บทที่ 32 ผลจากกระทำ
ปึง!
มือหนาของคนมีอายุทุบลงบนโต๊ะไม้ชั้นดีท่ามกลางขุนนางและขันทีประจำกายทุกคนต่างสะดุ้งเฮือกกับอารมณ์ของโอรสสวรรค์เมื่อได้รับรายงานการสืบสวนของอู่หนานฟางจากชินอ๋องและจ้าวหาน
อู่หนานฟางให้การรับสารภาพว่าตนก่อกบฏแต่ไม่ปริปากพูดออกมาเลยว่าใครบ้างที่อยู่ในแผนการในครั้งนี้รวมถึงการติดต่อกับหลี่รุ่ยเต๋อนั้นก็ยังเป็นปริศนาไหนจะการตายของเฉินจือหานที่ยามนี้ยังไม่พบแม้แต่ร่างของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่ากระแสน้ำที่ไหลแรงเมื่อวานจะพัดพาไปไกลถึงไหน
เสียทั้งลูกชายที่เขาคิดว่าไว้ใจให้เป็นมือขวาขององค์รัชทายาทได้มากที่สุดเสียทั้งหลานชายที่เป็นถึงขุนนางมือดีที่สุดในเวลาเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มันมากเกินไปมันกะทันหันเสียจนใครก็อาจจะรับไม่ไหวยิ่งเฉินจือานเป็นแม่ทัพที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งแต่เป็นที่ไว้ใจการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกองทัพจะเกิดขึ้นครั้งเดียวภายในปีมันไม่ดีเลยสำหรับความมั่นคงของแคว้น
ผู้สูงส่งมองหนึ่งน้องชายที่มีกองทัพส่วนหนึ่งอยู่ในมือเป็นแม่ทัพคนหนึ่งแต่ไม่ได้มีอำนาจมากกว่าแม่ทัพภาคคนอื่นๆและอีกหนึ่งรองแม่ทัพที่โดดเด่นเรื่องการวางกำลังรบมากกว่าการออกแนวหน้าแม้ทั้งสองคนจะมีอำนาจและความสามารถมากพอ แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าเฉินจือหานเพียงผู้เดียวได้
“ทำไมรุ่ยอ๋องถึงทำเช่นนั้นกัน!” ยิ่งกว่านั้นความผิดหวังในฐานะบิดายิ่งมากขึ้น ลูกชายที่เขามองมาตลอดว่าไม่มักใหญ่ใฝ่สูงไม่สนใจเรื่องบัลลังก์กลับคิดการกบฏเช่นนี้
“ท่านพี่ข้าว่าเรื่องนี้จะตัดสินโทษของรุ่ยอ๋องทันทีอาจจะไม่เป็นผลดีกับเรานัก ข้าว่าควรจะสืบหาข้อมูลต่างๆ ให้พบ แล้วจึงทำการขั้นต่อไป” ชินอ๋องกล่าวด้วยท่าทางสงบที่ตนเสนอเช่นนี้เพราะไม่คิดว่ารุ่ยอ๋องเพียงคนเดียวจะทำการใหญ่ได้ และไม่คิดว่าเพียงเสียรุ่ยอ๋องไปคนเดียวแล้วเรื่องจะจบ
ในฐานะทหารเขารู้สึกมีบางอย่างไม่ถูกต้องโดยเฉพาะท่าทีของจ้าวหานและทหารมือดีที่ตามไปช่วยเฉินจือหานราวกับว่าพวกเขาพูดบางอย่างออกมาไม่หมด หรือโกหกบางอย่างอยู่
หากเป็นเช่นนั้นแม้จะไม่อยากทำ แต่เขาก็ต้องเข้ามามีบทบาทในการทหารเพื่อตรวจหาความจริงให้มากกว่านี้
“ข้าก็คิดเช่นนั้นแล้วหลักฐานที่ค้นเจอในเรือนของน้องสาวเจ้าเล่า มีอะไรใช้ได้บ้าง”โอรสสวรรค์ถามถึงหลักฐานที่อยู่กับจ้าวอี้หยางโดยที่เจ้าตัวก็ไม่ได้รับรู้
ชินอ๋องนึกถึงสตรีผู้นั้นก็รู้สึกสงสารขึ้นมาไม่น้อยวันนั้นเขาไปส่งนางถึงจวนด้วยตัวเองกับลูกชาย หลังจากนั้นก็ไม่เจอคุณหนูตระกูลจ้าวอีกเลยไม่ว่าจะคนไหนก็ปิดเรือนไม่ออกมาพบผู้คน
“ทูลฝ่าบาทข้าตรวจสอบหลักฐานเหล่านั้นแล้ว ล้วนแต่เป็นการป้ายสีขุนนางแซ่จ้าว เฉินและไป๋ในอดีตทั้งสิ้น แต่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจข้าได้ส่งให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต่อ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกข้ารับรอง หากพวกเจ้าไม่ได้ทำสิ่งใดผิด จะไม่มีใครทำอะไรพวกเจ้าได้ทั้งนั้น”
“แล้วเรื่องฮองเฮากับจวิ้นอ๋องท่านพี่จะทำอย่างไร”
“ถึงข้าไม่ทำอะไรทั้งฮองเฮา จวิ้นอ๋องและพวกตระกูลเสิ้นก็คงจะไม่กล้าทำอะไรทั้งนั้น”
... ... ...
ตำหนักเฟิงหวง
หยาบคายสิ้นดี!เหตุใดกรมยุติธรรมจึงต้องมาสอบสวนนางที่เป็นถึงมารดาแผ่นดินและบุตรชายถึงตำหนักเฟิงหวงด้วยคนเหล่านี้! บังอาจยิ่ง!
“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวก่อน”ลั่วอีเซิ้งที่ได้รับหน้าที่มาสอบถามข้อมูลกับฮองเฮาและจวิ้นอ๋องกล่าวลาหลังจากที่พวกนางได้ทำการปฏิเสธเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรุ่ยอ๋องผู้ก่อกบฏผู้นั้น
แม้จะเสียรุ่ยอ๋องไปแต่นางจะเสียอย่างอื่นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อร่างของลั่วอีเซิ้งหายไปจากการรับรู้พัดในมือของหงส์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ถูกปาลงพื้นอย่างรุนแรงจนสาวใช้ต่างสะดุ้งเฮือก!
“อู่หนานฟางนอกจากจะทำไม่สำเร็จแล้ว ยังจะทำให้ข้าเดือดร้อนอีก” เสิ้นฮองเฮาหงุดหงิดอย่างมากหากแผนการดึงความสนใจไม่ถูกเฉินจือหานผู้นั้นมองออกป่านนี้ทหารของแคว้นลี่คงเข้ามาเต็มแคว้นฝู อีกไม่กี่ก้าวก็จะสำเร็จแล้วแท้ๆ
“ท่านแม่อย่าได้คิดมากไปเลยน้องชายก็แค่หลงผิดเท่านั้น”จวิ้นอ๋องที่เดินเข้ามาเห็นพักตกอยู่จึงก้มลงเก็บพลางเดินเข้าไปหาฮองเฮาที่นั่งกุมหัว
บุรุษร่างสูงแต่งกายเช่นบัณฑิตใบหน้าดูนุ่มนวลงดงามราวกับสตรีไม่เข้ากับในอาภรณ์สีเข้มและไหล่ที่กว้างนั้นแต่ภาพรวมนับเป็นอ๋องรูปงามหากแต่ถูกส่งไปศึกษาในที่ห่างไกลจึงไม่ได้เห็นหน้ามานาน
“เจ้าไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงมานานก็พูดง่ายสิ!” ฮองเฮาขึ้นเสียง
แม้จวิ้นอ๋องจะเป็นบุตรชายคนโตแต่ฮองเฮาก็ไม่ได้เอ็นดูมากนักเพราะจวิ้นอ๋องนั้นควบคุมไม่ได้ นอกจากนี้เพราะไปอยู่ที่อื่นมานานจึงไม่ได้มีเส้นสายที่มากมายอย่างรุ่ยอ๋องและดูเหมือนจวิ้นอ๋องเองจะไม่เดือดร้อนกับเรื่องบัลลังก์สักนิด
นั่นทำให้คนเป็นแม่หงุดหงิด!
“เพราะข้าไม่ได้อยู่เมืองหลวงนานนั่นแหละถึงพูดได้ว่าพวกท่านไม่ควรจะทำอะไรเช่นนี้เลย เป็นฮองเฮาเป็นอ๋องก็ดีอยู่แล้วจะมักใหญ่ไปเพื่ออะไรกัน”จวิ้นอ๋องวางพัดลงตรงหน้าผู้เป็นแม่ด้วยสายตาและใบหน้าที่มีรอยยิ้มเย็น
ฮองเฮาได้แต่มองลูกชายคนโตด้วยความระแวงก็เป็นอย่างที่จวิ้นอ๋องกล่าว เรื่องที่รุ่ยอ๋องเป็นกบฏจูเชว่ฮองเฮาก็รับรู้และตระกูลเสิ้นก็ให้การสนับสนุนจนสามารถทำข้อตกลงกับคนใหญ่คนโตของแคว้นลี่ได้
หลี่รุ่ยเต๋อเป็นเพียงทางผ่านในการเจรจากับคนใหญ่คนโตของคนฝั่งนั้นเท่านั้นคนที่รุ่ยอ๋องติดต่อด้วยจริงๆ คือหนึ่งในราชวงค์ของฝั่งนั้นต่างหาก
แต่เรื่องที่ใครอยู่เหนือหลี่รุ่ยเต๋อนั้นไม่มีใครรู้เลยนอกจากตัวนางและรุ่ยอ๋อง เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย
“ถ้ารัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์วันนั้นจะเป็นวันตายของเจ้า” ฮองเฮาจ้องไปที่ลูกชายคนโตเขม็ง
“ท่านแม่คิดมากไปแล้วท่านควรจะพักผ่อนบ้างนะ ข้าเป็นห่วง” ทั้งท่าทางและใบหน้านั้นดูราวกับไม่ทุกข์ร้อนก่อนจะเดินออกไปจากตำหนักเฟิงหวง
“ข้าเตือนด้วยความหวังดีพวกท่าน ไม่ควรจะทำอะไรตอนนี้” แววตาของจวิ้นอ๋องที่หันกลับมาพูดเย็นชากว่าสิ่งใดทำให้ฮองเฮานึกขนลุก
ผู้ชายคนนี้คงไม่ได้ยอมกลับมาเพียงเพราะฝ่าบาทเรียกตัวเพียงอย่างเดียวสินะ คิดจะทำอะไรกันแน่
... ... ...
...ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ ว่าหากปล่อยให้บุรุษผู้นั้นไป เขาจะตาย แต่นางกลับ...เลือกที่จะเชื่อคำสัญญาของเขา...
ใบหน้าสวยยามนี้ไร้ซึ่งเครื่องประทินผิวใดๆขอบตาของนางทั้งคล้ำและบวมจากการร้องไห้อย่างหนักจ้าวซินเยว่เฝ้าโทษตัวเองที่ตัดสินใจปล่อยให้ชายหนุ่มจากไปเช่นนั้น
ความสูญเสียที่ตัวนางเองก็ยากจะยอมรับเพราะนางรู้อยู่แก่ใจ แต่นางกลับปล่อยให้ในเกิดขึ้น เพราะตัวนางคิดว่าหากไม่ให้เฉินจือหานไป จูเชว่ตัวจริงหรือรุ่ยอ๋องก็จะไม่ถูกจับทำให้เกิดความสูญเสียอื่นๆ เป็นอย่างที่นางคิด เฉินจือหานออกไปรุ่ยอ๋องก็ถูกจับกลับมา แต่ตัวของเฉินจือหานต่างหาก ที่ไม่ได้กลับมาอีก
ร่างเล็กเจ้าของเรือนที่ปิดไม่รับคนนั่งกดเข่ามองออกทอดหน้าต่างอย่างสิ้นหวังนางก็พอจะรู้จัวเองว่ารู้สึกรักเฉินจือหาน แต่พอเขาตายจากนางไปแบบนี้ความรู้สึกที่นางรับรู้กลับเป็นเรื่องน้อยนิด นางรักเขามากกว่าที่ตัวนางรู้เสียอีก
ทั้งที่นางคิดว่ามันไม่มีปัญหาอะไรที่จะอยู่ที่นี่แต่ยามนี้นางอยากกลับไปที่ยุคเดิมที่นางจากมา
ทั้งที่สตรีชุดแดงกล่าวแค่ว่าหากจับจูเชว่ได้จุดหมายที่นางถูกส่งมาที่นี่ก็จะสิ้นสุด นี่ก็ควรจะจบแล้วมิใช่หรือ
ความคิดที่เห็นแก่ตัวต่างๆนานาที่จะทำให้นางหลุดพ้นจากความทุกข์นี้ทั้งที่นางไม่เคยทำตัวเป็นเด็กขนาดนี้มาก่อน
ดูเหมือนนางจะอ่อนแอกว่าที่ตัวเองคิดไว้หลายเท่านัก
“คุณหนูเจ้าคะคุณหนูใหญ่มาพบเจ้าค่ะ” เสี่ยวโยวที่เห็นคุณหนูทุกข์ใจมาตลอดหลายวันกล่าว
“อี้หยางหรือ”เสี่ยวโยวพยักหน้ารับเล็กๆ
“ให้อี้หยางรอในห้องหนังสือส่วนข้าจะไปล้างหน้าสักหน่อย” จ้าวซินเยว่ลุกขึ้นด้วยท่าทางเหนื่อยล้า
“อาจิงเจ้าช่วยคุณหนู ข้าจะไปพาคุณหนูใหญ่ไปรอในห้องหนังสือ”อาจิงรับคำบ่าวที่โตกว่าพร้อมกับลุกขึ้นประคองเจ้านายสาว
ห้องหนังสือในเรือนของจ้าวซินเยว่ยังคงเต็มไปด้วยตำราและบันทึกของตัวนางเองจ้าวอี้หยางมองน้ำชาชั้นดีและขนมที่วางเอาไว้ต้อนรับด้วยใบหน้าเรียบ
นางรู้ดีว่าจ้าวซินเยว่เสียใจจากเหตุการณ์นั้นไม่น้อยไปกว่านางเลยสักนิดหลังจากที่ทำใจมาหลายวัน นางก็ตัดสินใจมาหาน้องสาวคนเดียวของนางด้วยตัวเองหวังว่ามันจะแบ่งเบาได้บ้าง
ทั้งตัวนางและจ้าวซินเยว่จำเป็นต้องปรับอารมณ์แล้วก้าวไปข้างหน้า เพราะพวกนางคือคนที่ยังมีชีวิตอยู่
และนางก็เชื่อว่าจ้าวซินเยว่นั้นไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดจะจมกับความทุกข์นี้นานจ้าวซินเยว่รู้ว่าเฉินจือหานเสียสละในฐานะแม่ทัพ มันคือหน้าที่ของเขา
“อี้หยางขอโทษที่ต้องให้รอนะ” จ้าวซินเยว่ฝืนยิ้มให้ญาติผู้พี่และเพื่อนสนิทที่ก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกับตัวเองนั้น
เสียใจทุกข์ใจ จมอยู่กับตนเอง
“ไม่เป็นไรหรอกดูสภาพเจ้าสิ โทรมขนาดนี้เชียว” จ้าวอี้หยางเองก็พูดติดตลกอย่างฝืนใจไม่ต่างกัน
“เจ้าก็ไม่ได้ดีกว่าข้าเลย”เสียงหวานตอบพลางนั่งลงที่นั่งเจ้าของเรือน ก่อนที่บ่าวจะรินน้ำชาให้นาง
ความเงียบปกคลุมหญิงสาวทั้งสองคนบรรยากาศเช่นนี้ช่างน่าอึดอัดแต่มันก็เป็นบรรยากาศที่ช่วยไม่ได้ต่างคนต่างเจอเรื่องที่น่าหดหู่ยิ่ง ต่างคนต่างสูญเสีย
“หวังว่าเจ้าจะสบายดีนะซินเยว่”จ้าวอี้หยางเป็นคนทำลายความเงียบนั้นด้วยคำถามง่ายๆ
“คงจะเป็นแบบนั้น”หากไม่รวมเรื่องที่นางเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ได้ห้ามอย่างที่ตั้งใจจนต้องเสียอะไรไปบ้างก็คงจะเรียกได้ว่าบายดี
“เจ้าเล่าอาจิงบอกว่าเจ้า ไปพบกับรุ่ยอ๋อง” คำถามนั้นทำให้จ้าวอี้หยางยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
“ใช่ข้าไปพบรุ่ยอ๋องมา ไปพบกับคนทรยศมา” จากแววตาของจ้าวอี้หยางก็พอรู้ว่ามันคงจะไม่สวยหรูคงจะเจอกับคำพูดบางอย่างที่แทงใจมาไม่น้อย
“คนๆนั้น หลอกใช้ข้า เพียงเพราะอยากได้ข้อมูลของพี่สาม และได้เข้าใกล้พี่ใหญ่รวมถึงอยากรู้ทิศทางของตระกูลจ้าว การเข้าทางข้าจึงง่ายดายที่สุด”
หลังจากเกิดเหตุการณ์แม้จ้าวซินเยว่จะเอาแต่เสียใจแต่เมื่อคิดดูก็พอจะเดาได้ว่า หากรุ่ยอ๋องไม่ได้รักก็คงเข้าหาเพราะผลประโยชน์
ดวงหน้าสวยมองสตรีอีกคนด้วยสายตาเศร้ายิ่งกับนางจากตายอย่างน้อยเฉินจือหานก็ไม่เคยทรยศ แต่กับจ้าวอี้หยาง ทั้งที่รักมากตกลงจะแต่งงานกันแล้วแท้ๆ แต่ทุกอย่างกลับเป็นเพียงเรื่องลวงหลอก
“เสียใจด้วยนะ”เสียงหวานกล่าวกับอีกฝ่าย
“ช่างเถอะข้าเสียใจมากพอแล้ว ได้เวลาที่ข้าต้องออกมาจากความเจ็บปวดนั้น”จ้าวอี้หยางพูดจากใจจริง นางไม่อยากเสียใจแล้ว แม้หัวใจจะยังเจ็บอยู่ก็ตาม
“เจ้าเองก็เหมือนกันข้าไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะอยากให้เจ้าเสียใจนาน”จ้าวอี้หยางยิ้มมุมปากอย่างอบอุ่นให้จ้าวซินเยว่
จ้าวซินเยว่คิดถึงเรื่องนั้นก็พลันรู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้งหญิงสาวมองมือของตนเองอย่างใช้ความคิด
นางผิดที่ออกไปหาแต่ไม่ได้ห้ามอย่างเต็มกำลังกลับปล่อยให้คนคนนั้นออกจากเมืองไปทั้งอย่างนั้นออกไปทั้งที่นางก็รู้อยู่เต็มอกว่าเขาจะตาย ทั้งๆ ที่สตรีชุดแดงผู้นั้นเตือนมาแล้ว
“อย่างน้อยเจ้าก็เฉินจือหานก็รักเจ้าจริงๆและเรื่องที่เขาจากไปก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าด้วย”จ้าวอี้หยางคาดเดาเอาจากสถานการณ์และสีหน้า
จากที่รู้มาจากพี่ใหญ่ก่อนที่แม่ทัพจะออกไป จ้าวซินเยว่ได้ตามไปถึงประตูหน้าเพื่อไปห้ามแต่สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายไปเพราะเชื่อในฝีมือของอีกฝ่ายว่าต้องกลับมา
หากห้ามได้เฉินจือหานจะเจอโทษแบบใด จะต้องเจออะไรบ้าง การที่ทหารละทิ้งภารกิจ หรือหนีทัพนั้นอย่างไรก้มีโทษถึงตาย ยิ่งคนที่มีตำแหน่งสูงส่งเช่นเขา
“แต่ข้าห้ามเขาได้นะถ้าข้าจะทำ อย่างน้อย เขาก็ไม่ต้องตายเช่นนั้น”สิ่งที่รับไม่ได้ที่สุดคงเป็นเรื่องที่หาร่างของเฉินจือหานไม่เจอ
“หากเจ้าห้ามเขาได้แล้วปล่อยให้กบฏอู่หนานฟางผู้นั้นหลุดไปได้ ตัวข้าที่มีหลักฐานเท็จ ขุนนาง ชาวบ้านจะเป็นอย่างไร เรื่องราวพวกนั้นจะจบง่ายดายเช่นนี้หรือไม่” จ้าวอี้หยางเอ่ย
ดูเหมือนสิ่งนั้นจะสะกิดบางอย่างให้กับจ้าวซินเยว่
“พักผ่อนอีกสักหน่อยเถอะเอาไว้เจ้าพร้อมเมื่อไหร พวกเราไปที่จวนของชินอ๋องกันนะ คนๆ นั้น ไม่สิลูกชายของเขาคิดถึงเจ้ามากนะ”
“ให้บ่าวไปส่ง”
#####