อู๋เสี่ยวหรันในชาติที่แล้วนางเคยมองเฉิงอ๋องผู้นี้จากที่ไกลๆ เขาเป็คนเคร่งขรึมเ็า และที่สำคัญเขาเก่งกาจและโเี้มากเช่นกันคงมีแต่อู๋เสี่ยวหรันเท่านั้นที่ได้รับความห่วงใยจากเขาในฐานะน้องสาวที่ต้องปกป้อง
“เสร็จแล้วล่ะต่อจากนี้จะทำอะไรก็เรียกสาวใช้อย่าใช้มือข้างนี้มากนักที่สำคัญอย่าให้โดนน้ำ”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะว่าแต่พี่เสวี่ยเยวียนข้าขอเดินทางไปต้าเลี่ยพร้อมท่านได้ไหมเ้าคะคือว่า...ข้ายังมิเคยไปที่นั่นเลย” อู๋เสี่ยวหรันลองหยั่งเชิงเขา
“ไปครั้งนี้ข้าบอกตามตรงว่าข้ายังมีภารกิจอื่นอีกคงไม่สามารถพาเ้าไปด้วยได้แต่ครั้งหน้าข้าสัญญาว่าจะพาเ้าออกไปท่องเที่ยวด้วยอย่างแน่นอน” เฉิงอ๋องทำหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนบอกกับนาง
“ท่านอย่าได้คิดมากเช่นนั้นสิเ้าคะข้าเพียงแค่อยากออกไปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่หากท่านมีภารกิจ แต่ท่านสัญญาแล้วนะเ้าคะว่าครั้งหน้าต้องพาข้าไปด้วย”
อู๋เสี่ยวหรันนางไม่ได้ดึงดันอีกถ้านางเดาไม่ผิดนางคิดว่าครั้งนี้เขาคงจะไปเพื่อสืบข่าวและจัดการเส้นสายที่อยู่ที่นั่นการไปร่วมอวยพรเป็เพียงฉากบังหน้าเสียมากกว่า
“เข้าใจก็ดีแล้วอยู่ที่นี่ให้ดี”
“พี่เสวี่ยเยวียนกินมื้อค่ำมาหรือยังเ้าคะหากยังก็กินร่วมกันสักมื้อเถิดเ้าค่ะ พวกเราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว”
“ได้สิ” เมื่อเฉิงอ๋องตอบรับบ่าวรับใช้ก็รีบเพิ่มชุดข้าวและตะเกียบให้เ้านายจากนั้นทุกคนก็ออกจากห้องไปปล่อยให้สามีภรรยาได้ใช้เวลาร่วมกัน
แต่โม่เสวี่ยเยวียนเพียงกินไม่กี่คำเท่านั้นส่วนอู๋เสี่ยวหรันเองก็กินได้ไม่มากเช่นกัน ทั้งคู่จึงจบมื้ออาหารอย่างรวดเร็วโดยที่เฉิงอ๋องได้กลับไปทำงานต่อ ไม่ได้ค้างแรมที่ตำหนักของนาง
“ข้าออกไปส่งท่านเ้าค่ะ” อู๋เสี่ยวหรันลุกขึ้นและเดินออกมาส่งเขาจนถึงหน้าประตู
“กลับเข้าไปได้แล้วตรงนี้ลมแรงนัก” เขาพูดกับนางจากนั้นก็หันหน้าไปทางเหมยฮวาพยักหน้าส่งสัญญาณให้นางมาพาเ้านายกลับไป
สองนายบ่าวมองส่งเฉิงอ๋องออกไปจากนั้นตัวนางเองก็หันหลังกลับเข้าด้านใน
เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องออกไปโดยไม่คิดที่จะนอนค้างที่ตำหนักนี้เหมยฮวาและเหลียนฮวาต่างหันมามองหน้ากันและเข้าใจในความหมายที่ส่งมาทางสายตาทันทีแต่เพราะเป็เื่ของเ้านายบ่าวไพร่เช่นพวกนางไม่ควรสอดปากเด็ดขาด
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จแล้วอู๋เสี่ยวหรันเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในห้องนอนโดยที่ตอนนี้มันถูกเพิ่มโต๊ะสำหรับเขียนอักษรเข้ามาด้านในวางข้างหน้าต่างเพื่อรับลมและเปิดรับแสงใน่เวลากลางวันได้
เหตุที่ต้องทำเช่นนี้เพราะร่างกายของอู๋เสี่ยวหรันอ่อนแอมากและนางยังขี้หนาวมากเช่นกัน ยิ่งใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวเพียงสายลมเบา ๆก็ทำให้นางรู้สึกหนาวถึงกระดูกแล้ว
“เฮ้อ…ถ้าเ้าบ้าอวิ๋นอยู่ด้วยก็ดีสิข้าจะได้กลับมาเป็คนแข็งแรงเหมือนเดิมเร็วกว่านี้แน่ๆ” อู๋เสี่ยวหรันนั่งถอนหายใจกับตัวเอง
อู๋เสี่ยวหรันใช้เวลานี้จดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่นางตายไปเมื่อหนึ่งปีก่อนโดยรวบรวมจากเื่เล่าจากพวกเหมยฮวาและเหลียนฮวาแต่เื่ราวส่วนใหญ่ก็จะเป็เื่ที่เกิดขึ้นภายในแคว้นฮุ่ยหลงแห่งนี้เสียมากกว่า
“พระชายาขออนุญาตเข้าไปขอรับ”
เสียงของสามสิบดังขึ้น
“เข้ามาสิ”
หลังจากได้รับคำอนุญาตสามสิบก็เดินเข้ามาภายในห้อง ด้านหน้าห้องก็ยังมีบ่าวหญิงอยู่เฝ้าเอาไว้เขาเข้ามาพร้อมกับกระดาษห่อใหญ่
“นี่เป็ข้อมูลของคนในตำหนักทั้งหมดที่พระชายา้าขอรับ”
“ครั้งก่อนที่เ้านำมาให้ข้าน่าจะเป็คนที่มีตำแหน่งสูงทั้งหมดแล้วนี่ครั้งนี้ล่ะ”
“ครั้งนี้เป็เื่ของอดีตและภูมิหลังของครอบครัวแต่ละคนซึ่งนี่ก็รวมไปถึงคนรักเก่าหรือคนสนิทเก่าของอนุทั้งสามด้วยขอรับ”
“วางไว้บนโต๊ะเถอะไว้ข้าจะอ่านอีกที….ว่าแต่เ้ารู้จักหมอเทวดาเฟิ่งอวิ๋นหรือไม่”
“หมอเทวดาเฟิ่งอวิ๋นนั้นพวกเรารู้จักชื่อเสียงเป็อย่างดีขอรับเพียงแต่ว่าเมื่อประมาณหนึ่งปีก่อนเขาก็หายไปเสียดื้อ ๆและไม่มีข่าวว่าเขาปรากฏตัวที่ไหนอีกเลย พระชายา้าพบหมอเทวดาเฟิ่งหรือขอรับ”
“อืม ใช่แล้วล่ะ”
“เมื่อไม่นานมานี้ที่แถบชานเมืองมีข่าวว่าหมอพเนจรมารักษาชาวบ้านที่ยากไร้ แล้วก็พวกขอทานโดยไม่คิดเงินมีเสียงเล่าลือจากชาวบ้านถึงขั้นที่ว่า ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเจ็บป่วยใกล้ตายเพียงใดขอเพียงถึงมือหมอพเนจร ก็สามารถยื้อชีวิตกลับมาจากปรโลกได้ พวกคหบดีคนที่พอมีอันจะกินเคยขอให้เขามาช่วยรักษาคนในบ้าน แต่ก็ถูกหมอพเนจรปฏิเสธไปทุกรายเขาบอกเพียงว่าเขาจะรักษาให้คนที่เขาอยากรักษาเท่านั้นเคยมีคนถามว่าเขาเป็ใครมาจากไหนตัวเขาไม่ได้บอกอะไรเพียงแต่มักจะพูดว่าตนเป็ลูกศิษย์ฮั่วท้อเซียนซือขอรับ”
‘ฮั่วท้อเซียนซือเ้าบ้าอวิ๋นนั้นก็ชอบพูดว่าตนเป็ศิษย์เอกเช่นกันหรือว่าพวกที่เก่งการแพทย์มักจะเชิดชูตัวเองเช่นนี้เหมือนกันหมดนะ’
อู๋เสี่ยวหรันได้ฟังลักษณะของหมอพเนจรที่สามสิบเล่าให้ฟังดูจากนิสัยก็คล้ายว่าจะเป็เฟิ่งอวิ๋นสหายเก่าของนางอยู่เหมือนกัน
“ถ้าหากเขาเป็หมอเทวดาจริงคงเป็หมอที่มีจิตเมตตาคนหนึ่ง…. เ้าลองสืบข่าวของเขาดูแล้วกัน และทาบทามให้มาช่วยตรวจอาการของข้าได้หรือไม่แต่หากว่าเขาไม่ยินยอมก็ไม่ต้องบังคับเขา ทำเื่นี้เป็ความลับด้วย”
“ขอรับ”
“จริงสิรวบรวมเื่ของต้าเลี่ยหลังจากที่เผิงฮองเฮาตายมาด้วย”
“ได้ขอรับ”
เมื่อเห็นว่าพระชายาก้มหน้าลงไปขีดเขียนอีกครั้ง สามสิบจึงทำความเคารพจากนั้นก็จากไป
ทางด้านโม่เสวี่ยเยวียนหรือเฉิงอ๋องกลับไปยังห้องทำงานของตน นั่งลงบนโต๊ะตัวเดิมที่เขาให้เป็ที่ทำงานอยู่เป็ประจำเขาเลือกหยิบเอากระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกทำสัญลักษณ์ของตำหนักอ๋องไว้ขึ้นมาอ่าน
“จวิ้นเข้ามา” สิ้นเสียงของเขาก็มีองครักษ์คนสนิทคนเดิมก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะ
“นี่เป็ผลชันสูตรของบ่าวหญิงคนนั้นหรือ”
เฉิงอ๋องส่งกระดาษแผ่นนั้นให้หลี่จวิ้น
“ทูลท่านอ๋องนี่เป็ผลการตรวจสอบศพของบ่าวประจำตัวพระชายาเอกที่มีชื่อว่าซูเม่ยพ่ะย่ะค่ะ อวัยวะภายในของนางถูกสารหนูทำลายมาเป็เวลานานถ้าหากวันนั้นไม่มีพระชายาเอกอู๋ลงมือกระตุ้นอารมณ์เืและลมปราณของนางท่านหมอสวี่ที่เป็ผู้ตรวจสอบบอกว่าไม่เกินสามราตรีนางก็คงสิ้นลมพ่ะย่ะค่ะ”
“สืบหาต้นตอได้หรือไม่”
“สืบไปถึงบ่าวรับใช้ระดับล่างของร้านยาหมอสุ่นที่ประตูเหมันต์แต่เบาะแสก็ขาดหายไปเพราะบ่าวคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอยรวมถึงแม่ชราของเขาด้วยขอรับพวกเราจึงไม่สามารถนำหลักฐานออกมาได้ มีเพียงคำสารภาพก่อนตายของซูเม่ยว่าพระชายารองเป็ผู้บงการเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้วออกไปได้”
เฉิงอ๋องบอกด้วยเสียงเรียบ ๆส่วนตัวเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม เขาเริ่มครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่เขาทั้งได้เห็นและได้ยินสิ่งที่อู๋เสี่ยวหรันทำทั้งหมดที่คุกใต้ดิน
ในใจลึก ๆ เขารู้สึกว่านางเปลี่ยนไปมากทั้งชีวิตของนางที่เขารู้จักั้แ่เด็ก อู๋เสี่ยวหรันเป็คนอ่อนแอและขี้โรคแต่ก็มีนิสัยร่าเริงสดใสมาตลอด
จนกระทั่งบิดามารดานางตายไปนางก็พูดน้อยลงกลัวคนแปลกหน้า จะพูดคุยกับคนสนิทเท่านั้นหลังจากฟื้นตื่นจากความตายในครั้งนี้ นางก็เปลี่ยนไปราวกับกลายเป็คนละคน
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่นางได้พบผ่านมาตลอดหลายปีนี้นางเกือบตายมาแล้วหลายครั้ง หากนางจะกัดฟันลุกขึ้นสู้แล้วหันมารักตัวเองปกป้องตัวเองให้มากขึ้น นั่นก็เป็เื่ที่น่ายินดีมากเช่นกันอู๋เสี่ยวหรันที่เป็เช่นนี้ เขาจะได้วางใจและออกไปปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่
เมื่อนึกถึงอู๋เสี่ยวหรันเขาก็พลันนึกถึงผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเหมือนกันแต่นิสัยใจคอนั้นกลับตรงกันข้าม เรียกได้ว่าต่างกันราวกับฟ้าและก้นเหวหญิงนางนี้เขาเคยรู้จักมานานหรือจะเรียกว่าเป็ศัตรูคู่แค้นกันมาหลายปีมากกว่า
จนกระทั่งวันหนึ่งที่นางสิ้นชีพลงเขายังนึกเสียดายหญิงที่แข็งแกร่ง ฉลาดหลักแหลม วางแผนในการรบได้ดีเยี่ยมฝีไม้ลายมือการต่อสู้ของนางก็ไม่เป็รองใคร
แต่ลึก ๆลงไปแล้วเขารู้สึกเสียดายที่นางดวงตามืดบอด หลงรักชายผิดคนมากกว่าใช่แล้วหญิงสาวที่เขานึกถึงนั่นก็คือ อดีตแม่ทัพหญิงเผิงเสี่ยวหรัน อดีตฮองเฮาของต้าเลี่ย
หากอู๋เสี่ยวหรันมีนิสัยหรือความสามารถได้สักครึ่งหนึ่งของเผิงเสี่ยวหรันผู้นั้นเขาคงหมดห่วง
แต่คงต้องยกเว้นในเื่ของการรักคนผิดของนางไว้สักเื่หนึ่งฉลาดเพียงไหนก็ตาบอดเพราะความรักได้
เขาได้สืบทราบมาแล้วว่าสาเหตุการตายของเผิงฮองเฮาแท้จริงมิได้เป็เพราะครรภ์เป็พิษอย่างที่ราชวงศ์
ซือหม่าได้ปล่อยข่าวออกมาแต่เป็เพราะชายผู้เป็ฮ่องเต้โฉดผู้นั้นกำจัดนางด้วยตัวเอง
ซือหม่าโม่โฉวนอกจากจะเกาะชายกระโปรงผู้หญิงขึ้นมายิ่งใหญ่แล้วเขายังโง่มากอีกด้วยที่กำจัดแม่ทัพผู้เก่งกาจของแผ่นดินตนเองทิ้งไป
เฉิงอ๋องนั่งคิดถึงอดีตและแผนการในอนาคตของเขาก็ให้ยกยิ้มออกมาเล็กน้อยอยู่ในเงามืด
สองวันต่อมาเสื้อผ้าที่สั่งตัดเก็บไว้ก็เริ่มทยอยมาส่งถึงหน้าจวนอ๋องั้แ่เช้า ครั้งนี้พ่อบ้านโม่ไม่กล้าสร้างปัญหาใดๆ อีก เขาให้ตัวแทนร้านผ้าเ่าั้ไปรับเงินได้แต่โดยดีเพราะครั้งล่าสุดเขาถูกท่านอ๋องเรียกไปตำหนิโดยตรง
ั้แ่เขารับงานพ่อบ้านในจวนแห่งนี้ต่อจากบิดามาั้แ่อายุยังน้อยไม่เคยมีครั้งไหนที่ถูกตำหนิแรง ๆ เช่นนี้ แม้กระทั่งเื่โสมร้อยปีที่เขาแอบสลับสับเปลี่ยนเป็โสมธรรมดาทั่วไปท่านอ๋องก็ยังทรงทราบ แล้วอย่างนี้เขาจะกล้าเล่นลูกไม้อันใดอีกเล่า
วันนี้พ่อบ้านโม่เป็ผู้นำบ่าวทั้งหลายยกกล่องใส่อาภรณ์ทั้งหมดมาส่งที่ตำหนักของพระชายาด้วยตัวเอง
ในตอนที่เขามาถึงตำหนักจูเจินอู๋เสี่ยวหรันกำลังกินรังนกตุ๋นโสมอยู่ นางจึงปล่อยให้เขานั่งรอก่อนพ่อบ้านโม่แม้จะไม่พอใจสักเพียงไหนแต่ด้วยความที่เป็บ่าวจำต้องนั่งลงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆพร้อมกับบ่าวทั้งหลายที่ยกของมา
อู๋เสี่ยวหรันนางไม่ได้รีบร้อนอันใดนางค่อย ๆละเลียดกินรังนกทีละน้อยทีละน้อย ราวกับว่าสิ่งที่นางกินไปนั้นเป็เดือนเป็ดาวนางกินมันยังมีความสุขสำราญยิ่งนัก จนกระทั่งกินจนถึงช้อนสุดท้ายลงไปแล้วนางจึงค่อย ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดเบา ๆ ตามมุมปาก
จากนั้นค่อย ๆหันมาด้านข้างทางด้านที่พ่อบ้านโม่นั่งรออยู่ ด้วยสีหน้าพี่ไม่ค่อยดีนัก
“เสียเวลาอันมีค่าของพ่อบ้านแล้วรังนกนี้ตุ๋นด้วยโสมร้อยปีไว้ั้แ่เมื่อคืน จนกระทั่งมันพร้อมกินในเช้าวันนี้หากข้าไม่รีบกินมันลงไปคงพลาด่เวลาที่ดีที่สุดไปแน่”
อู๋เสี่ยวหรันพูดไม่ช้าไม่เร็วและยังอมยิ้มบางเบาให้กับเขาโดยไม่สนใจสีหน้าถมึงทึงของพ่อบ้านโม่แต่อย่างใด
✼ •• ┈┈┈┈┈┈┈•• ✼
ฮั่วท้อเซียนซือถือว่าเป็ประดุจเทพเ้าแห่งการแพทย์ช่วยปัดเป่า ความเจ็บ ความป่วย