บ้านหลังเล็กๆภายในมิติอนันตเวคี หนิงเทียนเหยียดกายลงบนเตียง
ศีรษะหนุนแขนทั้งสองข้าง มองไปยังเพดานด้วยท่าทีเหม่อลอย
ั้แ่เกิดมันกลับมาที่หมู่บ้านนี้เป็ครั้งที่สอง จิตใจของมันไม่อยู่กับตัวเลยแม้แต่การฝึกฝนลมปราณมันยังไม่มีสมาธิที่จะทำ
เมื่อหนิงเทียนครุ่นคิดถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นวันนี้ ดวงตาของมันก็หม่นหมองลง ความรู้สึกอันแปลกประหลาดพลุ่งพล่านภายในจิตใจของมัน
‘พรุ่งนี้.....นางจะพาข้าไปไหน’หนิงเทียนนึกถึงคำพูดก่อนที่จะแยกทางกันกับปี้เหยา
มันสลัดความรู้สึกใคร่รู้ออกไปทันที ภายในใจของมันตอนนี้ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง
รุ่งเช้าวันต่อมา วันนี้นั้นครบกำหนด10วันที่กองคาราวานจากเมืองฉางผิงจะวนมาเก็บบรรณาการอีกครั้ง
หนิงเทียนและปี้เหยาทั้งสองมาถึงริมแม่น้ำดั่งเช่นเมื่อวานอีกครั้ง แต่คร่านี้ปี้เหยานั้นมาถึงก่อนเกือบชั่วยาม
หนิงเทียนเร่งฝีเท้าเดินไปหาปี้เหยาพร้อมกล่าว“เหยาเอ๋อ ขอโทษด้วยที่ข้ามาสาย”
เดิมทีตอนแรกนั้นหนิงเทียนไม่คิดจะมาตามนัด มันจึงทิ้งเวลานับชั่วยามแต่ไม่คาดคิดว่าปี้เหยายังจะรอมันอยู่โดยไม่ไปไหน
สีหน้าของหนิงเทียนแปรเปลี่ยนไปทันที เมื่อมันได้เห็นรอยยิ้มของปี้เหยา
ปี้เหยายิ้มอย่างอ่อนโยน “หนิงเทียน ข้าจะพาท่านไปยังสถานที่หนึ่ง โปรดตามข้ามา”
ปี้เหยาก้าวเท้าช้าๆอย่างรวดเร็ว มุ่งไปยังชายป่าพฤกษาทมิฬ
ต้นไม้ บุปผาและสายน้ำ มันเป็บรรยากาศที่ทำให้หนิงเทียนรู้สึกผ่อนคลายและเบิกบานใจ มันครุ่นคิดอยู่สักพักว่าสิ่งที่ทำให้มันเบิกบานใจนั้นเป็บรรยากาศรอบๆหรือเป็คนที่อยู่ข้างๆกันแน่...
“นั้นลูกวิหคสีฟ้า”ปี้เหยาชี้ไปด้วยอาการตื่นเต้น
“เ้าชอบมันหรือ?”
ปี้เหยาพยักหน้าด้วยกิริยาอันน่ารัก
หนิงเทียนทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า สองมือของมันจับกุมไปยังลูกวิหคสีฟ้าทันที
“ข้าให้เ้า” หนิงเทียนยื่นวิหคตัวน้อยสีฟ้า ให้กับปี้เหยา
ปี้เหยาส่ายหน้าช้าๆ “ข้าเพียงชอบมันเท่านั้น ธรรมชาติของวิหคนั้นย่อมต้องอยู่บนท้องฟ้า มันสมควรมีชีวิตที่โบยบินได้อย่างเสรี
ข้านั้นชอบมันเพียงเพราะความน่ารักของมัน แต่ข้าไม่สามารถจับมันขังไว้ในกรงแย่งชิงอิสระของมันได้ หนิงเทียนท่านปล่อยมันไปเถอะ”
หนิงเทียนคลายมือออกวิหคน้อยสีฟ้าบินหนีไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านช่างใจดีจริงๆ” หนิงเทียนมองไปที่หญิงสาวตรงหน้ามัน
พวกมันทั้งสองเดินกันต่อไป แต่ด้วยระยะทางที่ไกลพอสมควร มนุษย์ธรรมดาอย่างปี้เหยานั้น จึงมีอาการเหนื่อยเล็กน้อยเหงื่อใสๆเกาะกุมบนหน้าผากอันขาวบริสุทธิ์ของนาง
หนิงเทียนใช้มือของมันเช็ดออกอย่างอ่อนโยน แม้แต่ตัวมันเองยังไม่รู้ว่าเหตุใดถึงทำเช่นนี้
“ขอบคุณ หนิงเทียน”
น้ำเสียงของปี้เหยาช่างไพเราะกว่าทุกครั้งที่มันเคยได้ยิน
“เหยาเอ๋อ เ้าเหนื่อยหรือไม่?”
“ข้าไม่เหนื่อย เราไปกันต่อเถอะในยามเที่ยงท่านก็จะจากหมู่บ้านนี้ไปแล้ว ข้าไม่อยากเสียเวลาแม้ลมหายใจเดียว” แม้นางจะกล่าวด้วยน้ำเสียงธรรมดา แต่หนิงเทียนรู้สึกถึงความเศร้าในน้ำเสียงของนางได้เป็อย่างดี
ระหว่างทางเดินนั้นปี้เหยาเอ่ยขึ้นมาว่า “หนิงเทียน ท่านรู้จักดอกหอมหมื่นลี้หรือไม่?”
หนิงเทียนได้ยินดังนั้น หัวใจของเขาวูบหล่นลงมาทันที มันกล่าวอย่างตะกุกตะกัก
“ข้าไม่รู้จัก”
“ในหมู่บ้านของเรา มีความเชื่อว่าดอกหอมหมื่นลี้ มันสามารถส่งกลิ่นหอมไปได้ไกลถึงหมื่นลี้ ไม่ว่าอีกฝ่ายอยู่ไกลเพียงใด เมื่อได้กลิ่นหอมนี้ จะเข้าใจถึงความคิดถึงของอีกฝ่ายได้”
เมื่อปี้เหยากล่าวจบ มันเดินต่อมาเพียงชั่วครู่ ข้างหน้าของมันเป็ทางราบยาว สองข้างทางปกคลุมไปด้วยดอกหอมหมื่นลี้
ปี้เหยานำมืออันขาวพ่องไปเด็ดดอกหอมหมื่นลี้ พร้อมกับกล่าว
“หนิงเทียนข้าอยากให้ท่านเก็บดอกไม้นี่ไว้ เมื่อท่านได้กลิ่นของมันขอให้ท่านคิดถึงข้าบ้าง”
“…..” ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนตกอยู่ในภวังค์แห่งความเงียบ
สายลมพัดโชนผ่านทั้งคู่ไป เส้นผมของปี้เหยาพลิ้วสะบัดไปััใบหน้าของหนิงเทียน
ปี้เหยายิ้มอย่างเอียงอายพลางใช้มือรวบผมทัดไว้ที่หลังหู
“หนิงเทียนขอบคุณท่านมาก..” ปี้เหยาเอ่ยอย่างแ่เบาทำลายความเงียบลงขณะที่ดวงตาจับจ้องไปยังต้นหอมหมื่นลี้ที่กำลังพัดส่ายตามแรงของลม
“ข้าบอกเ้าแล้วตัวข้าไม่ได้ช่วยอะไรเ้าเลย พ่อบุญธรรมของเ้าต่างหากที่ยื่นมือเข้าช่วย”
“ข้าหมายถึงขอบคุณที่ท่านมาเป็เพื่อนข้าในวันนี้ต่างหากและขอบคุณที่ท่านได้มายังหมู่บ้านแห่งนี้ ท่านรู้อะไรหรือไม่?
ตอนที่ท่านแม่ของข้าจากไป ตอนนั้นข้าอายุเพียง8ปีเท่านั้น ข้าต้องพยามอย่างมากเพื่อที่จะเอาชีวิตรอดจากความหิวโหย อีกทั้งข้ายังต้องเรียกดูปี้ยี่ั้แ่เล็ก” นางกล่าวขณะใช้มือเล่นไปกับดอกหอมหมื่นลี้เบื้องหน้านาง
ปี้เหยากล่าวต่ออย่างเชื่องช้า “ในตอนที่ข้า8ขวบ ปี้ยี่ไม่สบายมากในเวลานั้นข้ากลัวมาก กลัวเขาจะเป็อะไรไป
ข้านั้นรักเขาเหมือนลูกแท้ๆของข้าเอง ข้าไม่สามารถทิ้งเขา ไปได้” เวลานี้น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ปี้เหยาหยุดไปชั่วขณะนาง รวบรวมความกล้าของนางทั้งหมดแล้วจึงกล่าวต่อ
“หนิงเทียนท่านไม่ไปเมืองฉางผิงได้หรือไม่? ท่านอยู่หมู่บ้านปี้จุ่ยกับพวกเราต่อได้หรือไม่?” นางรู้แม้ว่าคำกล่าวของนางจะเป็การเห็นแก่ตัว แต่มันเป็สิ่งที่มาจากหัวใจของนางทั้งหมด
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นหัวใจของหนิงเทียนคล้ายกับถูกเข็มนับร้อยเล่มเข้ามาทิ่มแทง
มันมองไปยังดอกหอมหมื่นลี้ที่ได้มาจากปี้เหยาพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“แม่นางปี้เหยา”ในครั้งนี้มันเรียกแม่นางปี้เหยา มิใช่เหยาเอ๋อ แบบทุกครั้ง หนิงเทียนยังคงกล่าวต่อ “สำหรับตัวข้าในทุกๆคืนมีแต่เพียงเงาของกระบี่เท่านั้นที่เป็เพื่อน
ข้ามุ่งไปสู่เส้นทางของความแข็งแกร่งเพื่อที่จะอยู่เหนือผู้คนทั่วหล้าและเส้นทางที่ข้าจะมุ่งไปนั้นไม่อาจมีผู้ใดเดินร่วมทางได้ ฉะนั้นขอให้ท่านโปรดลืมข้าไปเถอะ”
เื่ราวในครั้งนี้มันอาจจะเป็เศษเสี้ยวความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาของหนิงเทียนเท่านั้น
ในชีวิตก่อนของหนิงเทียนมันได้ใช้ดาบตัดทุกสิ่งทิ้ง แม้ความรักจากคนที่รักมันเพียงเพราะชีวิตนักรบอย่างมันอาจเกิดในตอนเช้าแต่ไม่อาจล่วงรู้ชะตากรรมในยามเย็นได้
ปี้เหยาแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนมาที่หนิงเทียน “ข้าคิดแล้วว่าท่านต้องตอบเช่นนี้ ตัวท่านเป็ดั่งวิหคสีฟ้าตัวนั้นที่บินบนท้องฟ้าอย่างอิสรภาพเสรี”
นางเว้นระยะอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวต่อ“พวกเรากลับกันเถอะเดียวจะไม่ทันยามเที่ยง” ปี้เหยาเพียงแต่ลุกขึ้นยืนเดินนำหน้าอย่างเงียบๆ
บรรยากาศระหว่างทางกลับนั้นเต็มไปด้วยความเงียบ เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้านเสียงของหนิงเทียนได้ทำลายบรรยากาศมาคุนั้นทิ้ง
“แม่นางปี้เหยาข้าขอตัวก่อน ถ้าเรามีโชคชะตาต้องกันสักวันหนึ่งเราจะพบกันอีก รักษาตัวด้วย”
“คุณชายหนิงท่านโปรดรักษาตัวด้วย”
สิ้นเสียงของปี้เหยาหนิงเทียนเดินจากไปช้าๆด้วยท่าทีเหม่อลอยในมือของมันยังถือดอกกุ้ยฺฮวาไว้อยู่
ปี้เหยาที่มองดูหนิงเทียนค่อยๆเดินจากไปดวงตาของนางมีประกายน้ำใสๆหยดจากดวงตาของนางลงสู่พื้นดิน
สองมือของนางจับกุมไปที่หยกสีเขียวกระจางนิ้วมือของนางลูบไปที่ตัวอักษรที่สลักคำว่า “เื” ที่ด้านหลังของแผ่นหยก
“เวลานี้ข้าไม่สามารถที่จะเดินเส้นทางเดียวกับท่านได้ ข้าจะพยามให้มากกว่านี้และวันหนึ่งข้าจะไปเดินบนเส้นทางเดียวกับท่าน...” นางพึมพำกับตนเองก่อนจะหันหลังเดินจากไป....
หลังจากแยกทางกับปี้เหยา หนิงเทียนเดินออกมาด้วยท่านิ่งเฉยแต่ภายในใจของมันนั้นสับสนเป็อย่างมาก
นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันรู้สึกเช่นนี้ แต่มันก็ไม่เคยชินสักครั้งที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น
มันสลัดความสับสนในหัวทิ้งไป ก่อนจะเดินตรงเข้าไปภายในหมู่บ้านปี้จุ่ย นี้เป็เพียงก้าวแรกในเส้นทางการฝึกฝนของมันเท่านั้น
ในระหว่างที่หนิงเทียนเดินผ่านหมู่บ้านไปยังกระโจมบรรณาการเสียงพูดคุยกันระหว่างชาวบ้านดังขึ้นตลอดทั้งทาง บ้างก็กล่าวในเื่ของหัวหน้าหมู่บ้าน
บ้างก็กล่าวถึงาระหว่างูเาของซิและเฮย อย่างไม่หยุดหย่อน อีกทั้งเวลานี้ภายในหมู่บ้านยังมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินสวนกันอย่างพลุกพล่าน
วันนี้เป็วันที่กองคาราวานจะมาวนกลับมารับบรรณาการที่หมู่บ้านอีกครั้ง มันจึงคึกคักเป็พิเศษ ผู้คนจากที่ต่างๆเดินทางเข้ามาโดยมีจุดหมายไปยังสามเมืองใหญ่ของทวีปฟ้า์
การค้าขายผักผลไม้กับผู้ฝึกตนจึงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คุ้มกันมากมายกระจัดกระจายอยู่ในเมือง พวกมันทำการซื้อขายเสบียงกับชาวบ้านอย่างคึกคัก
คนอื่นๆก็เริ่มที่จะหลั่งไหลเข้ามา และ พากันหลั่งไหลออกไป
ในขณะที่หนิงเทียนกำลังเดินชมอยู่ภายในหมู่บ้านนั้น มีชายชราที่หน้าตาเกียจคร้านกับเด็กน้อยที่แย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองเดินตรงมาทางหนิงเทียน
“พี่ชายหนิง พวกเรากำลังตามหาท่านอยู่พอดี”เสียงะโดังออกมาก่อนที่เด็กน้อยหน้าตายิ้มแย้มจะเดินมาถึงเสียอีก
“เด็กน้อยเ้าอยู่นี่เอง ตามข้ามาระหว่างทางข้ามีเื่ที่จะพูดกับเ้า”
ชายชราหน้าตาเกียจคร้านผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นมันคือซานจื่อ หัวหน้าคุมกองบรรณาการแห่งหมู่บ้านปี้จุ่ยนั้นเอง
หนิงเทียนได้ยินเช่นนั้นก็บังเกิดความสงสัยขึ้น ก่อนที่มันจะเดินตามชายชราซางไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางชายชราซางก็ได้กล่าวขึ้นว่า
“เนื่องเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เด็กน้อย เ้ามีความเห็นอย่างไร ถ้าหากข้าจะให้เ้ารอขบวนคาราวานในอีกสิบวันข้างหน้า”
“มีเื่อันใดหรือ” หนิงเทียนถามออกอย่างสงสัย แต่จะอย่างไรก็ตามมันจะไม่รออีกต่อไปมัน้าที่จะออกจากหมู่บ้านนี้ให้เร็วที่สุด
ซางจื่อกล่าวด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากประสบการณ์ของข้าบอกได้แค่เพียงว่ากองคาราวานมีสิ่งผิดปกติ มันจะต้องมีของบางอย่างที่ไม่สามารถจินตนาการถึงมันได้ ถูกลำเลียงมาด้วยแน่
เ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?’
หนิงเทียนขมวดคิ้วเข้าหากัน “ท่านกำลังจะบอกข้าว่ายิ่งกองคาวานขนส่งของสำคัญมากเพียงใดมันจะยิ่งทวีความอันตรายมากขึ้นเท่านั้น”
“เด็กน้อย เ้าเข้าใจได้ถูกแล้ว ยิ่งเป็ของสำคัญ ความอันตรายของมันยิ่งสูงขึ้น”
หนิงเทียนกล่าวอย่างไม่แยแส“ไม่จำเป็ต้องเลื่อนการเดินทาง ข้า้าออกจากหมู่บ้านในวันนี้”
ชายชราซางถอดถอนลมหายใจออกมา “ เ้ายังเยาว์นัก จงรักชีวิตน้อยๆของเ้าบ้าง” ชายชราซางยังอธิบายต่อเพื่อหวังจะให้หนิงเทียนตัดใจ
“หัวหน้าในการคุมขบวนบรรณาการครั้งนี้ คือ เกาซุน หนึ่งในสามผู้พิทักษ์แดนฟ้าของเมืองฉางผิง เพราะมันเป็ภารกิจที่สำคัญ ผู้พิทักษ์แดนฟ้าอย่างท่านเกาซุนจึงลงมารับหน้าที่นี้โดยตนเอง”
มันเว้นช่องว่างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ถ้าเ้าเปลี่ยนใจ ตัวข้าขอรับรองอีกสิบวันข้างหน้าเ้าจะได้ออกจากหมู่บ้านนี้อย่างปลอดภัยแน่นอน”
“ข้าตัดสินใจแล้ว ท่านอย่าได้เสียเวลาโน้มน้าวข้าอีกเลย มันไม่มีผลใดๆ”
‘เฮ้อออ’ เสียงระบายลมหายใจของชายชราซางดังขึ้นอีกครั้ง
“เช่นนั้นเ้าจงตามข้ามาข้าจะพาเ้าไปพบกับท่านเกาซุน”
“ผู้พิทักษ์แดนฟ้า?” ดวงตาของหนิงเทียนหรี่ลงเล็กน้อยมันไม่คาดคิดว่าชายชราซางตรงหน้ามันจะมีความกว้างขวางเช่นนี้
“เมื่อตอนที่ข้ายังอยู่ภายในตระกูลซาง ข้าพอจะมีความสนิทกับท่านเกาอยู่บ้างเล็กน้อย
สิ่งที่ตาแก่จะทำได้ก็มีเพียงฟากฝั่งเ้าแก่ท่านเกาเท่านั้น”
“ข้าขอบคุณในความปรารถนาดีของท่านมาก”หนิงเทียนรู้ดีว่าการที่ชายชราซางพยามช่วยเหลือมันอย่างมากนั้นเป็เพราะแม่นางปี้เหยา มันจึงเอ่ยขอบคุณออกมาด้วยใจจริง
ในขณะเดียวกันซางจื่อได้หันไปกล่าวกับปี้ยี่ที่เดินอยู่ข้างๆ “เด็กน้อยกลับไปรอข้าที่กระโจมก่อนปู่มีเื่ที่จะต้องพาพี่ชายหนิงของเ้าไปทำ”
ปี้ยี่พยักหน้ารับคำแต่โดยดีมันใช้สองมือน้อยๆจับไปที่ฝ่ามือของหนิงเทียนก่อนจะกล่าวออก “พี่ชายหนิง พวกเราจะได้พบกันอีกไหม?”
หนิงเทียนนำมือของมันไปวางไว้ที่ศีรษะปี้ยี่ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ในวันที่ข้าพบเ้าอีกครั้ง ข้าหวังว่าเ้าจะแข็งแกร่งขึ้นจนทำให้ข้าใเลยนะ”
“ฮี่ฮี่ แน่นอน”ฟันขาวที่เรียงตัวอย่างเป็ระเบียบของปี้ยี่เผยออกมาให้หนิงเทียนเห็น
เมื่อกล่าวจบหนิงเทียนและซางจื่อทั้งคู่เดินตรงเข้ามาที่จุดจอดของขบวนบรรณาการ
หนิงเทียนมองไปยังคาราวานสามกองที่รวมกันเป็กลุ่มใหญ่
คาราวานสามกองนั้นผูกติดกับสัตว์อสูรขนาดั์ ดวงตาของมันเป็สีเขียวมรกต
ลักษณะเป็หมาป่าสีดำร่างั์ หมาป่าตัวนี้มีขนาดประมาณมนุษย์ร่างใหญ่สิบถึงสิบห้าคนโอบ ลักษณะเด่นชัดที่สุดของมันคือปีกคู่ขนาดใหญ่
“มันคือ‘สัตว์อสูรลมปราณขั้นที่1 หมาป่าปีกดำ มันเป็สัตว์เลี้ยงของเมืองฉางผิงที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการขนส่งสิ่งของที่มีความสำคัญโดยเฉพาะ”ชายชราซางที่เดินอยู่ข้างๆอธิบาย
หนิงเทียนจ้องมองไปยังหมาป่าปีกดำ สายตาสีเขียวมรกตของมันจับจ้องมายังหนิงเทียน หนึ่งคนหนึ่งอสูรจับจ้องไปที่กันและกันอยู่สองสามลมหายใจ
ทันใดนั้น ดวงตาสีเขียวมรกตของมันหลบลงในทันทีคล้ายกับว่ามันกำลังใอะไรบางอย่าง
โครกก!!! หมาป่าปีกดำพยามที่จะสะบัดตัวออก ท่าที่ของมันแปรเปลี่ยนเป็ดุร้าย สองปีของมันกางออกราวกับ้าที่จะบินหนีออกไปจากที่แห่งนี้ทันที
“นี้มันเกิดอะไรขึ้น” ผู้คนที่อยู่รอบๆะโอย่างตื่นตะหนัก
“มันกำลังกลัวอะไรบางอย่าง” เสียงของอีกคนหนึ่งดังขึ้น
เมื่อสิ้นเสียงทั้งสอง ผู้คุ้มกันในดินแดนนักรบนั้น ส่งเสียงฮือฮาแตกตื่น มันวิ่งหลบออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
หมาป่าปีกดำนั้นมีพลังเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในแดนองครักษ์ขั้น9 ผู้คุ้มกันในระดับดินแดนนักรบนั้นไม่ใช่ตัวตนที่จะไปยืนอยู่เบื้องหน้าของมันได้ในเวลาที่มันคุ้มคลั่ง
ลดราคาพิเศษสุด ติดต่อ Facebook ภพทนันท์ นักเขียน ข้ามกำแพง เพิ่มเพื่อนแล้ว ทักมาหาผมได้เลย
ตัวหนังสือในกลุ่มอ่านง่ายกว่านี้ และ สนุกกว่านี้ รับประกัน100%