ตอนที่ 12
จุดไฟ
เฉินิกำลังยิ้มพร้อมหันไปมองยังทางด้านของแสงไฟ นั่นคือไฟที่กองทัพอีกฝ่ายได้จุดขึ้น เพลิงไฟสายนั้นคล้ายกับหมู่ดาวสาดส่องแสงอยู่ท่ามกลางแสงเดือน เป็ประกายระยิบระยับ ราวกับทะเลดาราสีแดงสายหนึ่ง ไร้ซึ่งขอบเขตจุดสิ้นสุด ทะเลดารานั้นพร้อมจะถาโถมเข้าใส่พวกเขา
เหล่าพลทหารได้สบตามองกันคราหนึ่ง พร้อมทั้งยื่นมือออกไปคว้าดาบในมือโดยไม่ทันรู้ตัว แต่มือที่กระชับดาบกลับสั่นระริกเล็กน้อย
หวังเิหันไปมองยังเฉินิที่ยังคงใจเย็น ไม่ทราบว่าเฉินิไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงจะบอกว่าเฉินิเองก็อยู่ในขอบเขตสู่วิถี แต่ว่าเฉินิก็ใช่ว่าจะสามารถใช้กำลังของคนเพียงคนเดียวในการจัดการกับศัตรูทั้งหมดลงได้
เฉินิมองไปที่หน่วยถ่ายทอดคำสั่งที่ถือคบเพลิงเอาไว้อยู่ทั้งสองข้างบนหอสูง แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า : “องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ย จงรอคำสั่งจากข้า ส่วนคนอื่น ให้คอยรักษาการณ์อยู่ที่เดิม”
เฉินิที่อยู่้าหอสูงที่สูงกว่าสามจั้ง จับจ้องมองไปยังทัพศัตรูนับสิบหมื่นที่อยู่ห่างไกล ในป่าทึบตอนนี้ส่องแสงสว่างจ้าคล้ายยามเวลากลางวัน หากเป็่ตอนเช้าอาจไม่น่าแตกตื่นเท่าใดนัก เพราะศัตรูนั้นซ่อนตัวอยู่ภายในป่าทึบ แต่ว่าในยามค่ำคืน เมื่อพวกเขาจุดคบเพลิงขึ้น แสงไฟนั่นก็มีมากมายแทบไม่ต่างอะไรจากทะเลเพลิงสายหนึ่ง
หน่วยถ่ายทอดคำสั่งได้มองไปยังทัพศัตรูที่แน่นขนาด เผลอกลืนน้ำลายลงไปคำหนึ่ง ร่างกายสั่นระริกอยู่เล็กน้อย
เฉินิกำลังรอคอยเย่หยิงที่กำลังกลับมาอย่างเงียบงัน ว่ากันตามตรง เขาไม่ได้คิดที่จะรอคอยนานจนเกินไป ถ้าหากปล่อยให้ทัพศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะห้าลี้ แล้วเย่หยิงยังไม่กลับมา เขาก็มีแต่ต้องออกคำสั่งจุดไฟ
เมื่อรอคอยไปได้สักประมาณหนึ่งเค่อจง[1] ก็มีเงาพุ่งตัวออกจากใจกลางป่าทึบพร้อมกับกลุ่มมือสังหารชุดดำที่มีผ้าสีขาวผูกไว้ที่แขน เฉินิหัวเราะ ทัพศัตรูยังอยู่ในระยะสิบลี้ ทั้งยังมีแม่น้ำสายใหญ่ขวางกั้นเอาไว้อยู่สายหนึ่ง ข้าจะดูว่า พวกเ้าจะสามารถหนีไปถึงไหนกันได้
เฉินิะโเสียงดังก้องกังวาน : “ถ่ายทอดคำสั่ง หากว่าทัพศัตรูบุกทะลวงเข้ามา จงอย่าได้ปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว ! ”
หน่วยถ่ายทอดคำสั่งงุนงง มิใช่ว่า อีกฝ่ายมีทหารถึงสิบหมื่น พวกเรามีทหารเพียงสามหมื่น หากทัพศัตรูบุกทะลวงเข้ามา นี่ยังมิใช่เรียกกันว่าถูกสังหารหมู่กันหรอกหรือ ?
ไม่เพียงแต่หน่วยถ่ายทอดคำสั่งที่โง่งมกันแล้ว กระทั่งพลทหารคนอื่นๆ เองก็โง่งมขึ้นมาเช่นกัน
จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว ชั่วชีวิตนี้ของข้าได้อยู่ในกำมือขององค์ผู้สืบทอดแล้ว เมียแสนงดงามดุจบุปผาของข้า เกรงแต่จะหนีตามชายอื่นไปแล้ว
เฉินิกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย : “ถ่ายทอดคำสั่ง ใช้รถทลายเมืองยิงถังเพลิงน้ำมันเข้าใส่สุสานเจียงหวัง จุดไฟเผาูเาซะ ! ”
หวังเิตกตะลึง ที่แท้ผู้สืบทอดได้เตรียมที่จะใช้ไฟจู่โจม หวังเิจึงได้ผสานมือแล้วกล่าว : “องค์ผู้สืบทอดอย่าได้กระทำ ณ ที่แห่งนี้มีป่าทึบเชื่อมโยงถึงกันไม่ขาดสาย มีพื้นที่มากถึงหนึ่งในห้าส่วนของแคว้นเหยียน หากว่าจุดไฟขึ้น เกรงว่าหนึ่งในห้าส่วนนี้จะต้องกลายเป็ทะเลเพลิง จนเกิดการาเ็ล้มตายนับไม่ถ้วน อย่างน้อยก็หลายร้อยหมื่น จนอาจจะถึงพันหมื่น ซ้ำร้ายหลังจากนี้ พื้นที่ผืนนี้จะกลายเป็พื้นที่รกร้าง ไม่มีต้นหญ้างอกเงยขึ้นอีก แผนนี้โเี้เกินไป”
เฉินิส่ายหน้า แล้วกล่าว : “นอกเสียจากสุสานเจียงหวัง พื้นที่ในส่วนอื่นจะไม่เกิดการลุกไหม้ เ้าลืมเลือนไม้ฟืนเส้นนั้นแล้วงั้นหรือ เมื่อไม่มีต้นไม้ มีหรือที่จะลุกลามได้ ? ”
หวังเิถึงกับตะลึงขึ้นในทันที เมื่อไร้ไม้ไฟจะลุกลามได้อย่างไร ?
สุสานเจียงหวังถูกรายล้อมด้วยแม่น้ำสายใหญ่ แม่น้ำสายใหญ่เองก็ไม่อาจติดไฟ คงมีแต่เพียงเส้นทางปากน้ำเต้าที่ผูกติดเอาไว้ด้วยไม้ฟืนอยู่เส้นหนึ่งเท่านั้นที่จะลุกเป็ไฟได้
ยามนี้หวังเิรู้สึกนับถืออีกฝ่ายจากใจจริง : “องค์ผู้สืบทอดดุจมีญาณรู้ถึงเหตุการณ์ล่วงหน้า มีการวางแผนเอาไว้ั้แ่แรก เป็ข้าผู้ต่ำต้อยโง่เขลาเบาปัญญาเอง”
เปรี้ยง !
เปรี้ยง !
เปรี้ยง !
รถทลายเมืองหลายสิบคันได้ยิงถังเพลิงน้ำมันที่ลุกเป็ไฟเข้าแผดเผา เมื่อตกเข้าไปยังภายในใจกลางป่าทึบ ใบไม้แห้งที่อยู่บนพื้นกลายเป็เปลวเพลิง เพลิงไฟแผ่กระจายขึ้นภายในพริบตา จนทำให้ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นลุกเป็ไฟ จากนั้นเปลวเพลิงก็ได้ลุกไหม้ขึ้นสูงหลายจั้ง เพลิงไฟได้เริ่มแผ่กระจายเข้ารายล้อมข้าศึกเอาไว้อยู่โดยรอบ ไม่ว่าเปลวเพลิงลุกลามไปถึงส่วนใด ก็ยิ่งเป็การจุดไฟเผาไปทั้งสาย
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งบริเวณโดยรอบสุสานเจียงหวังได้แปรเปลี่ยนกลายเป็ทะเลเพลิงทั้งสาย
อำนาจเพลิงไฟย่อมไม่สามารถที่จะขยายไปจนถึงแม่น้ำสายใหญ่ได้ อีกทั้งเป็ไปไม่ได้ที่จะลุกลามแผ่กระจายออกไปโดยที่ไม่มีต้นไม้ที่เป็เชื้อไฟได้ จึงทำได้แต่แผดเผาไปยังทางด้านของสุสานเจียงหวัง
แสงไฟที่สาดส่องลุกลามไปทั่วทุกสารทิศ คล้ายกับเพลิงไฟจาก์ จนทำให้บริเวณโดยรอบถูกสาดส่องสว่างไสวคล้ายกับอยู่ในเวลากลางวัน ต้นไม้ที่อยู่ภายใจกลางกองไฟได้ส่งเสียงดังเปรี้ยงปัง ส่วนที่แต่เดิมเป็ป่าทึบ มีต้นไม้เชื่อมโยงถึงกันไม่สิ้นสุด เมื่อเกิดไฟลุกขึ้นมา ย่อมต้องเกิดเพลิงโหมกลุ่มหนึ่งเข้ารายล้อมอาณาบริเวณไปอีกหลายจั้ง ไม่นานไฟลุกลามมากยิ่งขึ้น ด้วยการที่เพลิงไฟรวมกันจนแน่น อุณหภูมิย่อมต้องเปลี่ยนไปตามกัน แถมต้นไม้ที่เป็เหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีก็ยังถูกแผดเผาไปในทันที ไฟไหม้ที่ลุกลามจนใหญ่โต แผ่กระจายไปทั่วภายในพริบตา
ในเวลานี้ เหล่าพลทหารเริ่มเข้าใจความหมายตามคำสั่งของเฉินิ พวกเขากลับหาได้คิดมาก่อนเลยว่าเฉินิจะใช้ไฟจู่โจมอีกฝ่าย ด้วยที่เป็ใจกลางป่าทึบเช่นนี้ การโจมตีด้วยไฟย่อมถือได้ว่าเป็ยุทธวิธีที่ดีที่สุด แต่ว่าก็ถือเป็ยุทธวิธีที่เสียเปรียบมากที่สุด แน่นอนว่าย่อมสามารถกวาดล้างทัพศัตรูได้ แต่ว่าก็ทำให้หนึ่งในห้าส่วนของทั่วทั้งแคว้นเหยียนกลายเป็ดินแดนว่างเปล่าได้ ทำลายล้างคนนับสิบหมื่น แต่ว่าที่ส่งสู่ปรภพนั้นกลับเป็ประชาราษฎร์นับพันหมื่นที่อาศัยอยู่หนึ่งในห้าของแคว้น
ทว่าตอนนี้ พวกเขากลับหาได้มีความกังวลในเื่นี้ไม่ เพราะว่าไฟแทบจะไม่อาจเผามาถึงพวกเขาในที่แห่งนี้ได้ พื้นที่ซึ่งพวกเขาอยู่ ก็คือส่วนที่ถูกตัดไม้ไปแล้วนั้นเอง !
อีกทั้งในยามที่จุดเพลิงขึ้น เมื่อเพลิงไฟในตอนแรกที่ไม่ได้ใหญ่โต แม้ว่าจะไม่ได้แผ่กระจายสู่ภายนอกเกินกว่าสามจั้ง รอคอยจนเพลิงไฟลุกลามแผ่กระจายอยู่นอกเหนือสามจั้ง ไม้ฟืนที่ถูกโค่นไปในละแวกใกล้เคียงล้วนแต่ได้ถูกตัดไปจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่ก่อให้เกิดไฟลุกลามมาได้
พลทหารแต่ละคนเริ่มกำฝักดาบจนแน่น เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่สนามรบทุก่เวลา รอคอยจนอยากที่จะบุกทะลวงโจมตีใส่ศัตรูที่มุ่งหน้ากันมาหาที่ตาย
พวกเขาเองไม่ได้เป็ห่วงกังวลถึงเมียแสนงดงามดุจบุปผาว่าจะหลบหนีไปกับชายอื่นอีกแล้ว เพียงแต่เริ่มที่จะใคร่ครวญกันว่าตนเองจะสามารถจัดการข้าศึกได้มากเท่าไหร่
เฉินิชักกระบี่ราชันย์พิสุทธิ์ออกมาจากหลัง วางไว้อยู่ที่เบื้องหน้าร่างกาย พร้อมกับเหยียบอยู่้ากระบี่ราชันย์พิสุทธิ์เบาๆ ลอยเหินอยู่เบื้องหน้าไฟที่ลุกโหม แล้วเอ่ยถามขึ้นว่า : “องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยอยู่หรือไม่ ? ”
องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยทั้งสามสิบนายก็ได้เหยียบกระบี่ของตนเองเหินกันออกมาอย่างพร้อมเพรียง ติดตามอยู่ทางด้านหลังเฉินิ เฉินิะโเสียงกังวาน : “เมื่อไฟลุกโหม อีกฝ่ายถึงแม้ว่าจะเป็ทัพใหญ่นับสิบหมื่น ก็ยังต้องกลายเป็ศพที่ ไร้ิญญาเท่านั้น บัดนี้ขอเพียงสามารถคลี่คลายผู้ฝึกตนขอบเขตสู่วิถีที่พวกเขาส่งมาเพื่อยับยั้งการแผ่กระจายของเปรวเพลิง เพราะฉะนั้นจงทุ่มเททุกอย่างที่มี ฆ่าศัตรูด้วยกำลังทั้งหมด และในเวลานี้ พวกเ้ากล้าพอที่จะตามข้าไปสังหารศัตรูกันหรือไม่ ? ”
องครักษ์ฮู่ฉางเหว่ยทั้งสามสิบนายทอใบหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น เปล่งเสียงะโกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน : “ด้วยการชี้นำแห่งกระบี่[2] พวกเราพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อรับใช้ ! ”
เฉินิหัวเราะออกมายกใหญ่ : “ได้ ตามข้ามา ไปฆ่าพวกมันให้สิ้น ! ”
เหยียบกระบี่เหินนภาออกไป พุ่งตรงเข้าสู่ทะเลเพลิง เฉินินำทัพอยู่แนวหน้า แต่เขาไม่ได้มีการเบิกใช้วิชาพลังคุ้มครองร่างเอาไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงประกายไฟเหล่านี้ เขาเองก็คิดที่จะทดสอบเคล็ดสามภพเร้นลับที่ถือเป็เคล็ดวิชาที่ฝึกปรือได้อย่างยากลำบากจนให้ผลลัพธ์เสริมสมรรถภาพทางด้านร่างกาย
ประกายไฟแผ่กระจายไปจนถึงบนร่างกายของเขา แต่ภายในร่างกายกลับมีพลังแห่งกระแสโลหิตคอยคุ้มกันเขาเอาไว้อยู่ เพลิงไฟเดิมทีแทบจะไม่อาจทำร้ายเขาได้เลย
ภายในใจของเฉินิบังเกิดความลิงโลด เพลิงไฟไม่อาจทำร้ายเขาได้แล้ว จึงไม่จำเป็ต้องสิ้นเปลืองพลังมนตร์ตรามาเพื่อคุ้มครองร่างกาย แต่ว่าทางศัตรูย่อมไม่เคยพบเจอกับเื่เช่นนี้มาก่อน สิ่งหนึ่งดับอีกสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นมา[3] แต่ในที่นี่ก็คือการที่พลังขอบเขตสู่วิถีขั้นที่สี่ ถือเป็ความได้เปรียบในการรบของเฉินิ !
เหล่าทหารกระชับหอกยาวตั้งเรียงราย ะโเสียงร่ำร้องว่าฆ่ารวมกันดังที่ข้างโสตประสาท เฉินิรู้สึกรื่นรมย์ยิ่งนัก ในใจบังเกิดความอาจหาญอย่างที่ไม่เคยมีมา ฉากเช่นนี้ ย่อมเหมาะแก่การฆ่าคน !
เฉินิเหยียบกระบี่ออกเดินทาง กองเพลิงและคลื่นพายุคลั่งที่รายล้อมอยู่ข้างกายเขา เสมือนดั่งาาเทพอัคคีลงมาจุติ พลทหารที่เมื่อมองไปยังเงาร่างชุดขาวเหยียบกระบี่เหินบินอยู่ในกลางกองเพลิง ก็บังเกิดจิตใจเลื่อมใสเขากันขึ้นมา
ทัพใหญ่สิบหมื่น เพลิงผลาญลุกโชนไปถึง์ ผู้ใดยังอาจหาญกุมดาบตะบึงม้าเข้าไป คงมีแต่เพียงข้าองค์ผู้สืบทอดเท่านั้น !
.
.
.
[1] หนึ่งเค่อจง = ประมาณ 15 นาที
[2] 剑之所指 ด้วยการชี้นำแห่งกระบี่ คำนี้ในรากศัพท์จะเหมือนกับ เพื่อประเทศชาติของเรา ซึ่งใช้เป็คำสรรเสริญ
[3] สำนวนเป็กระบวนการแปรเปลี่ยนเป็ขั้นเป็ตอน เวลาเนิ่นนาน ปฏิกิริยายิ่งสมบูรณ์ บังเกิดผลยิ่งดี