ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเฉาโจว พยาบาลหลายคนต่างผลัดกันออกมาจ้องหน้าหลี่ซีเหวินและถลึงตาใส่เขาเป็ระยะ ๆ พวกเธอไม่ได้ซ่อนสายตาดูถูกเหยียดหยามมาที่เขาเลย
ทั้งหมดเป็เพราะ เขาเคยมาที่นี่เมื่อครึ่งเดือนก่อนและสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ในโรงพยาบาล เนื่องจาก้ายับยั้งไม่ให้เสี่ยวหนี่เข้ารับการรักษา ดังนั้นทุกคนภายในโรงพยาบาลจึงได้รู้ว่าเขาเป็คนพาล
หากเปลี่ยนคนหมดสติเป็เขาแทนที่จะเป็โจวเหวินจิ้ง เขาคงจะไม่ได้รับการรักษาที่นี่อย่างแน่นอน
“ภรรยาของคุณไม่ได้เป็อะไรแล้วนะครับ สาเหตุหลักที่ทำให้เธอเป็ลมเนื่องมาจากการขาดสารอาหาร ทำงานหนัก และความรุนแรงในครอบครัว หมอฉีดยาให้เธอแล้ว อีกไม่นานเธอก็จะฟื้น ส่วนอาการของลูกสาวคุณนั้นไม่ค่อยดีเท่าไร หลัก ๆ แล้วเธอจะมีไข้ซึ่งอาการนี้จะเป็ ๆ หาย ๆ เนื่องมาจากภาวะหัวใจแทรกซ้อน หมอแนะนำให้นอนที่โรงพยาบาลและต้องหาเงินมาเป็ทำการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นเด็กคนนี้คงจะอยู่ได้อีกไม่นาน...”
คำพูดของหมอดังก้องอยู่ภายในใจของหลี่ซีเหวินเป็เวลานาน เขามอบเงินของโจวเหวินจิ้งให้กับหมอ หลังจากมอบเงินแล้ว เขาก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความเหนื่อยล้า จ้องมองไปที่แม่และลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล หัวใจของเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
ในชีวิตที่แล้ว เขาออกทะเลกับพ่อเพื่อหาเลี้ยงชีพั้แ่อายุ 15 ปี และรับตำแหน่งไต้ก๋งเรือแทนพ่อเมื่ออายุ 24 ปี เปิดกิจการประมงตามแนวชายฝั่งทั้งหมดและมีทรัพย์สินหลายหมื่นล้านเมื่ออายุ 28 ปี จากนั้นก็เข้าสู่ Forbes China Rich เป็ Top 50 ได้สำเร็จเมื่ออายุ 33 ปี แม้ว่าจะใช้เวลา 5 ปีที่ผ่านมาอย่างเ็ปทรมาน ทว่าเขาก็ยังสามารถสร้างบริษัทให้ติด 500 อันดับแรกของโลกด้วยความเพียรพยายามของตัวเอง
ในชีวิตที่เป็ตำนานนี้ ไม่มีพายุหรือคลื่นลมใด ๆ ที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อน แต่การเกิดใหม่ในครั้งนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ จนตัวเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อจนกระทั่งในตอนนี้
ยิ่งไปกว่านั้น อยู่ ๆ เขาก็มีครอบครัวที่เกือบจะแตกสลาย
แล้วเขาควรจะทำอย่างไรดี
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงเื่นี้อยู่นั้น โจวเหวินจิ้งก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา และเมื่อได้เห็นหลี่ซีเหวิน เธอก็แสดงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ถามเขาอย่างกระวนกระวายว่า “ที่นี่ที่ไหนคะ”
“ที่นี่คือโรงพยาบาลครับ” หลี่ซีเหวินตอบอย่างใจเย็น
“โรงพยาบาล?” อยู่ ๆ โจวเหวินจิ้งก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และลุกขึ้นนั่งทันที “เสี่ยวหนี่อยู่ที่ไหนคะ แล้วเงินของฉันล่ะ เงินอยู่ที่ไหน”
“เสี่ยวหนี่หลับอยู่ครับ เงินนั้นผมนำไปจ่ายเป็ค่ารักษาพยาบาลให้คุณหมอแล้ว ยังเหลืออีก 26 หยวน” หลี่ซีเหวินพูดและนำเงินวางใส่ในมือของโจวเหวินจิ้ง
โจวเหวินจิ้งแทบไม่เชื่อหูตัวเอง หลี่ซีเหวินในความทรงจำของเธอไม่เคยใจดีขนาดนี้มาก่อน เธอพึมพำกับตัวเองว่า “นี่ฉันยังไม่ตื่นหรือเปล่านะ”
“ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณฟังยังไงดี แต่ผมสัญญา หากว่าผมได้รับโอกาสอีกครั้ง ผมจะปฏิบัติต่อพวกคุณแม่ลูกอย่างดีแน่นอน”
ประโยคนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง
โจวเหวินจิ้งตกตะลึงอยู่สองสามวินาที จากนั้นก็มีกระแสอบอุ่นวาบพาดผ่านดวงตาของเธอ ทว่าสุดท้ายแล้วเธอก็ยิ้มให้กับตัวเองอย่างขมขื่นและพูดว่า “ฉันไม่้าคำสัญญาอะไรจากคุณทั้งนั้น ตราบใดที่คุณเหลือทางรอดให้พวกเราแม่ลูก เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
น้ำเสียงที่หมดใจเช่นนี้ ทำให้หลี่ซีเหวินรู้สึกราวกับมีก้อนอะไรสักอย่างติดอยู่ในลำคอ เธอผ่านความเ็ปมากมายขนาดไหนกันนะ ถึงทำให้เธอเป็อย่างเช่นทุกวันนี้ได้ เขามองไปที่ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแล้วรู้สึกทั้งรักทั้งสงสารในใจ แต่ก็ไม่รู้จะปลอบใจเธออย่างไรดี
ในเวลานี้ นางพยาบาลจากข้างนอกก็เดินเข้ามา วางใบเสร็จรับเงินไว้บนเตียงและแจ้งว่า “จ่ายค่ารักษาเรียบร้อยแล้วนะคะ ห้องพักอยู่บนชั้นสาม”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็จากไปโดยไม่หันกลับมามองเลย
โจวเหวินจิ้งถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกหลังจากที่ได้รับใบเสร็จ จากนั้นก็ลุกขึ้นจากเตียงและ้าจะเดินไปอุ้มเสี่ยวหนี่ แต่ร่างกายยังคงสั่นสะท้านเนื่องจากอ่อนแรงอยู่มาก
“ให้ผมอุ้มเถอะ!” หลี่ซีเหวินพูดและอุ้มเสี่ยวหนี่ขึ้นมา
โจวเหวินจิ้งจ้องมองอย่างว่างเปล่า หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย ทำไมเขาถึงอ่อนโยนอย่างนี้ล่ะ เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่นะ
“คุณแม่...คุณแม่คะ” เสี่ยวหนี่ตื่นขึ้นทันทีและพบว่าเธออยู่ในอ้อมกอดของหลี่ซีเหวิน ดังนั้นจึงมีอาการหวาดกลัวเล็กน้อย
โจวเหวินจิ้งรู้สึกโล่งใจแล้วรีบพูดว่า “คุณแม่อยู่นี่ค่ะ”
“คุณแม่คะ อุ้ม อุ้ม” เสี่ยวหนี่อ้าแขนออกมา
“เสี่ยวหนี่ครับ คุณแม่ของหนูไม่สบายอยู่นะ คุณลุงขออุ้มหนูแทนก่อนได้ไหม” ก่อนที่โจวเหวินจิ้งจะทันได้พูดอะไรออกมา หลี่ซีเหวินก็เกลี้ยกล่อมเสี่ยวหนี่แล้ว
“ถ้าคุณแม่หายป่วยแล้ว มาอุ้มเสี่ยวหนี่ได้ไหมคะ”
“ได้ครับ ถ้าคุณแม่หายดีแล้ว จะให้คุณแม่อุ้มหนูนะ” หลี่ซีเหวินอธิบายอย่างอดทน
“ตกลงค่ะ!”
“เด็กดี” หลี่ซีเหวินพูดด้วยรอยยิ้ม เขาััได้ถึงความอบอุ่นของเด็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็ถามขึ้นมาว่า “เสี่ยวหนี่ ทำไมหนูถึงไม่เรียกฉันว่าคุณพ่อล่ะ”
“เพราะ...คุณลุงแย่ค่ะ”
“แล้วถ้าในอนาคตฉันดีขึ้นล่ะ”
“ถ้าดีขึ้นหนูจะเรียกค่ะ”
“จริงหรือเปล่า เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเรามาสัญญากันก่อน”
“ตกลงค่ะ มาเกี่ยวก้อยสัญญากัน”
เมื่อหลี่ซีเหวินเกี่ยวก้อยสัญญากับเสี่ยวหนี่แล้ว ทั้งใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด ทั้งที่ในชาติที่แล้วเขาไม่เคยมีรอยยิ้มเช่นนี้มาก่อน
โจวเหวินจิ้งที่เดินอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้กันแน่นะ เขาไม่เพียงมาส่งพวกเธอแม่ลูกที่โรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเสี่ยวหนี่อีกด้วย ทั้งยังขอให้เสี่ยวหนี่เรียกเขาว่าพ่อ นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ อยู่ ๆ หลี่ซีเหวินก็มองมาที่เธอและพูดว่า “ต่อจากนี้ไปให้เรียกเด็กคนนี้ว่า หลี่เสี่ยวหนี่นะครับ เธอไม่มีนามสกุลไม่ใช่เหรอ”
โจวเหวินจิ้งหยุดชะงักและมองไปที่หลี่ซีเหวินอย่างอธิบายไม่ได้
“เกิดอะไรขึ้นครับ” หลี่ซีเหวินเองก็หยุดเช่นกัน
“คุณ...” โจวเหวินจิ้งอยากจะพูดจริง ๆ ว่า นี่คุณยังเป็หลี่ซีเหวิน อยู่หรือเปล่า แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก เธอก็กลืนมันลงท้องไปทันที การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอีกฝ่าย ไม่ใช่สิ่งที่เธอรอคอยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรอกหรือ!
“คุณ...คุณล็อกประตูตอนที่ออกมาหรือเปล่าคะ” เธอเปลี่ยนเื่ด้วยเสียงเบา
“ผมไม่ได้ล็อคหรอกครับ แต่ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่บ้านหายหรอกมั้ง” หลี่ซีเหวินรู้สึกว่า ถ้าหากหัวขโมยเข้ามาที่บ้านหลังนี้ล่ะก็ พวกนั้นคงจะต้องจากไปด้วยน้ำตาเป็แน่
แต่โจวเหวินจิ้งไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอจึงรีบพูดว่า “ฉันยังมีข้าวอยู่ในบ้านอีกตั้ง 50 ชั่ง แล้วยังมีกะหล่ำปลี ถั่วงอกที่ฉันพึ่งซื้อมาเมื่อเช้านี้อีก ถ้ามันหายไปล่ะคะ คุณช่วยกลับไปล็อคประตูบ้านให้ก่อนได้ไหม ที่นี่มีฉันอยู่แล้ว”
หลังจากที่พูดจบ เธอก็กอดเสี่ยวหนี่เอาไว้
หลี่ซีเหวินจ้องมองด้วยความว่างเปล่า อันที่จริงแล้วเขา้าจะบอกเธอว่ามันเป็แค่ของเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง ใครจะไปขโมย! แต่เมื่อคิดได้ว่านี่เป็ปี 1990 และโจวเหวินจิ้งก็ดูเป็กังวลอย่างมาก เขาจึงตระหนักได้ว่าคงต้องสำรวจโลกใบนี้ใหม่อีกครั้งเสียแล้ว
“ผมจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละครับ คุณดูแลตัวเองด้วย”
หลังจากที่คิดได้ดังนั้น เขาก็หันหลังและกำลังเดินลงไปข้างล่าง
“ฉันวานคุณช่วยอะไรหน่อยได้ไหมคะ” น้ำเสียงของโจวเหวินจิ้งดังขึ้นมาอีกครั้ง
“อะไรหรือครับ” หลี่ซีเหวินหันกลับมาและถาม จากนั้นโจวเหวินจิ้งก็หยิบธนบัตรจำนวน 10 หยวนขึ้นมาแล้วส่งให้หลี่ซีเหวินและพูดว่า “เจ๊อ้วนทวงเงินฉันหลายครั้งแล้ว แต่ฉันไม่สามารถจ่ายเงินสามสิบหยวนให้เธอทั้งหมดได้จริง ๆ คุณช่วยบอกเธอหน่อยได้ไหมคะว่าพวกเราขอจ่ายแค่ค่าไฟเฉพาะของเดือนก่อนหน้านี้ก่อน”
หลี่ซีเหวินจำได้ทันทีว่า ครอบครัวเขายังไม่ได้จ่ายค่าไฟมาสามเดือนแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ๊อ้วนจึงตบหน้าโจวเหวินจิ้งต่อหน้าเพื่อนบ้านมากมาย
เห็นได้ชัดว่าโจวเหวินจิ้งกลัวเจ๊อ้วนคนนี้มาก ดังนั้นเมื่อเห็นว่าทัศนคติของเขาเปลี่ยนไปมากในวันนี้ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากเขา ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่ขอร้องให้เขาช่วยหรอก
“ถ้าหากว่ามันยากเกินไป...ก็ลืมมันเถอะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าหลี่ซีเหวินไม่ตอบ โจวเหวินจิ้งก็ถอนหายใจออกมา
“ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ปล่อยให้เป็หน้าที่ของผมเอง!” หลี่ซีเหวินพูดขณะที่เขารับเงินไป
ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเหวินจิ้ง จากนั้นเธอก็ยื่นเงินหนึ่งหยวนให้อีกแล้วพูดว่า “เงินนี้สำหรับค่ารถของคุณนะคะ ถ้าจะมาโรงพยาบาลในตอนบ่าย อย่าลืมนำเสื้อผ้าของลูกมาด้วยนะคะ แต่ถ้าคุณไม่มาก็พยายามออกไปดื่มเหล้าให้น้อยหน่อยนะคะ”
หลี่ซีเหวินหยิบเงินหนึ่งหยวนขึ้นมา เขาล่ะอยากจะหัวเราะตัวเองจริง ๆ ทั้งยังรู้สึกเศร้าในเวลาเดียวกันด้วย เพราะมันบ่งบอกว่าตัวตนปัจจุบันของเขาคือขยะสังคมดี ๆ นี่เอง
“เงินนี้ต้องมอบให้กับเจ๊อ้วนนะคะ ไม่อย่างนั้นเธอจะทำให้พวกเราลำบากเพราะพวกเราไม่สามารถไปยั่วยุเธอได้”
“วางใจเถอะครับ ผมไปก่อนนะ”
เมื่อมองหลี่ซีเหวินจากไป โจวเหวินจิ้งก็เกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นมา ในอดีต เขาไม่เคยฟังเธอเลย แต่ในวันนี้ผู้ชายคนนี้ดูเปลี่ยนไปมากจริง ๆ
์ ในที่สุดท่านก็เริ่มสงสารฉันแล้วใช่ไหมคะ
***
บนโซฟาที่ทรุดโทรม หลี่ซีเหวินนอนตัวแข็งราวกับศพและมองไปบนเพดานบ้าน สมองของเขายังพยายามย่อยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้และความทรงจำนั้นก็ทำให้เขาปวดท้องขึ้นมา
“เป็ไปได้ไหม ที่จะสู้อีกครั้งเพื่อแม่และลูกสาวที่น่าสงสารสองคนนี้” หลี่ซีเหวินครุ่นคิดอยู่นาน จากนั้นจึงค่อย ๆ หลับตาลงและพึมพำ “ให้์เป็ผู้ตัดสินใจเถอะ!”
เขาเหนื่อยจริง ๆ และ้านอนพักสักครู่ “ใช่แล้ว” บางทีเขาอาจจะไม่ตื่นจากการหลับใหลในครั้งนี้เลยก็ได้
ดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในห้อง ตกลงบนใบหน้าของหลี่ซีเหวิน เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและมองไปที่ธนบัตรใบละ 10 หยวนที่ยับยู่ยี่ในมือแล้วยิ้มอย่างเ็า
จากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วตัดผมที่ยาว ๆ ให้สั้นลง พร้อมทั้งโกนหนวดโกนเคราที่หน้ากระจก แล้วจึงได้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้หล่อเหลาเหมือนในชีวิตที่แล้วปรากฏขึ้น แต่หลี่ซีเหวินก็ค่อนข้างพอใจกับรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนนี้เหมือนกัน
เขาสวมชุดเอี๊ยมทรงตรงและเสื้อเชิ้ตสีขาวเหลือง จิติญญาทั้งหมดถูกยกระดับให้สูงขึ้นทันที
เมื่อมองเข้าไปในกระจก แววตาของหลี่ซีเหวินมีความมุ่งมั่นมาก โชคชะตาพรากทรัพย์สินเงินทองในชีวิตที่แล้วไปจากเขา แต่กลับปลุกจิตสำนึกและมโนธรรมขึ้นมาใหม่
ในตอนนี้เขาไม่ใช่นักลงทุนที่สามารถทำทุกอย่างได้เพื่อเงินอีกต่อไปแล้ว เขาเพียง้าแบกรับภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อครอบครัวในฐานะสามีเท่านั้น
“นี่คือการตัดสินใจของ์สินะ และมันคงเป็โชคชะตาของเขาด้วย เหวินจิ้ง เสี่ยวหนี่ ผมจะไม่ปล่อยให้พวกคุณต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป”
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้ว งานแรกก็คือการหาเงิน เพราะท้ายที่สุดแล้วเสี่ยวหนี่ยังรอรับการผ่าตัดอยู่ แต่ยังมีอีกเื่ที่เขาต้องทำในตอนนี้ นั่นคือการเข้าไปคุยกับเจ๊อ้วนนั่นเอง
ความคับข้องใจของโจวเหวินจิ้ง ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ นับประสาอะไรกับการที่เจ๊อ้วนมาตบหน้าเธอ