ฉันได้มาโรงเรียนอย่างที่ตั้งใจในวันรุ่งขึ้น ถึง่หลังจะหยุดบ่อยไปหน่อยแต่เพราะควีนคอยตามเนื้อหาให้อยู่ตลอดเลยไม่มีปัญหากับการสอบ
ฉันอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีเมื่อก้าวเข้าห้องเรียนแล้วเจอคนที่คิดถึง เขายังคงดูดีเหมือนทุกวัน ดวงตาสีส้มประกายทองสดใสและอบอุ่นน่าหลงใหลไม่เปลี่ยน
“ เป็ยังไงบ้างครับ ? ”
“ หายดีแล้ว ” เขาทำสีหน้าเป็ห่วงเกินเหตุอีกคน ฉันจึงยิ้มตอบให้เขาสบายใจ
วันนี้ค่อนข้างว่างเพราะวิชาส่วนใหญ่สอนครบจบหลักสูตรของเทอมนี้แล้ว เหลือก็แต่วิชาศิลปะซึ่งอาจารย์สั่งงานสุดท้ายให้ออกมาวาดรูปในบริเวณโรงเรียน
เรามารวมตัวกันที่ลานสนามหญ้า ทุกคนมีสมุดสเก็ตช์เล่มใหญ่ในมือพร้อมกับกระเป๋าอุปกรณ์ใหญ่เล็กแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน
“ เนื่องจากสิ่งก่อสร้างของโรงเรียนเราถูกออกแบบมาอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์ วันนี้ครูจึงอยากให้ทุกคนสเก็ตช์ภาพสถานที่ภายในโรงเรียน ส่งภายในวันนี้ แยกย้ายได้ ” หลังจากรับโจทย์ทุกคนทยอยแยกย้ายกันไปตามที่ต่างๆ
ฉัน ควีนแล้วก็บอสเดินหาที่วาดด้วยกัน ควีนขอแยกก่อนเป็คนแรกเมื่อเดินมาถึงหอสมุดเก่าแก่ จึงเหลือแค่ฉันกับบอสที่ยังไม่รู้จะเลือกที่ไหนดี
“ ฉันว่าจะไปวาดเรือนเพาะชำแยกกันตรงนี้เลยก็ได้นะ ” ฉันหันข้างบอกคนที่เดินมาด้วยกันจนถึงหลังอาคารเรียน คนตัวสูงกว่ามองไปรอบๆ ทำหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิด
“ ไปด้วยกันก็ได้ ผมว่าจะวาดตึกเรียนนี่แหละ ”
ฉันไม่ได้ทักท้วงอะไร ถึงมันจะดูเป็ตึกทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาแต่ถ้ามองจากด้านหลังอาจจะดีก็ได้ มุมมองที่ไม่ค่อยได้เห็นอะไรแบบนั้น
เราเดินไปด้วยกันและหยุดนั่งในจุดที่มองเห็นทั้งเรือนเพาะชำและอาคารเรียนอย่างเด่นชัด เรานั่งลงกับพื้น แผ่นหลังพิงกันโดยไม่ได้ตั้งใจ อุปกรณ์ถูกวางไว้ข้างตัว สายตาจับจ้องอาคารตรงหน้าพร้อมกับขยับมือวาด
ฉันไม่เคยคิดเลยว่าแผ่นหลังของเขากว้างและอบอุ่นขนาดนี้ เวลาเขาขยับ ความร้อนที่ส่งผ่านเสื้อมามันทำให้ฉันแทบไม่มีสมาธิกับงานตรงหน้าเลย
“ เ้าหญิงชอบวาดรูปหรือเปล่า ? ” เขาชวนคุยหลังจากเราเงียบกันมาสักพัก
“ ฉันชอบศิลปะนะ แต่ถ้าต้องวาดเองไม่ค่อยวาดเพราะรู้สึกว่าตัวเองวาดไม่สวย นายล่ะ ? ” ฉันถามกลับพร้อมหันไปมองเขาแวบหนึ่ง
“ ผมเฉยๆไม่ค่อยมีเวลาด้วย แต่นานๆทีวาดก็สนุกดีเหมือนกัน ”
“ แล้วเวลาว่างนายชอบทำอะไรเหรอ ? ” ไม่บ่อยที่ฉันจะได้นั่งคุยเื่ทั่วไปกับเขาแบบนี้ ฉันอยากทำแบบนี้มาตลอด ฉันอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น
“ ถ้าไม่ออกไปสำรวจพื้นที่ก็อยู่ในห้องทำงาน อ่านหนังสือไม่ก็ซ้อมกีต้าร์ ”
“ เล่นกีต้าร์เป็ด้วย ? ” ฉันประหลาดใจมาก นึกว่าคุณชายอย่างเขาจะเล่นเปียโนไม่ก็ไวโอลินแต่เขากลับเลือกกีต้าร์อยากฟังเลยอ่ะ
“ ก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก เอาไว้มีโอกาสจะเล่นให้ฟังนะครับ ”
ฉันหันไปมองเขาอีกครั้ง จังหวะเดียวกับที่เขาหันมาพอดี เห็นรอยยิ้มแสนอบอุ่นของเขาแล้วจู่ๆหัวใจก็เต้นแรงผิดปกติ น่ารักมาก ไม่ว่าจะในร่างไหนก็น่ารักไปหมด
“ อยากฟังตอนนี้เลย ” ฉันบ่นกับตัวเองเบาๆ ไม่รู้เขาจะได้ยินไหม
“ ผมว่าจะถามหลายทีแล้ว เห็นที่วังปลูกดอกไม้เยอะเลย ชอบดอกไม้เหรอครับ ? ”
ฉันแปลกใจกับคำถามข้อนี้ ถ้าถามว่าชอบไหมก็ชอบนะ แต่ไม่ใช่เพราะฉันชอบถึงสั่งให้ปลูกเยอะขนาดนั้นหรอก สวนดอกไม้ที่แสนใหญ่โตนั้นฉันเห็นมาั้แ่เกิดแล้ว
“ น่าจะปลูกกันมาั้แ่ท่านปู่ท่านย่าทวดแล้วล่ะ ฉันเห็นมาั้แ่เกิดก็ต้องชอบอยู่แล้ว เมื่อตอนเด็กๆไปวิ่งเล่นบ่อยมาก โดนท่านย่าดุทุกที ” ฉันหลุดหัวเราะเมื่อนึกถึงตัวเองตอนเด็ก บอสเองก็หัวเราะตาม
“ ตอนเด็กๆผมก็ชอบออกไปเล่นข้างนอกกับจี เข้าป่าบ้าง ล่องเรือในทะเลสาบบ้างแล้วก็ต้องรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปเรียนพิเศษ ” เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนกลั้นขำ นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันได้ยินเื่ในวัยเด็กของเขา เผลอจินตนาการไปแล้ว ว่าเด็กชายจอตโตต้องน่ารักมากแน่
“ อยู่ด้วยกันมานานขนาดนั้นเลยเหรอ ดีจัง ”
“ ครับ เราผ่านเื่ต่างๆด้วยกันมาเยอะมาก รู้ใจกันทุกเื่ เขาเป็ทั้งเพื่อนสนิทที่สุดของผมและคนที่ผมไว้ใจมากที่สุด ”
พอนึกตามคำพูดของเขา ทุกครั้งที่อยู่นอกโรงเรียนทำหน้าที่บอสของวองโกเล่ ก็จะเห็นพวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกันตลอดจริงๆ น่าอิจฉาจังที่ได้เจอมิตรภาพที่ดีขนาดนี้ ฉันเองก็อยากมีบ้าง
“ ว่าแต่ปิดเทอมฤดูร้อนนี้มีแพลนจะไปไหนหรือเปล่าครับ ? ถ้าว่างอยู่ วันเสาร์นี้ผมอยากพาเ้าหญิงไปที่ที่หนึ่ง เ้าหญิงต้องชอบแน่ ”
“ ที่ไหนอะ ? ” มาแปลกแฮะ อยู่ๆก็ชวนเที่ยว นึกว่าเขาจะยุ่งตลอดเวลาซะอีกแถมยังบอกว่าเป็ที่ที่ฉันชอบด้วย
“ ความลับครับ ”
ความเ้าเล่ห์นั่นทำเอาฉันอยากตีเขาหนักๆสักสองสามที ร้ายนักนะ
“ เอาสิ ไปก็ได้ ” ฉันพูดขึ้นเบาๆ ไม่ได้หันไปมองด้วยว่าปฏิกิริยาคนข้างหลังเป็ยังไงเพราะกำลังพยายามซ่อนความเขิน
“ ผมจะไปรับที่วังตอนสิบโมงนะครับ ” น้ำเสียงระรื่นบ่งบอกว่าคนพูดกำลังมีความสุข ยิ่งทำให้ฉันกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่ เลยทำได้แค่พยักหน้าตอบและแกล้งทำเป็วาดรูป ทั้งๆที่ตอนนี้ใจไม่อยู่ที่รูปเลย อยากรู้จังว่าเขาจะพาไปที่ไหน
เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณบ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังตามเครื่องกระจายเสียง ทั้งสองรีบเก็บของ ส่งงานที่เสร็จสมบูรณ์ให้อาจารย์และกลับเข้าห้องเรียนเพื่อเก็บกระเป๋า
หลังจากนี้เมื่อเ้าหญิงแคนดี้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง เธอจะมาในฐานะรุ่นพี่ปีสอง ได้ย้ายห้องเรียนและอาจจะได้เพื่อนใหม่หากไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับเพื่อนสนิท
วองโกเล่พรีโม่เก็บของ เดินตามเ้าหญิงแคนดี้ไปถึงหน้าโรงเรียน เขาจะเดินไปส่งเธอทุกวันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างทาง
เขามองคนตัวเล็กกอดลาเอมมาลี ควีน ก่อนจะหันกลับมาโบกมือให้เขาที่ยืนอยู่ไม่ห่าง
“ ไว้เจอกันนะ ”
“ เจอกันครับ ” เขายิ้มตอบ มองเธอขึ้นรถจนกระทั่งรถขับออกไปไกลสุดสายตา
หลังจากเธอกลับโดยสวัสดิภาพ ถึงเวลาที่ตัวเขาเองต้องกลับแล้วเช่นกัน เขาเดินไปหารถสองคันที่จอดห่างจากประตูโรงเรียนเล็กน้อย ผู้เป็มือขวายืนสูบบุหรี่พิงรออยู่ที่รถคันที่สอง
จีเปิดประตูเบาะหลังรอเ้านาย รับกระเป๋านักเรียนที่เขายื่นให้เก็บไว้กับตัว ก่อนจะย้ายตัวเองไปนั่งข้างคนขับและดับบุหรี่กับที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งวางอยู่ตรงคอนโซลรถ
“ วันนี้เป็ไงบ้าง ” จอตโตถามเื่งานทันทีที่ขึ้นรถ พลางหยิบเอกสารบนสุดจากกองแฟ้มข้างตัวขึ้นมากวาดตาอ่านคร่าวๆ
“ ก็ไม่มีอะไรเป็พิเศษ การประชุมเื่ที่จะกระจายอำนาจไปที่ญี่ปุ่นก็ให้อลาวดี้เข้าแทน ดูเหมือนว่ายังหาข้อสรุปไม่ได้ ” จีรายงานความคืบหน้าทั้งหมดในแต่ละวัน เป็หนึ่งในกิจวัตรเพราะบอสไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองได้เต็มที่จึงต้องรู้ความเคลื่อนไหวทุกอย่างอยู่ตลอด
เ้าของเส้นผมสีทองหนาไม่ได้ตอบอะไรกลับ เขาใช้ปากกาที่วางอยู่แถวนั้นเซ็นเอกสารสองสามฉบับแล้วส่งให้จี
“ พรุ่งนี้มีกำหนดการอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า ” เขาเท้าคางมองหน้าต่างถามมือขวาซึ่งกำลังเปิดสมุดโน้ตดูตารางงานในวันพรุ่งนี้
“ จะไปร่วมงานแต่งงานลูกสาวแก๊งมาริเซียไหม ”
วองโกเล่พรีโม่นึกหน้าหัวหน้าแก๊งมาริเซีย หนึ่งในพันธมิตรที่ดีมาอย่างยาวนานของวองโกเล่ ลูกสาวเพียงคนเดียวของเขากำลังจะแต่งงาน ถ้าไม่ไปเข้าร่วมจะดูไร้น้ำใจเกินไปหน่อย
“ อืม ไป นายไปด้วยนะ ”
“ ครับ แล้วก็— ”
ตื้อ ดื้อ ดื้อ ดือ
เสียงมือถือของจอตโตดังขึ้นกะทันหัน เขายกมือให้จีเป็สัญญาณว่าหยุดพูดก่อนแล้วล้วงหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงออกมาดู
ยิ่งเห็นชื่อคนที่โทรมา คิ้วบลอนด์ทองยิ่งขมวดผูกเป็โบว์
“ มีอะไร ” เขากดรับด้วยเสียงเหนื่อยใจ จนจีหันหลังกลับมามองว่าใครโทรมา
[ ไม่มีอะไรโทรหาวองโกเล่พรีโม่ผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้เหรอครับ ] ปลายสายหยอกล้อบอสเสียงสนุก แต่คนฟังกลับทำหน้าหน่าย
จีหันมา ขยับปากถามแบบไม่มีเสียงว่า ‘ ใคร ’
บอสเลยตอบกลับไปแบบไร้เสียงว่า ‘ มาซิโอ้ ’ พอรู้ตัวคนโทร จีก็กุมขมับตามไปอีกคน
“ คุยงานอยู่ ถ้าไม่มีอะไรจะวาง ”
[ ดะ…เดี๋ยวก่อน! ] มาซิโอ้รีบท้วงขึ้น
[ ตอนนี้ฉันอยู่มิลานแล้วนะ ไปย้อนความหลังกันหน่อยไหม ] คนฟังหันมองหน้าเ้าของเส้นผมสีแดงเพลิงด้วยความใ จีขยับปากตอบกลับมาแบบไม่มีเสียงว่า
‘ นั่นแหละที่ฉันจะบอก ’
“ ฉันเบื่อจะไปร้านนั้นแล้ว ” จอตโตถอนหายใจก่อนจะตอบไปแบบส่งๆ
มาซิโอ้ คุณชายจากตระกูลแสนร่ำรวย หน้าตาดีแถมยังเ้าชู้ตัวพ่อ เขาเป็เพื่อนกลุ่มเดียวกับจอตโตและจีมาั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แม้ตัวเองจะย้ายไปอยู่อังกฤษแต่ทุกครั้งที่กลับมาอิตาลี พวกเขาจะออกไปสังสรรค์ด้วยกันเสมอ
[ ก็ไม่แปลก นายเก็บสาวๆในร้านครบแล้วนิ ] ปลายเสียงหัวเราะ ในขณะที่คนถูกพาดพิงนวดขมับตัวเองเบาๆพอให้หายปวดหัว
“ นั่นมันนายตั้งหาก ฉันไม่เคยทำแบบนั้นสักหน่อย ”
[ แต่จีก็ใช่เล่นละนะ พวกนายคงออกไปบริหารเสน่ห์กันทุกคืนเลยสิท่า ได้เบอร์สาวครบทั้งอิตาลียัง ? ] ชายหนุ่มยังคงพูดติดตลกจนบอสถอนหายใจทิ้งอีกหลายครั้ง
“ ฉันเลิกเที่ยวกลางคืนแล้ว นี่ก็ไม่ได้ไปมาครึ่งปีแล้วมั้ง ”
[ ว่าไงนะ!! ] เขาอุทานเสียงดังจนคนฟังต้องถือโทรศัพท์ให้ห่างเพื่อถนอมแก้วหู จอตโตจึงกดเปิดลำโพงให้คนที่นั่งหน้าได้ยินด้วย
[ จี ฉันว่าบอสของนายโดนล้างสมองแล้วแน่เลย แต่ไม่เป็ไรเราไปกันสองคนก็ได้ ] จีแค่นหัวเราะ ก่อนจะตอบปลายสายโดยที่สายตายังมองกระจกข้างตัว
“ ฉันก็ไม่ค่อยได้ไปเหมือนกัน นั่งดื่มที่บาร์ในปราสาทวองโกเล่ก็เงียบสงบดี ”
[ ไม่จริง! พวกนายบ้าไปแล้ว ไปตกหลุมรักนางฟ้าเข้าหรือไงถึงจะมากลับตัวกลับใจเป็คนดีตอนนี้ ] คุณชายโวยวายไม่หยุด ผิดกับคนที่เหลือที่นั่งในรถเงียบไม่พูดอะไร
[ ไปด้วยกันเถอะนะ ไปคลับธรรมดาก็ได้ คิดซะว่ามาเจอเพื่อนนะ? ] เพื่อนสนิททั้งสองหันมองหน้ากัน ต่างคนต่างคิดหาทางออกให้เื่นี้
“ ก็ได้ งั้นพรุ่งนี้เจอกันเวลาเดิม ส่วนร้านเดี๋ยวเลือกให้ ”
[ ต้องงี้สิเพื่อน วองโกเล่พรีโม่สุดหล่อ แสน— ] เ้าของโทรศัพท์ตัดสายทิ้งทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนหมดธุระแล้ว เขาโยนโทรศัพท์ไว้ข้างตัวก่อนจะถอนหายใจออกมาอีกรอบ
“ โทรไปจองโต๊ะร้านที่เราเพิ่งเปิดแถวโรดาโน่ จะได้ไปเยี่ยมกิจการด้วย ” เขามอบหมายหน้าที่ให้จี เป็จังหวะเดียวกับที่รถพาพวกเขามาถึงปราสาทวองโกเล่
พวกเขาลงจากรถพร้อมกัน ลูกน้องผู้ซึ่งยืนรักษาความปลอดภัยโค้งให้ด้วยความเคารพ
จอตโตแยกตัวขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานที่อยู่ชั้นสองเพียงลำพัง เขาถอดเข็มกลัดของเดม่อนกลับสู่ร่างกายปกติ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังสีดำเบาะหนา และหยิบเอกสารที่เหลือมาอ่าน
เขาจะนั่งเคลียร์เอกสารในแต่ละวันมากกว่าสองชั่วโมง ก่อนจะขึ้นไปอาบน้ำในห้องนอนบนชั้นสามแล้วลงมากินข้าวกับผู้พิทักษ์ทั้งหกคน แม้จะไม่มีกฎตายตัวบังคับแต่ทุกคนก็มานั่งกันพร้อมหน้าเพื่อพูดคุยกันในหลายๆหัวข้อ
“ อลาวดี้ท่าทางของแก๊งวาเรียในที่ประชุมวันนี้เป็ยังไงบ้าง ” จอตโตถามคนที่นั่งอยู่ท้ายโต๊ะพลางหั่นปลาในจาน
“ หัวหน้าที่ชื่อซันซัสก็ยังยืนกรานไม่ยอมรับ แล้วก็ทำตัวเป็เด็กเหมือนทุกที ” เ้าของเส้นผมสีทองซีดตอบเสียงราบเรียบโดยไม่แม้แต่จะหันมามองคนถาม ถึงเขาจะไม่ชอบการรวมตัวเป็กลุ่มแต่ถ้าแค่นั่งกินข้าวด้วยกันครู่เดียว เขาก็พอทนได้
“ เอาไงบอส ไม่รีบจัดการเดี๋ยวก็เื่ใหญ่หรอก รายนั้นยิ่งอารมณ์รุนแรงอยู่ด้วย ” ผู้ที่เด็กที่สุดในโต๊ะ แรมโพเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
“ จัดประชุมด่วนวันเสาร์นี้อีกครั้งดีไหมขอรับ ” ชายหนุ่มในชุดขุนนางญี่ปุ่นซึ่งนั่งด้านซ้ายมือของจอตโต เช่นเดียวกับตำแหน่งมือซ้ายของบอสเอ่ยถามด้วยความกังวล
“ ไม่ ยังก่อน วันเสาร์ฉันมีธุระสำคัญ ”
“ ธุระอะไรครับ? จะให้จัดคนไปช่วยไหม ” เดม่อนยิ้มแย้มผิดปกติ ดูเ้าเล่ห์เหมือนรู้ว่าธุระที่ว่าคืออะไรแต่แกล้งทำเป็ใสซื่อ
“ ฉันจะกลับบ้านที่โคโม่ ” เขามองหน้าผู้หวังดีอย่างรู้ทันและตอบกลับสั้นๆ ก่อนจะสนใจอาหารตรงหน้าต่อ
“ ฉันอิ่มแล้ว ขอตัว ” อลาวดี้ลุกออกไปเป็คนแรกเหมือนทุกที ตามด้วยเดม่อนที่หายตัวไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น คนที่เหลือยังนั่งจิบไวน์อยู่ที่โต๊ะ
จีมองเพื่อนสนิทของตัวเองแล้วก็พอจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงจะกลับบ้านเกิด ที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง สถานที่ที่เป็เขาอย่างแท้จริง ถ้าเขาเป็จอตโตเขาก็คงจะพาเธอไปที่นั่นเช่นกัน
“ ขอตัวก่อนนะ ต้องไปเตรียมบทสุนทรพจน์ที่จะพูดในงานแต่งพรุ่งนี้ ” บอสยกไวน์แดงที่เหลืออยู่น้อยนิดขึ้นดื่มจนหมด เช็ดปากกับผ้าที่วางบนตัก แล้วลุกเดินออกไป
ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องทำงานอีกครั้ง นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิม เขาเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะ ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ที่อยู่ไม่ห่างขึ้นมากดเลือกเบอร์จากในรายชื่อ
มือหนาค้างอยู่ที่เบอร์ของคนๆหนึ่ง เขาชั่งใจอยู่สักพักแต่ก็รวบรวมความกล้ากดโทรออกไปในที่สุด
นิ้วมือเรียวยาวเคาะโต๊ะถี่บ่งบอกถึงความประหม่า เสียงสัญญาณดังเพื่อรอให้อีกฝ่ายรับ ดังพอๆกับเสียงหัวใจที่เต้นไวเหมือนกำลังรัวกลอง บอสคิดว่าตัวเองตายได้เลยถ้าหัวใจเต้นแรงแบบนี้บ่อยๆ
[…ไง ] ปลายสายเงียบไปสองวินาทีแล้วจึงพูดออกมาเบาๆ
“ ขอโทษที่โทรมาเวลานี้ รบกวนเ้าหญิงหรือเปล่าครับ? ” เขารีบพูดด้วยความเร็วที่ผิดไปจากเดิม คงเพราะตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ มีสติพอจะไม่พูดอะไรแปลกๆออกไปได้ก็เก่งมากแล้ว
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาโทรหาเ้าหญิงแคนดี้ั้แ่ได้เบอร์เธอมา ความจริงเขาอยากโทรหาอีกฝ่ายทุกวันอย่างที่เคยพูดไว้แต่รู้ดีว่าควรยับยั้งชั่งใจ ไม่ก้าวล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของเธอมากเกินจนเธออาจรำคาญ
[ ไม่เป็ไร คุยได้ มีอะไรหรือเปล่า? ]
“ แค่จะโทรมาคอนเฟิร์มนัดวันเสาร์นี้… ”
[ อือ...โอเค ] เสียงหวานเอ่ยเพียงเท่านั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ แม้จะหมดธุระแล้วแต่คนโทรไปก็ยังไม่อยากวาง จึงพยายามหาเื่ชวนคุย
“ ทำอะไรอยู่ ? ”
[ อ่านหนังสือ เดี๋ยวก็จะนอนแล้ว นายล่ะ? ]
“ ทำงานครับ ”
[ อย่าหักโหมมากนะเดี๋ยวจะไม่สบาย ]
จอตโตยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าปลายสายเป็ห่วง เสียงหวานเหมือนน้ำผึ้งชโลมจิตใจอันเหนื่อยล้าของเขาให้กลับมากระชุ่มกระชวย
“ ครับ เจอกันนะ ”
[ เจอกันค่ะ ฉันจะแต่งตัวสวยๆรอ ] ปลายสายพูดทีเล่นทีจริง เรียกรอยยิ้มจากอีกฝ่ายอย่างได้ผล
“ ครับ ไม่กวนแล้ว นอนเถอะ ฝันดีนะ ” เขากล่าวอย่างนุ่มนวล บวกกับเสียงในร่างผู้ใหญ่ที่มีความนุ่มลึกเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจะไม่มีทางรู้เลยว่าตอนนี้เ้าหญิงหน้าแดงขนาดไหน
[ ฝันดีค่ะ ]
เขาเชื่อกับตัวเองว่าวันนี้ต้องฝันดีจริงๆแน่ที่ได้ยินเสียงเธอก่อนนอนแบบนี้ เขาถือสายค้างไว้สักพักจนเ้าหญิงกดวาง แล้วเริ่มทำงานที่โต๊ะอย่างอารมณ์ดี
.
.
.
วองโกเล่พรีโม่ในชุดสูทคลุมด้วยผ้าคลุมสีดำยาว ประดับด้วยเหรียญเกียรติยศคือชุดประจำตำแหน่งที่เขาจะใส่เฉพาะเวลาต้องไปงานสำคัญหรืองานที่ต้องพบผู้คนจำนวนมาก
เขานั่งรถไปกับผู้เป็มือขวา พร้อมด้วยลูกน้องซึ่งขับตามไปรักษาความปลอดภัยอีกสองคัน
ในงานมงคลประดับประดาด้วยดอกไม้ แน่นขนัดไปด้วยฝูงชนที่แห่มาร่วมแสดงความยินดีจากทั่วสารทิศ แก๊งมาริเซียค่อนข้างมีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจหลายด้านจึงมีคนมากมายมาร่วมงานในวันนี้
จีในชุดสูทสีแดงเืหมูยื่นชื่อดอกไม้ขนาดใหญ่พร้อมกล่องของขวัญให้ผู้เป็หัวหน้าแก๊ง ในขณะที่บอสกำลังกอดแสดงความยินดีกับบ่าวสาว
จอตโตขึ้นกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีกับครอบครัวมาริเซียท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อย เขาได้รับเกียรตินี้เพราะในโลกของมาเฟียไม่มีใครมีอำนาจไปมากกว่าเขาอีกแล้ว
บอสกล่าวถ้อยคำสละสลวยกินใจผู้ฟังได้อย่างสุขุมและสมบูรณ์แบบจนหญิงสาวแทบทุกคนในงานที่ยังไม่มีคู่ครองเตรียมแก้วน้ำในมือรอยื่นให้เขาเพื่อหวังพิชิตใจชายหนุ่ม
จอตโตเดินกลับมาที่โต๊ะ หวังจะนั่งจิบไวน์แก้กระหายโดยไม่มีใครมารบกวน แต่เขากลับถูกห้อมล้อมทันทีที่ลงจากเวที เขาชะเง้อมองไปที่โต๊ะเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทก็มองไม่เห็นเพราะจีเองก็กำลังถูกล้อมอยู่เช่นกัน
“ คำพูดเมื่อกี้ได้ใจฉันไปเต็มๆเลยค่ะ ” หญิงสาวหน้าตาสวยสง่าคนหนึ่งยิ้มหวานพลางยื่นแก้วไวน์ให้บอส
“ ขอบคุณครับ ” เขายิ้มตอบแต่ไม่ได้รับแก้วมา จากนั้นก็มีผู้หญิงคนอื่นทำแบบเดียวกัน คนนอกมองเข้ามาคงจะอิจฉาที่เขาเนื้อหอมขนาดนี้แต่สำหรับเ้าตัวแล้ว ถ้าไม่ติดว่าต้องรักษาความสุภาพไว้ เขาคงจะเดินหนีออกมาทันที
ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาคงจะเลือกรับแก้วจากผู้หญิงที่เขาชอบสักคนแล้วก็อาจจะชวนเธอไปคุยที่โต๊ะหรือพาไปเต้นรำแต่ทุกอย่างจะจบลงในวันนั้น ไม่มีการสานสัมพันธ์อะไรต่อ นั่นเพราะเขายังไม่เจอผู้หญิงที่ทำให้เขาอยากหยุดงานมาใช้เวลาร่วมกัน แต่ตอนนี้เขาเจอแล้วและเขาจะไม่มาเสียเวลากับคนอื่นเด็ดขาด
จีแยกตัวเองออกมาจากหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง หยิบแก้วไวน์ติดมือด้วยหนึ่งแก้วแล้วเดินไปช่วยคนที่ปั้นหน้ายิ้มจนเหนื่อย
“ นี่ครับ ” เขาฝ่าฝูงชนเข้าไปหาจอตโตพร้อมยื่นแก้วไวน์ให้เขา
“ ขอบคุณ ” เขารับแก้วจากเ้าของเส้นผมสีแดงเพลิง เดินหนีออกมาตามช่องโหว่ที่เกิดขึ้นแล้วเดินออกจากงานทันที
เขาหมดหน้าที่แล้ว ความวุ่นวายทำให้เขาเลือกที่จะกลับไปทำงานเพื่อจะได้ไปพักผ่อนได้อย่างสบายใจในภายหลัง
เมื่อดวงอาทิตย์หมดเวลาทำงานท้องฟ้ามืดสนิทจนเห็นดวงดาว เป็สัญญาณบ่งบอกว่าหมดเวลาทำงานของทั้งสองแล้วเช่นกัน
พวกเขาเปลี่ยนชุดเลือกขับซุปเปอร์คาร์เปิดประทุนสีส้มสดออกไปตามนัดที่ได้คุยไว้ก่อนหน้านี้
ผู้เป็มือขวารับหน้าที่ขับรถให้ เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีครีมเว้นไม่ติดกระดุมหนึ่งเม็ดคู่กับกางเกงชิโน่สีน้ำตาลเข้มช่วยทำให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูซอฟท์ลง ต่างกับบอสที่ใส่เชิ้ตแขนยาวสีดำกับกางเกงดำทั้งชุดยิ่งขับให้ผิวขาวกับผมสีทองดูสว่างมีออร่ามากขึ้น
รถหรูขับผ่านเข้าในตัวเมืองแล้วจอดลงหน้าตึกแห่งหนึ่งในย่านทันสมัย ผิดจากภาพคุ้นชินตาที่เป็ตึกดั้งเดิมก่อด้วยอิฐสีส้ม
ตึกสิบสองชั้นทั้งหมดนี้เป็โรงแรมห้าดาวเปิดใหม่ของวองโกเล่ โดยมีชั้นบนสุดเป็คลับสุดหรู แม้ดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ด้วยสปอร์ตไลท์และเส้นไฟที่ตกแต่งอยู่ทั่วทำให้ตึกสูงดูสวยโดดเด่นขึ้นมา
เหล่าชายฉกรรจ์ในชุดสูทยืนตอบรับเ้านายอยู่หน้าตึก จียื่นกุญแจรถให้ลูกน้องคนหนึ่งแล้วค่อยเดินตามบอสเข้าไปในล็อบบี้ซึ่งมีลูกค้าใช้บริการอยู่ประปราย
ภายในตกแต่งอย่างทันสมัยไม่ต่างจากภายนอกแต่ยังคงความหรูหรา งดงามด้วยเฟอร์นิเจอร์สั่งทำ อีกทั้งการเลือกโทนสียิ่งช่วยเสริมความมีระดับ
ทั้งสองเดินเข้าไปในลิฟต์ด้านขวามือ เลือกกดปุ่มชั้นบนสุด
สิ่งแรกที่เห็นหลังจากลิฟต์เปิดออกคือทางเดินมืดสลัวพอให้มองเห็นพื้นพรมกำมะหยี่สีแดง เดินตามทางไปจะเจอพนักงานรักษาความปลอดภัยตัวใหญ่ล่ำสองคนยื่นคุมอยู่หน้าประตูสีดำบานใหญ่
เสียงเพลงแจ๊สจากวงดนตรีเล่นสดบนเวทีคือสิ่งแรกที่จะต้อนรับผู้มาเยือนทั้งหลาย การตกแต่งอย่างหรูหราพิถีพิถันถูกพลางด้วยแสงไฟน้อยนิด โต๊ะหลายตัวถูกจับจองแม้จะเพิ่งหัวค่ำ
พนักงานพาพวกเขาไปยังโต๊ะริมสุดที่จองไว้ ทั้งคู่นั่งลงบนชุดโซฟาสีไวน์แดงนุ่มทรงครึ่งวงกลม พร้อมสั่งบรั่นดีที่ดีที่สุดในร้านเพื่อต้อนรับเพื่อนที่กำลังเดินทางมา
“ ร้านนายสวยดีนะ ”
บอสหันมองตามต้นเสียง จับจ้องที่ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลครีมในเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีกรมท่าซึ่งกำลังเดินตามพนักงานมาเพียงลำพัง
“ ไม่เจอกันตั้งสองปี ยังเหมือนเดิมเลย ” เ้าบ้านทั้งสองลุกขึ้นกอดทักทายเพื่อน รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา ภาพคืนวันที่ยังเป็เด็กหนุ่มเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำ
“ ซาลูทเต้ ” เหล่าชายหนุ่มหยิบแก้วเหล้าขึ้นกระทบ จอตโตจิบเพียงเล็กน้อยในขณะที่จีกับมาซิโอ้ยกดื่มจนหมดแก้ว
“ อ่าา…เยี่ยม ” หนุ่มอังกฤษร้องออกมาอย่างพอใจหลังจากได้ลิ้มรสเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นดีพร้อมกับเพื่อนที่ไม่ได้เจอหลายปี
“ ยังมีอีก ” บอสส่งสัญญาณให้พนักงานด้านหลัง อีกฝ่ายพยักหน้า เดินหายไปหลังเคาน์เตอร์แล้วกลับออกมาพร้อมสาวสวยสี่คนในชุดเน้นสัดส่วนเว้าโค้ง
“ บอสคะหายไปไหนมาตั้งนานไม่มาหามินนี่เลย มินนี่คิดถึงบอสมากนะคะ ” ผู้หญิงผมสีดำยาวตรงในชุดกระโปรงสายเดี่ยวสีแดงเข้ามานั่งข้างจอตโต ใช้น้ำเสียงออดอ้อนต่อว่าผู้เหนือกว่า เธอกอดแขนเขาแน่น ขยับแนบชิดชนิดที่นั่งบนตักเขาได้คงทำไปแล้ว
“ นี่มาซิโอ้เพื่อนฉันเอง ฝากดูแลด้วยนะ ” แม้เธอจะสวยสะกดสายตาชายหนุ่มทุกคนที่เดินผ่านแต่เ้าของดวงตาส้มประกายทองกลับมองข้ามหญิงสาวแล้วแนะนำคนข้างๆแทน
ด้วยความรู้งานเธอย้ายที่มานั่งข้างแขกต่างบ้านต่างเมืองและเริ่มใช้มารยาหญิงโปรยเสน่ห์ มาซิโอ้ใจอ่อนฮวบแม้ข้างกายเขาจะมีสาวสวยอีกคนนั่งอยู่แล้วแต่ไม่อาจต้านทานความงามตรงหน้าได้
“ แล้ว่นี้เป็ไง ” จีถามพลางยกบุหรี่ขึ้นสูบ มืออีกข้างถือแก้วที่สาวผมสั้นข้างตัวรินไว้ให้
“ ก็เรื่อยๆไม่มีอะไรน่าห่วง นี่ก็แวะมาดูสาขาย่อยที่เพิ่งเปิดเลยถือโอกาสมาหา พวกนายล่ะ? ” ชายหนุ่มตาสีฟ้าซึ่งนั่งตรงข้ามคนถามยิ้มแย้มอารมณ์ดี สองมือโอบเอวบางสาวสวยข้างๆอย่างพอใจ
“ ก็เหมือนเดิม ” บอสแทรกตอบ สายตามองบรรยากาศรอบข้าง ไม่ได้สนใจหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้วย
“ ได้เจอคนอื่นบ้างไหม เควินยังอยู่เวนิสปะ ? ”
“ นายก็รู้ว่ายิ่งเราโตขึ้นเรายิ่งหาโอกาสเจอเพื่อนได้น้อยลง ” จอตโตกล่าวทั้งรอยยิ้มพลางยกแก้วขึ้นจิบ
“ นั่นมันคำพูดของคนแต่งงานแล้วหนุ่มโสดอย่างเราจะทำอะไรก็ได้ เว้นแต่….นายจะมีแฟนแล้วไม่บอกฉัน ” เขาหรี่ตาจับผิดเ้าของผมสีทองด้วยรอยยิ้มเลศนัย
“ ยัง….ไม่ใช่แฟน ” ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รู้เพราะแอลกอฮอล์หรือเพราะคิดถึงหน้าใครบางคนเข้า
“ วิ้วว~ สาวสวยที่ไหนทำบอสเสียอาการได้ขนาดนี้กันนะ ฉันละอยากเห็นหน้าจริงๆ ” มาซิโอ้ผิวปากหยอกล้อผสมกับเสียงฮือฮาจากสาวๆที่นั่งร่วมโต๊ะ เมื่อเห็นว่าเ้าตัวไม่ตอบอะไรเขาจึงหันไปหาอีกคนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่แทน
“ จี ”
แค่เรียกชื่อเพื่อนกันก็เข้าใจกันในทันที เ้าของชื่อหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเปิดรูปเ้าหญิงแคนดี้ขณะกำลังล่าสัตว์ที่เขาแอบถ่ายเพื่อส่งรายงานจอตโตยื่นให้หนุ่มอังกฤษดู
“ โว้ว โคตรน่ารัก ยังดูเด็กอยู่เลยนะเนี่ย ”
จอตโตรีบแย่งโทรศัพท์กลับ มือหนาส่งคืนให้เ้าของด้วยความขุ่นเคือง
“ จี! ” แม้เขาจะโดนดุแต่เ้าตัวกลับหัวเราะออกมาจนแทบสำลักควัน
“ ทำไมยังไม่ลบรูปนี้ออกจากโทรศัพท์? ”
ดวงตาสีแดงเพลิงมองเ้านายที่กำลังทำหน้าไม่พอใจ แววตาอบอุ่นจ้องเขม็งราวกับกำลังจับผิดเขาอยู่
“ ลืมน่ะ เดี๋ยวก็ลบอย่าคิดมากเลย ” เขาตอบกลับอย่างใจเย็น จอตโตจึงเลิกเซ้าซี้ต่อแม้ความจริงเขาจะไม่ทำตามที่พูดก็เถอะ
ทั้งสามยังคงดื่มและพูดคุยกันจนเข็มสั้นนาฬิกาแตะเลขสิบสอง บอสเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ท่าทางใแทบสำลักน้ำชวนให้ผู้ร่วมโต๊ะคนอื่นใตามไปด้วย
“ ฉันกลับก่อนนะ ” เขาลุกขึ้นอย่างไม่รีรอจนมาซิโอ้ต้องขวางไว้
“ เดี๋ยวก่อน! จะรีบไปไหนเพิ่งจะเที่ยงคืนเอง รองเท้าแก้วไม่หายไปหรอก ” ชายหนุ่มพูดจาติดตลกตามนิสัยแต่จอตโตไม่ได้สนใจ
“ ฉันขับรถกลับนะจีนายให้ลูกน้องไปส่งแล้วกัน ”
“ ขับไหวหรือเปล่า ”
บอสยกยิ้มมุมปาก เดินตรงออกไปทางประตูโดยไม่เสียหลักการทรงตัวแม้แต่น้อยทั้งๆที่ดื่มหมดไปหลายแก้ว เห็นอย่างนั้นผู้เป็มือขวาจึงสบายใจได้ว่าเขามีสติพอขับรถกลับโดยปลอดภัยแน่นอน
“ เจอกัน ” เ้าของเส้นผมสีทองหนาโบกมือลา
คุณชายซึ่งยังตามสถานการณ์ไม่ทันนั่งทำหน้างงเมื่อเห็นเพื่อนเปลี่ยนไปขนาดนี้ ถ้าเป็เมื่อก่อนเที่ยงคืนคือเพิ่งจะเริ่มของจริง พวกเขาอยู่กันจนพระอาทิตย์ขึ้นก็ทำมาแล้ว
“ พรุ่งนี้มีงานเหรอ ? ” เขาหันถามเ้าของเส้นผมสีแดงซึ่งกำลังจุดบุหรี่ตัวที่สี่ของคืนขึ้นสูบ จีพ่นควันออกช้าๆ แย้มรอยยิ้มกับคำถามใสซื่อของเพื่อน
“ ไปเดท ”
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างมีนัยยะ มาซิโอ้เข้าใจแล้วว่าในที่สุดเพื่อนของเขาก็เจอคนที่อยากจริงจังด้วยสักที