"นี่มันอะไรกัน?" อันซิ่วเอ๋อร์เบิกตากว้าง ตกตะลึง "พวกเขาร่วมมือกันหลอกข้าหรือนี่?"
"ไม่ได้หลอกฮูหยินหรอกเจ้าค่ะแต่หลอกคนอื่น" แม้ป่านเซี่ยจะอายุยังน้อยแต่เติบโตในเมืองหลวงมานาน ย่อมเจนโลกกว่าอันซิ่วเอ๋อร์ "คนพวกนั้นคงเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ พอข้าบอกว่าจะพาไปให้ที่จวนตรวจสอบเขาก็เลยกลัว"
"ต่อให้คนอื่นซื้อเขาไปก็ต้องตรวจสอบประวัติอยู่ดีไม่ใช่หรือ?" อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงสงสัย
"ย่อมต่างกันสิเจ้าคะถ้าเข้าจวนเราไปแล้ว เขาคงออกมาหากินแบบนี้ไม่ได้อีก" ป่านเซี่ยส่ายหน้า"อีกอย่างคนที่สงสารอยากรีบจ่ายเงินให้เขาไปฝังบิดาก็มีเยอะแยะไป"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ฟังก็ถอนหายใจยาว"ใจคนยากแท้หยั่งถึงจริงๆ"
"ช่างเถอะเจ้าค่ะเรื่องแบบนี้ในเมืองหลวงมีเยอะแยะไป ดังนั้นต่อไปฮูหยินอย่าออกมาคนเดียวนะเจ้าคะภายนอกเมืองหลวงดูเหมือนสงบสุข แต่จริงๆ แล้วมีเรื่องร้ายๆ ซ่อนอยู่เยอะ"ป่านเซี่ยพูดอย่างเป็นห่วง
"วางใจเถอะข้าคงไม่มาเดินเตร่ในเมืองหลวงคนเดียวหรอก ข้าไม่คุ้นทางถ้าจะออกมาก็ต้องมีพวกเจ้ามาด้วยอยู่แล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มให้วางใจ
"เอาล่ะเราเข้าร้านไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ ฮูหยินไม่อยากดูเครื่องหอมหรือข้างหน้านั่นเป็นร้านเครื่องเงิน ท่านน่าจะชอบ" ป่านเซี่ยเสนออีกครั้ง
"ก็ดีเหมือนกันไปดูร้านเครื่องเงินหน่อย" เครื่องประดับสวยๆ งามๆมีหรือสตรีจะไม่ชอบ อันซิ่วเอ๋อร์ก็เช่นกัน
นางเดินเข้าร้านเครื่องเงินไปพร้อมป่านเซี่ยพอก้าวเข้าไป เสี่ยวเอ้อร์ในร้านก็รีบเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นอันซิ่วเอ๋อร์กวาดตามองไปรอบๆ ก็เห็นร่างในชุดสีขาวที่คุ้นตาโดยไม่คาดคิด"คุณหนูเย่?"
เย่จิ้งซูหันมา พอเห็นว่าเป็นอันซิ่วเอ๋อร์นางก็ยิ้มตอบเช่นกัน "แม่นางอันก็มาซื้อของหรือเจ้าคะ?"
"ข้าแค่มาดูเฉยๆ" อันซิ่วเอ๋อร์รู้ว่าเย่จิ้งซูเป็นพวกเดียวกับฮูหยินผู้เฒ่าไม่ชอบหน้านางอยู่แล้ว จึงไม่ใส่ใจท่าทีเย็นชาเล็กน้อยนั้นหันไปมองเครื่องประดับทางอื่น
ใครจะรู้ว่าเย่จิ้งซูกลับเดินตามมาพออันซิ่วเอ๋อร์กำลังดูปิ่นปักผมอันหนึ่ง นางก็เดินเข้ามาใกล้ กระซิบข้างหู"เดี๋ยวนี้ช่างสูงส่งเหมือนหงส์เหินฟ้าเลยนะใช้เงินที่พี่เจิ้นอันหามาอย่างสุขสบาย มีกินมีใช้ มีคนรับใช้ความรู้สึกคงดีไม่น้อยกระมัง"
วาจาของเย่จิ้งซูเต็มไปด้วยการเสียดสีแต่อันซิ่วเอ๋อร์กลับเพียงยิ้มเล็กน้อย ตอบว่า "ใช่แล้วท่านพูดถูก ข้าสบายมากจริงๆ ต้องขอบคุณท่านที่สละโอกาสนี้ให้ข้าต้องขอบคุณที่ครั้งนั้นท่านไม่แต่งเข้ามา"
"เจ้า!" เย่จิ้งซูโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี
นางดูถูกอันซิ่วเอ๋อร์มาตลอดไม่เคยเห็นอยู่ในสายตา แต่พอเห็นหญิงบ้านนอกที่น่าสงสารคนนั้นตอนนี้กลับมีสาวใช้ตามติด ทำท่าเหมือนจะอวดดี นางก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาเยาะเย้ยแต่คาดไม่ถึงว่าวาจาจะคมคายถึงเพียงนี้ ทำเอานางถึงกับพูดไม่ออก!
อะไรคือขอบคุณที่ครั้งนั้นท่านไม่แต่งเข้ามา?เย่จิ้งซูคิดถึงตรงนี้ก็แทบกระอักเลือดเมื่อก่อนนางไปตกลงเล่นละครกับฮูหยินผู้เฒ่าทำไมกันนะ? สถานการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้ทำให้นางเสียใจภายหลังอย่างยิ่ง
"คุณหนู ปิ่นอันนี้เป็นงานลงยาถมปัดท่านดูลายดอกไม้นี้สิเจ้าคะ งดงามยิ่งนัก หากท่านชอบข้าน้อยจะนำออกมาให้ท่านลองปักดู" เสี่ยวเอ้อร์เห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยืนดูปิ่นอยู่นานจึงรีบเสนอขาย
"ไม่ต้องหรอก ข้าแค่ดูเฉยๆ"อันซิ่วเอ๋อร์ยังไม่อยากใช้เงินของจางเจิ้นอันซื้ออะไรจึงโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ แล้วเดินไปดูตู้ข้างๆ
ดูจนทั่วร้านป่านเซี่ยเห็นนางไม่ซื้ออะไรเลย จึงกระซิบข้างหู "ถ้าท่านชอบ ก็ซื้อไปเถอะเจ้าค่ะ ไม่เป็นไรหรอก"
อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงส่ายหน้านางไม่อยากให้ใครมาว่าได้ว่าเป็นพวกเห่อของ หรือนกกระจอกได้รังหงส์
"บางคนนี่ช่างใจแคบแค่ซื้อปิ่นอันเดียวยังลังเล เหมือนกลัวอะไรนักหนา ก็นะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะก้าวเข้ามาในร้านนี้ด้วยซ้ำ" เย่จิ้งซูเหน็บแนมอีกครั้ง
"ท่านพูดถูก ข้าอาจจะซื้อไม่ไหวและเมื่อก่อนข้าก็คงเข้ามาที่นี่ไม่ได้ เพราะข้ารู้จักประมาณตน" อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้ม หันหลังเดินไปยังประตูร้าน พอใกล้จะถึงนางก็หันกลับมาพูดว่า "ข้ารู้ว่าข้าซื้อไม่ได้ข้าก็เลยจะไป ไม่เหมือนบางคนที่หน้าด้านหน้าทน ไม่ยอมไปเสียที"
"เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?"เย่จิ้งซูรู้สึกว่าคำพูดนางมีนัย
อันซิ่วเอ๋อร์สบตานางอย่างไม่เกรงกลัว"ความหมายของข้า ก็เหมือนกับความหมายของท่าน" ยั่วโมโหนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดว่านางกลัวรึไง?
"ท่านรู้หรือไม่ ตอนข้าอยู่บ้านนอกข้ารู้จักนกชนิดหนึ่ง ชอบไปแย่งรังนกตัวอื่นอยู่ แล้วยังไล่เจ้าของรังเขาอีกท่านว่าน่าอายไหมล่ะ?"
อันซิ่วเอ๋อร์พูดกับเย่จิ้งซูด้วยรอยยิ้มเย่จิ้งซูฟังออกถึงความนัยที่เสียดแทงในคำพูดนั้น หน้าซีดเผือด พูดไม่ออกได้แต่ตวาดว่า "เจ้า! ขอโทษข้าเดี๋ยวนี้!"
"ข้าก็แค่เล่านิทานให้ฟังทำไมท่านต้องร้อนตัวด้วย ถ้าไม่อยากฟังก็ไม่ต้องฟัง อีกอย่างท่านว่าข้าเป็นนกกระจอก ข้าว่าท่านเป็นนกกาเหว่า ก็ยุติธรรมดีแล้วนี่"อันซิ่วเอ๋อร์พูดยิ้มๆ ไม่สนใจสีหน้าเย่จิ้งซู จูงป่านเซี่ยจากไป
"โธ่ ฮูหยินไม่นึกเลยว่าท่านจะฝีปากคมกล้าขนาดนี้ คุณหนูเย่อยู่ต่อหน้าท่านสู้ไม่ได้เลยนะเจ้าคะ" ป่านเซี่ยอดปรบมือให้การกระทำของอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้
"แค่นี้เรียกว่าเก่งแล้วหรือ?ข้าจะบอกให้ ตอนข้าอยู่บ้านนอกน่ะ มีผู้หญิงบางประเภทแค่เจ้าไปแหย่เข้านิดเดียว นางไม่สนผิดถูกหรอก อาศัยเสียงดังเข้าว่า ด่าได้ทั้งวันเพราะงั้นข้าถึงไม่ชอบทะเลาะกับใคร" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง
"จริงด้วยเจ้าค่ะ จริงด้วย"ป่านเซี่ยหัวเราะคิกคักรู้สึกว่าคำพูดของอันซิ่วเอ๋อร์มีความนัยบางอย่าง แต่นางก็ไม่ได้พูดออกมามองซ้ายมองขวา "ข้างหน้าเป็นร้านเสื้อผ้าเราไปดูกันเถอะเจ้าค่ะ"
"ไม่ไปแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์โบกมือ "ข้าไม่ได้จะซื้ออะไรไปดูเฉยๆ เกรงใจเสี่ยวเอ้อร์เขาเปล่าๆ สู้เดินเล่นตามถนนดีกว่าเพิ่งได้ปะทะคารมกับคุณหนูเย่ไปไม่กี่คำ ตอนนี้รู้สึกโล่งใจขึ้นเยอะเลย"
คนหนึ่งเป็นนาย อีกคนเป็นบ่าวเมื่ออันซิ่วเอ๋อร์บอกว่าอยากเดินเล่นตามถนน ป่านเซี่ยก็ต้องตามใจทั้งสองเดินชมตั้งแต่ต้นถนนไปจนสุดทาง ไม่ได้ซื้ออะไรเพียงแค่ซึมซับบรรยากาศความเจริญของเมืองหลวง
"เจ้ารู้ไหมว่าท่านพี่เจิ้นอันของข้าทำงานที่ไหน?ข้าอยากไปดูหน่อย" เดินเฉยๆ ก็น่าเบื่ออันซิ่วเอ๋อร์นึกอยากไปหาจางเจิ้นอัน
"บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ" ป่านเซี่ยก้มหน้า "เรื่องของนายท่านบ่าวไม่กล้าก้าวก่าย"
"ข้าไม่ว่าเจ้าหรอก ไปเถอะเราไปหาอะไรกินกันดีกว่า ตรงนั้นกลิ่นหอมยั่วใจข้ามานานแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์ลากป่านเซี่ยไปยังร้านนั้นนางตัดสินใจว่ากินเสร็จก็จะกลับจวน
ตอนแรกนึกว่าจะกินแค่รองท้องแต่ใครจะรู้ว่าอาหารริมทางที่นี่อร่อยถูกปากนัก นางกินเสียเกือบหมดสุดท้ายอิ่มจนท้องแทบแตก แทบเดินไม่ไหว
แต่กระนั้น นางก็ยังไม่ลืมเรื่องสำคัญรีบให้ป่านเซี่ยคิดเงิน "ป่านเซี่ยเมื่อครู่เราใช้เงินไปเท่าไร?"
"ไม่มากเจ้าค่ะยังไม่ถึงตำลึงเงินเลย" ป่านเซี่ยตอบ
"ก็ยังดี" อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้า นางไม่อยากใช้เงินของตระกูลจางจริงๆช่วงนี้คงต้องหาอะไรทำเสียแล้ว
"แถวนี้มีร้านขายอุปกรณ์ปักผ้าหรือไม่?"อันซิ่วเอ๋อร์ถามป่านเซี่ย
"ร้านปักผ้ามีเยอะแยะเจ้าค่ะของตระกูลจางเราก็มี" พอพูดถึงตรงนี้ป่านเซี่ยก็ดูภูมิใจมาก ชี้ไปยังร้านต่างๆ "ฮูหยินเห็นไหมเจ้าคะร้านไหนที่มีอักษร 'จาง' ตัวเล็กๆอยู่ข้างล่าง ก็เป็นร้านของตระกูลเราทั้งนั้น"
"ข้าเดินมา เห็นตั้งหลายร้านแม้แต่ร้านเครื่องเงินเมื่อครู่ก็มีสัญลักษณ์นี้ด้วย" อันซิ่วเอ๋อร์นึกว่าตัวเองตาฝาดไป
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ นั่นก็ของตระกูลเราไม่ให้เงินทองรั่วไหลไปไหน ถ้าฮูหยินจะซื้ออะไรก็ต้องซื้อร้านของตระกูลเราสิเจ้าคะ อีกอย่างเครื่องประดับของตระกูลเราก็ฝีมือดีเยี่ยมที่สุด" ป่านเซี่ยกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
"เด็กคนนี้นี่ รักตระกูลเสียจริง"อันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองป่านเซี่ย พูดจริงจังขึ้น "เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว รีบพาข้าไปร้านปักผ้าเถอะข้าจะซื้ออุปกรณ์ปักผ้า"
"ฮูหยิน ท่านจะปักผ้าหรือเจ้าคะ?"ป่านเซี่ยมองอันซิ่วเอ๋อร์อย่างแปลกใจ "ปักผ้าเสียสายตานะเจ้าคะที่จวนเราก็มีช่างปักฝีมือดีอยู่แล้ว ท่านปักไปก็ไม่ได้ใช้อะไร จะลำบากไปทำไมมีเวลาว่าง สู้ไปเรียนรู้งานบ้านงานเรือน อ่านหนังสือหรือฟังงิ้วผ่อนคลายไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ"
คำพูดเหล่านี้ ปกติแล้วป่านเซี่ยไม่ควรพูดแต่ช่วงนี้อันซิ่วเอ๋อร์ปฏิบัติต่อนางเหมือนน้องสาว ทำให้นางกล้ามากขึ้นบางครั้งก็กล้าพูดเล่น หรือแม้แต่เสนอแนะในเรื่องที่ไม่เหมาะสมบ้าง
ทุกครั้งอันซิ่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยโกรธแต่ครั้งนี้พอป่านเซี่ยพูดจบ สีหน้านางกลับสลดลง "ข้าอยากปักผ้าหาเงิน"
"ไม่เห็นจำเป็นเลยเจ้าค่ะคุณชายใหญ่ให้เงินไว้ตั้งเยอะแล้ว" ป่านเซี่ยยังคงพูดประโยคเดิม
"แต่ข้ารู้สึกว่าใช้เงินที่หามาเองมันสบายใจกว่า เจ้าจะว่ามันเป็นศักดิ์ศรีเล็กๆ น้อยๆที่น่าหัวเราะของข้าก็ได้ ไม่อย่างนั้น ครั้งหน้าที่ข้าต้องเจอฮูหยินผู้เฒ่าข้าจะเอาความกล้าที่ไหนไปสู้หน้าท่าน"
"บ่าวไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะแต่บ่าวจะพาฮูหยินไปร้านปักผ้า" ป่านเซี่ยไม่อยากซักไซ้เรื่องที่ไม่ควรนำอันซิ่วเอ๋อร์ไปยังร้านปักผ้า
พอก้าวเข้าร้านปักผ้าอันซิ่วเอ๋อร์ก็ถึงกับตะลึง งานปักลวดลายต่างๆ แขวนเรียงรายอยู่เต็มร้านงดงามวิจิตรจนนางตาลาย เมื่อก่อนนางคิดว่าฝีมือปักผ้าเช็ดหน้าของตนก็ไม่เลวแล้วแต่พอมาเทียบกับที่นี่ รู้สึกได้เลยว่าฝีมือของตนช่างห่างชั้นนัก ไม่ใช่แค่ฝีมือแม้แต่วัตถุดิบและเส้นไหมก็เทียบกันไม่ได้เลย
หลังจากชื่นชมงานปักในร้านอยู่ครู่ใหญ่อันซิ่วเอ๋อร์ก็แจ้งความต้องการกับเสี่ยวเอ้อร์ในร้านเสี่ยวเอ้อร์จึงจัดหาชุดอุปกรณ์ปักผ้ามาให้ชุดหนึ่งครั้งนี้ป่านเซี่ยจึงไม่ต้องกลับไปมือเปล่า
"ป่านเซี่ย ข้าใช้เงินไปเท่าไรเจ้าต้องช่วยข้าจำไว้ด้วยนะ วันหลังข้าจะคืนให้ เข้าใจหรือไม่?"
"ทราบแล้วเจ้าค่ะ" ป่านเซี่ยพยักหน้ารับคำ