้เดินไปหาเธอเขาเพียงเดินวนไปมาเสมือนกำลังครุ่นคิด
“มนตรา...สิ่งที่ข้ากล้ารับปากเลยคือข้าไม่คิดทำร้ายใครแต่ปัญหาก็คือ...ข้า...ข้าไม่รู้ว่าตัวเองเป็ใคร”
“หมายความว่ายังไงน่ะ”
เ้าเหมียวหยุดเดินแล้วนั่งลงสบตามนตราเพื่อแสดงความจริงใจ
“ข้าเพิ่งมีความทรงจำเกี่ยวกับตนเองเมื่อไม่กี่วันมานี้เองมนตรา”
“อะไรกันแต่นายเหมือนจะอายุได้สักขวบนึงแล้วนะ”
“นั่นแหละคือปัญหาข้ารู้สึกว่าข้าไม่ได้เป็แมวมาั้แ่เกิด ข้าไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตที่ผ่านมาเลย”
“แล้วนาย...เอ่อคุณจำอะไรได้บ้าง”มนตราน้ำเสียงปกติแล้ว ออกจะเจือด้วยความตื่นเต้นด้วยซ้ำไป
“ข้าจำได้ว่า...”เ้าเหมียวแหงนหน้ามองเพดานราวกับมองท้องฟ้าเวิ้งว้าง
สามวันก่อนหน้านั้น...
เ้าเหมียวลืมตามาท่ามกลางความมืดเมื่อเริ่มปรับสายตาจนชินกับแสงสว่างน้อยนิดแล้วเ้าเหมียวก็บอกได้ว่าตนเองอยู่ริมถนน เพียงแต่เขาไม่รู้ว่านั่นคือที่ไหนความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาอีกอย่างตอนนี้ก็คืออาการคันยุบยิบและเสียงหึ่งๆเขาจึงรู้ตัวว่าตนเองนอนอยู่ในพงหญ้าริมถนนท่ามกลางฝูงยุงที่มารุมตอมแต่ที่น่าใที่สุดก็คือ
“ข้ากลายเป็แมว!”
“กลายเป็...งั้นก็หมายความว่าคุณ...คุณอาจเคยเป็คนมาก่อนงั้นเหรอ”
“ข้าจำอะไรไม่ได้เลยก็จริงแต่ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าข้าเคยเป็คนมาก่อน อย่างแรกเลยคือข้ารู้สึกแปลกแยกมากกับร่างส้มๆกลมๆ มีสี่ขาแบบนี้”
เ้าเหมียวยื่นขาหน้าออกมามนตราหลุดหัวเราะพรืด บางทีเธอคงเริ่มคุ้นเคยขึ้นแล้วกระมัง เขาทำจมูกฟึดฟัดแสดงอาการไม่พอใจเล็กน้อยแต่ก็เล่าต่อ
ย้อนกลับไปคืนวันนั้นเขาค่อยๆ ยันร่างขึ้นด้วยขาทั้งสี่ข้างมันช่างเป็ความประหลาดเหลือล้นที่เมื่อยืนแล้วลำตัวไม่ได้ตั้งตรงอย่างที่เขาคิดว่าควรจะเป็แต่มันขนานไปกับพื้น ใบหน้าของเขาไม่พ้นหญ้าด้วยซ้ำจนยอดหญ้าแยงเข้าไปในจมูก
“ฮัดเช้ย!หมาววว...เหมียววว”
ความใโถมเข้าใส่เขาเรื่อยๆราวระลอกคลื่นที่ไม่มีวันหยุดซัดสาด เขาย่ำเท้าอยู่กับที่อย่างกระวนกระวายใจพยายามเปล่งเสียงร้องต่อไป
“ตอนนั้นข้ายังไม่รู้เลยว่าข้าคงจะเคยเป็คนแต่ก็มั่นใจว่าไม่ได้เป็แมวมาแต่แรกแน่ๆ ข้ารู้ว่าเสียงร้องเหมียวๆไม่ใช่เสียงปกติของข้า”
“แล้วคุณมารู้ตัวเมื่อไหร่คะว่าพูดได้”
“ก็...” เ้าเหมียวกระแอมแล้วเล่าต่อ น้ำเสียงหม่นเศร้า
วันแรกเ้าเหมียวได้แต่เดินไปเรื่อยๆด้วยความหวาดกลัวและสับสน ไม่กล้ากิน ไม่กล้านอน หวาดระแวงยามรถราแล่นผ่านขนลุกชูชันเวลาเห็นสุนัขจรจัด และต้องวิ่งหนีสุนัขขึ้นต้นไม้จนแทบร่วงหล่นลงมาเพราะะโไม่เป็วันที่สองเขาเหมียวดำรงชีวิตอยู่ด้วยการหาอาหารกินตามข้างทาง ทั้งข้าวบูดเศษกับข้าวที่ทิ้งรวมกันจนไม่รู้ว่าเคยเป็เมนูใดมาก่อน น้ำที่ท่วมขังตามพื้นแต่แม้ท้องหิวแค่ไหนเขากลับอาเจียนออกจนหมด เขาขยะแขยงเวลาเห็นแมลงสาบและหนูตัวโตๆวิ่งผ่านหน้าไปสุมรุมกันที่กองขยะ ไม่มีแม้สัญชาตญาณนักล่าผุดมาสักนิดยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าตนเองไม่ได้เป็แมวมาั้แ่แรก
จนกระทั่งคืนวันที่สองเขาได้กลิ่นอาหารหอมฉุยโชยมาจากบ้านหลังหนึ่ง
“ต้มจับฉ่าย!” เขาพึมพำขณะแอบดูที่หน้าต่างครัว
“ฮ่าๆๆคือคุณพูดได้คำแรกว่าต้มจับฉ่ายเหรอ!”
“ก็มันเป็สิ่งที่แวบเข้ามาในสมองข้าแล้วข้าก็หลุดปากพูดออกมาอัตโนมัติ”
“อืม...เป็ไปได้ไหมคะว่าอาจเป็อาหารที่คุณชอบถ้าคุณเคยเป็คนมาก่อน”
“สันนิษฐานไว้อย่างนั้นเหมือนกันแต่เื่มันไม่จบแค่นั้นน่ะสิ”เขาย่ำขาหน้าทั้งสองข้างกับพื้นสลับกันแล้วเล่าต่อ
เขามองต้มจับฉ่ายในหม้อที่ควันลอยออกมาส่งกลิ่นหอมฉุยด้วยความรู้สึกหิวอย่างรุนแรงจนหญิงร่างใหญ่วัยกลางคนเดินเข้ามาปิดเตาและตักใส่ถ้วยแล้วเดินออกไปโดยห้ามใจไม่อยู่ เขาใช้ขาหน้าค่อยๆดันบานหน้าต่างกระจกที่เปิดแง้มอยู่จนมันเลื่อนออกพอที่เขาจะเดินเข้าไปได้เขาค่อยๆ ย่องอย่างระแวดระวังจนไปถึงชามจับฉ่ายนั้น แล้วก็เลียกินน้ำซุปและแทะซี่โครงหมูที่อยู่ชิ้นบนสุดอย่างหิวโหย
“กรี๊ดดดไอ้แมวบ้า ไป๊!” หญิงร่างใหญ่กรีดร้อง
เขาหันขวับไปทางขาหลังที่ถูกผ้าเช็ดมือที่หญิงร่างใหญ่ปามาและด้วยความในั้นเอง...
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจลักกิน”
“กรี๊ดดดด”หญิงร่างใหญ่กรีดร้องโหยหวนกว่าเก่าแล้วหงายหลังล้มตึงไป
เหตุการณ์หลังจากนั้นเต็มไปด้วยความชุลมุนเขาได้ยินเสียงผู้ชายะโเรียกแม่พร้อมเสียงวิ่งตึงตังมาทางห้องครัวก่อนที่เขาจะวิ่งหนีไปทางหน้าต่างยังทันเห็นสุนัขชิวาว่าวิ่งเข้ามาเห่าด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว
“โหวุ่นวายน่าดูเลยนะคะแล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีกคะ”
“ข้าก็เดินโซซัดโซเซมาเรื่อยๆพอเหนื่อยก็หยุดพักตามต้นไม้บ้างพุ่มไม้บ้างจนเจอเ้าในวันนั้นนั่นแหละ”
“แล้วทำไมคุณถึงกล้าพูดคุยกับฉันล่ะคะ”
เ้าเหมียวมองเข้าไปในดวงตากลมโตของมนตราภายใต้แว่นตาหนาเตอะนั้นมีบางสิ่งบางอย่างบอกเขาว่าเธอไว้ใจได้
“ข้าแค่รู้สึกว่าไว้ใจเ้าได้”
“จะว่าไปฉันเองก็รู้สึกแปลกๆค่ะ ปกติฉันก็เอ็นดูแมวอยู่แล้วนะคะแต่ไม่ได้คิดจะเก็บมาเลี้ยงอีกเลยหลังจากที่...” มนตราชะงักไป
เขามองเธอและััถึงความหม่นเศร้าบางอย่างของมนตราได้เขาคิดว่าเธอยังไม่พร้อมเล่าจึงไม่ซักไซ้
“แล้วคุณจะทำยังไงต่อไปคะคุณจำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เลยใช่ไหมคะ” มนตราเปลี่ยนเื่
“จำไม่ได้...จำไม่ได้เลย”เขาส่ายหัวเสียงเศร้า
“เอาอย่างนี้! ระหว่างนี้คุณก็อยู่กับฉันที่นี่แหละฉันจะดูแลคุณเอง บางทีพอเวลาผ่านไปหรือหากฉันเซ้าซี้ถามอะไรคุณไปเรื่อยๆความทรงจำคุณอาจค่อยๆ กลับคืนมาก็ได้!”
“เ้าช่างเป็เด็กดีมีน้ำใจเหลือเกินมนตราขอบใจมากนะ ฉันโชคดีและยินดีจริงๆ ที่ได้พบเธอ” น้ำเสียงเ้าเหมียวซึ้งใจ
“Nice to meet you เช่นกันค่า! ใช่เลย!ก่อนอื่นฉันจดเื่ที่รู้เกี่ยวกับคุณทีละอย่างๆดีกว่า เผื่อจะเป็เบาะแสให้ปะติดปะต่ออะไรได้” มนตราลุกขึ้นไปหยิบสมุดโน้ตบนโต๊ะในห้องนั่งเล่นมาจด
“สิ่งที่ต้องจดแบบลืมไม่ได้เลยก็คือคุณชอบกินต้มจับฉ่าย!” เธอพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“นั่นต้องจดด้วยเหรอ...เออแต่ว่าก็ว่าเถอะนะมนตรา เธอมีอะไรให้ฉันกินบ้างไหมนอกจากอาหารเม็ดแข็งๆนั่นน่ะ”
จากผู้เขียน...
อยู่ดีๆ มาอยู่ในร่างแมวส้ม แถมยังจำอะไรไม่ได้ก็เื่ใหญ่แหละแต่ขอกินก่อนนะ กองทัพเดินด้วยท้องจ้า