หลินเสวี่ยจู๋กำลังทอดถอนใจก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังแว่วมาจากในป่านางมองตามเสียงไป เห็นกลุ่มบุรุษกำลังห้อมล้อมอะไรบางอย่างพลางเดินออกมาจากป่า
หลินเสวี่ยจู๋รออยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดบุคคลที่ถูกห้อมล้อมก็เผยโฉมหน้าออกมา
ที่แท้ก็คือลู่โม่ รูปร่างของเด็กหนุ่มยังเติบโตได้ไม่เต็มที่ท่ามกลางกลุ่มบุรุษรูปร่างกำยำล่ำสัน ร่างกายที่ผอมบางดูสะดุดตายิ่งนัก
แต่บนตัวของเขากลับแบกกวางที่โตเต็มวัยเอาไว้ตัวหนึ่งกวางตัวนั้นดูแล้วน่าจะมีน้ำหนักกว่าร้อยจิน[1] เขากวางที่แยกออกเป็นสามแฉกดูงดงามยิ่งนัก
เหล่าบุรุษพากันดีอกดีใจส่งเสียงตะโกนออกมา
“พวกเราล่ากวางได้คืนนี้มีเนื้อกินกันแล้ว”
เสียงนี้ราวกับระเบิดที่ทำให้ทั้งค่ายพักแรมเกิดความชุลมุนขึ้นมา
เหล่าคนที่ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์มาเนิ่นนานพากันทยอยลุกขึ้นยืนแล้วมุ่งหน้าไปล้อมวงกวางตัวนี้
บุรุษหลายคนเข้าไปขวางฝูงชนที่กำลังตื่นเต้นเอาไว้แล้วเอ่ย “กวางตัวนี้แม้ว่าพวกเราจะร่วมแรงร่วมใจกันล่ามาแต่ผู้ที่ออกแรงมากที่สุดก็คือน้องชายลู่ ต้องให้ครอบครัวพวกเขาเลือกก่อน”
ทุกคนต่างไม่มีข้อโต้แย้ง
ลู่โม่มองผ่านฝูงชนไปที่หลินเสวี่ยจู๋ “พี่สะใภ้ ท่านอยากกินส่วนไหนขอรับ?”
“สันในก็แล้วกัน” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว “แล้วก็เอาทั้งเขาและหนังของมันมาด้วย”
ครอบครัวของนางไม่ได้ขาดแคลนเนื้อสัตว์ขอเพียงส่วนที่นุ่มที่สุดมาก็พอแล้ว
เขากวางสามารถนำไปทำยาได้นางจะมอบมันให้หลินเฉิงเหยา ส่วนหนังกวางรอเข้าสู่ฤดูหนาวย่อมมีประโยชน์
หลินเสวี่ยจู๋วางแผนเอาไว้เป็นอย่างดี
“ย่อมเป็นไปตามที่หลินเหนียงจื่อต้องการพวกเรามาเริ่มแบ่งกันเถิด” บุรุษที่รูปร่างกำยำที่สุดในกลุ่มเอ่ย
“ให้ลุงเหยียนจัดการเถิด” ลู่โม่เสนอ “พี่สะใภ้ของข้าต้องการหนังกวางในสภาพที่สมบูรณ์ลุงเหยียนจัดการได้”
“ได้พวกเจ้าถลกหนังมันก่อน รอหลินเหนียงจื่อได้ส่วนที่ต้องการไปแล้วพวกเราค่อยมาแบ่งกัน” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเบิกบาน
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นจึงพากันแยกย้ายกลับไปรอที่ค่ายพักแรมของตนเองอย่างว่าง่ายมีเพียงสามีของพี่สะใภ้หลิวที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับคาบฟางเส้นหนึ่งไว้ในปาก
เหยียนต้าตัดเขากวางออกมาก่อนจากนั้นจึงใช้กริชถลกหนังกวาง สุดท้ายจึงแล่เนื้อสันในออกมา บุรุษผู้นั้นเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลา ราวกับกำลังจับผิดก็ไม่ปาน
เหยียนต้าปรายตามองเขาอย่างเย็นชาไม่ได้พูดอะไร เพียงหยิบสิ่งของแล้วเดินกลับมา
บุรุษผู้นั้นรีบตะโกนบอกทุกคน “ครอบครัวเขาจัดการเสร็จแล้วรีบมาแบ่งเนื้อกันเร็วเข้า”
ผู้คนจึงกรูกันเข้ามาอีกครั้งปล่อยให้บุรุษร่างกำยำที่สุดเป็นคนลงมือหั่นเนื้อ ส่วนคนอื่นๆต่างมองดูพลางกลืนน้ำลาย
เหยียนต้าเอ่ยถามหลินเสวี่ยจู๋ “คุณหนูเสวี่ยจู๋เนื้อนี้พวกเราจะปรุงอย่างไรกันดีขอรับ?”
“นำมาผัดเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบ “มีหน่อไม้กับเห็ดอยู่พอดีพวกเราทำเป็นเนื้อกวางผัดก็แล้วกันเจ้าค่ะ” กล่าวจบนางก็ไปหาเครื่องปรุงบนรถม้า
หลินเฉิงเหยาถือเขากวางทั้งสองข้างเอาไว้พร้อมทั้งส่งยิ้มตาหยีคิดจะหามีดมาผ่าเขากวางทันที
เจี่ยงฉีซวงห้ามเขาไว้ “ตอนนี้ในครอบครัวเรามีหม้อเหล็กสำหรับทำอาหารอยู่สามใบใช้ต้มยาขี้ผึ้งเขากวาง[2]ไม่ได้สักใบ ของดีๆ กลายเป็นเสียเปล่าแล้วจริงๆ”
หลินเฉิงเหยาตบหน้าผากราวกับนึกอะไรได้ “ฮูหยินคลุกคลีกับสมุนไพรมานานย่อมรู้ดีกว่าข้าเพียงแต่เขากวางนี้มีสรรพคุณช่วยขับเลือด แก้ฟกช้ำ เหมาะกับหลานเขยที่สุดพวกเราต้องคิดหาวิธีเสียแล้ว”
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันหลินเสวี่ยจู๋ก็ยื่นหม้อดินเผาใบหนึ่งมาให้
หลินเฉิงเหยาดีใจยิ่งนักดวงตาเป็นประกายพลางเอ่ยถาม “หลานสาว หม้อใบนี้เจ้าได้มาจากที่ใดหรือ?”
“เป็นของที่เหยี่ยนอ๋องมอบให้เจ้าค่ะข้าเจอตอนหาเครื่องปรุงเมื่อครู่นี้เอง” หลินเสวี่ยจู๋กล่าวด้วยท่าทีเฉยเมย
กล่าวจบนางก็นึกชมว่าตนเองช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริงใช้คำว่า ‘ของที่เหยี่ยนอ๋องมอบให้’ มาเป็นข้ออ้าง ทำให้นางสามารถนำสิ่งของต่างๆในมิติออกมาใช้ได้ตามใจชอบ
หลินเฉิงเหยาเอ่ยชม “ดูไม่ออกเลยว่าเหยี่ยนอ๋องจะละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้แม้แต่สิ่งของพรรค์นี้ยังนึกถึง”
“นั่นสิเจ้าคะ”หลินเสวี่ยจู๋ยัดหม้อดินเผาใส่มือหลินเฉิงเหยาส่วนตนเองถือกองเครื่องปรุงเดินไปที่ข้างกองไฟ
พวกแม่นมหม่าล้างเห็ดที่ต้องการจะนำมาทำอาหารเรียบร้อยแล้วส่วนที่เหลือนำไปตากบนกระด้งแล้ววางไว้บนหลังคารถม้าเพื่อตากแดด
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋นำเครื่องปรุงมามากมายผู้คนต่างพากันมามุงดู
โดยปกติแล้วหลินเสวี่ยจู๋จะไม่ลงมือทำอาหารเองเว้นเสียแต่ว่าจะพบเจอวัตถุดิบที่ถูกใจเป็นพิเศษอย่างเนื้อกวางในวันนี้ แม่นมหม่ารู้นิสัยของนางดีจึงไม่ได้สอดมือเข้ามาช่วย
หลินเสวี่ยจู๋ผัดเนื้อกวางหน่อไม้ และเห็ดรวมกัน ยังไม่ทันนำออกจากหม้อ กลิ่นหอมก็โชยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทำเอาสตรีหลายคนเดินเข้ามาดูด้วยดวงตาเป็นประกาย
“หลินเหนียงจื่อเจ้าอายุยังน้อย เหตุใดถึงทำอาหารเก่งเช่นนี้?” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยถามอย่างร่าเริง
“ยามว่างไม่มีอันใดทำข้ามักเข้าครัวฝึกฝีมือเพื่อฆ่าเวลาเจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยจู๋ตอบ
เหล่าสตรีมองหน้ากันแล้วมองไปที่หยวนซิวโดยไม่ได้นัดหมาย
หยวนซิวเห็นท่าทางของพวกนางดูแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
เมื่อเหล่าสตรีเห็นสีหน้าเย็นชาของเขาก็พากันถอนสายตาออกไปด้วยความตกใจ
สตรีคนหนึ่งรวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไปกระซิบข้างหูหลินเสวี่ยจู๋ “หลินเหนียงจื่อว่ากันว่าคู่รักข้าวใหม่ปลามันจะใกล้ชิดสนิทสนมกันจนแทบมีเวลาไม่พอเหตุใดเจ้าจึงมีเวลาว่างมาเข้าครัวฝึกฝีมือได้เล่า?”
ในสายตาของพวกนางสตรีอย่างหลินเสวี่ยจู๋ควรจะนั่งกินนอนกินอยู่บนกองเงินกองทอง ไร้ซึ่งความกังวลใดๆเป็นไปได้อย่างไรที่นางเอาแต่หมกตัวอยู่ในครัว?
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดเล็กน้อยก็เข้าใจความหมายของพวกนาง
ใบหน้าพลันฉายความน้อยเนื้อต่ำใจ“ข้าขอตอบแบบไม่กลัวทุกท่านหัวเราะเยาะสามีข้าเพิ่งเข้าพิธีแต่งงานก็ต้องออกรบ เขาทำศึกอยู่ชายแดนเหนือจนไม่ได้กลับบ้านหลายปีกว่าจะได้รับชัยชนะกลับมาได้ ยังไม่ได้กินอาหารอุ่นๆ สักมื้อก็ถูกยึดทรัพย์และถูกเนรเทศเสียแล้วพวกเราสามีภรรยาได้พบหน้ากันเป็นครั้งที่สองหลังแต่งงานก็เป็นตอนที่อยู่ในคุกนั่นแหละเจ้าค่ะ”
สถานการณ์อันน่าเศร้าเช่นนี้ทำให้เหล่าสตรีต่างพากันจุ๊ปาก
แม้ว่าพวกนางจะสงสัยเรื่องที่เซียงอ๋องก่อกบฏแต่เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงฮ่องเต้ หากเอ่ยวาจาไม่ระวังก็อาจถึงขั้นศีรษะหลุดจากบ่าได้แม้ว่าพวกนางจะมีความกล้านับร้อยก็ไม่กล้าเอ่ยถามต่อ
หลังจากสนทนากันเล็กน้อย พวกนางก็พากันบอกลาแล้วกลับไปยังค่ายพักแรมของตนเอง
หลินเสวี่ยจู๋ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นนางเรียกคนในครอบครัวมากินข้าว
เนื้อกวางผัดมีรสชาติสดใหม่ไร้ที่ติบวกกับหน่อไม้และเห็ด ช่วยเพิ่มรสชาติและแก้เลี่ยนได้อย่างดี แม้ว่าจะมีปริมาณไม่มากนักแต่ทั้งครอบครัวต่างก็พึงพอใจ
หลังกินเสร็จหลินเสวี่ยจู๋ก็แจกผลไม้ให้พวกเขาคนละลูก ทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินผลไม้รอบกองไฟเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน
แต่เสียงของบุรุษผู้หนึ่งกลับทำลายบรรยากาศอันสงบสุขนี้
เขาตะโกนด้วยเสียงอันดัง “เหตุใดถึงแบ่งเนื้อให้พวกเราน้อยเพียงนี้แถมยังเป็นส่วนที่ผู้อื่นไม่ต้องการอีก?”
หลินเสวี่ยจู๋มองตามเสียงไปเห็นว่าเป็นสามีของพี่สะใภ้หลิวอีกแล้ว
เขายืนเท้าเอวตะคอกใส่อีกสองครอบครัวที่ร่วมกลุ่มล่าสัตว์ด้วยกันสีหน้าดูดุร้ายยิ่งนัก
พี่สะใภ้หลิวรีบเข้าไปดึงเขาเอาไว้ทว่ากลับถูกเขาผลักจนล้มลงกับพื้น
แม้กระทั่งเนื้อกวางที่ได้รับมาก็ถูกเขาโยนทิ้ง
ส่วนอีกสองครอบครัวที่ถูกเขาด่านั้นครอบครัวหนึ่งเป็นสองพี่น้องและภรรยาของพวกเขาอีกครอบครัวหนึ่งเป็นสามีภรรยาวัยกลางคนพร้อมทั้งบุตรชายหญิง
ในหมู่พวกเขานั้นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเพราะมีอายุมากที่สุด
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้จึงออกโรงไกล่เกลี่ย “น้องชายหลิวเหว่ย เนื้อนี้พวกเราแบ่งตามจำนวนคนครอบครัวของเจ้ามีคนน้อยที่สุด ย่อมได้รับเนื้อน้อยก็เป็นเรื่องธรรมดา เจ้ามีปัญหาอันใดหรือ?”
.............................
[1] จินหมายถึง กรัม
[2] ยาขี้ผึ้งเขากวางหมายถึง ยาที่มีสรรพคุณในการเสริมสร้างพลังหยาง เติมพลังชี่และเลือดทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกอบอุ่น ใช้รักษาอาการบาดเจ็บ