ณ ที่พำนักของพรรคเหล็กทมิฬ
“หยางเจี้ยนเป็นเช่นไรบ้าง” เสียงนี้ฟังดูแล้วเป็นเสียงคนชราก็ไม่ใช่คล้ายผู้เยาว์ก็ไม่เชิง
ศิษย์หลายสิบคนที่ยืนล้อม หยางเจี้ยน ที่นั่งเหม่อลอยอยู่พากันหันกลับมาโดยเร็ว “คารวะ ท่านปรมาจารย์” ทุกคนท่ายคุกเข่าก้มศรีษะลงต่ำทันที เบื้องหน้าพวกมันเป็นบุรุษที่สวมใส่อาภรปิดปังร่างกายไว้อย่างมิดชิดที่มองเห็นได้ก็มีเพียงดวงตาที่ดูเหมือนสัตว์ร้ายแค่นั้น บุรุษผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
พลังปราณของมันไม่มีใครสามารถวัดได้และไม่มีใครทราบภูมิหลังของมันว่ามาจากไหนแม้แต่ชื่อของมันก็ยังไม่มีใครทราบ เพียงปรากฏกายครั้งแรกของมันก็เอาชนะประมุขของพรรคเหล็กทมิฬคนปัจุบันได้แค่เพียงสะบัดมือครั้งเดียวเท่านั้น!! เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาจนถึงยามที่พวกมันลืมตาดูโลกและก็ยังคงเล่าต่อๆกันมาถึงทุกวันนี้อีกด้วย
แม้ว่ามันจะเป็นฝ่ายกำชัยไปได้แต่ก็ไม่ได้เรียกร้องต้องการอะไร มันเก็บตัวเงียบอยู่ภายในพรรคไม่ย่างกายออกไปนอกพรรคมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เหตุที่มันปรากฏตัวในเวลานี้ก็เพื่อมาดูอาการศิษย์ที่มันลงแรงฝึกสอนด้วยตนเอง และยังเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของมันอีกด้วย
“ไม่ต้องมากพิธี” บุรุษปริศนาย่างเท้าสืบเข้าใกล้ร่าง หยางเจี้ยน มันมองสภาพของ หยางเจี้ยน ถึงกลับต้องถอนหายใจออกเป็นครั้งคราว หยางเจี้ยน ตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับร่างไร้วิญญาณ หน้าตาเหม่อลอยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
“ท่านปรมาจารย์ ศิษย์พี่ หยางเจี้ยน เกิดอะไรขึ้นกับเขางั้นรึ? และเขาจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้? ท่านช่วยเขาได้หรือไม่?” น้ำเสียงนี้เป็น หยางเจี่ยน ที่เอ่ยปากออกมาอย่างรีบร้อน หยางเจี่ยน กับ หยางเจี้ยน พวกมันเกิดเวลาไล่เลี่ยกัน มันทั้งสองมักจะมาประลองยุทธและเล่นด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง หรือจะให้พูดอีกอย่างก็คือ มี หยางเจี้ยนที่ไหนต้องมีหยางเจี่ยนอยู่ข้างกายด้วยเสมอ
“มันไม่เป็นไร มันแค่พบเจอเหตุการณ์สะเทือนจิตใจ คนทะนงตนเช่นมันเจอเรื่องแบบนี้ให้คิดเสียว่าเป็นบทเรียน” บุรุษปริศนาเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า ก่อนที่จะยกมือขึ้น แสงสีฟ้าอ่อน เริ่มที่จะปรากฏอยู่ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางจากนั้นมันก็ยื่นจี้จรดไปที่ตรงกลางระหว่างคิ้วของหยางเจี้ยน
เมื่อนิ้วมือสัมผัสถูกหยางเจี้ยดวงตาของมันเบิกกว้างทันทีจากนั้นดวงตาที่เลอะเลือนเหม่อลอยของมันเริ่มที่จะกลับเป็นปกติ มันเร่งยกมือขึ้นตรวจเช็คสภาพร่างกายของตนเองทันทีที่ได้สติกลับคืนมา มันสังเกตเห็น บุรุษปริศนา ยืนอยู่ตรงหน้ามันคนพลันเร่งคุกเขาลง “เป็นศิษย์อกตัญญู ที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องลำบาก” น้ำเสียงของมันที่เปล่งออกมาเป็นความสำนึกผิดเสียใจอยู่เต็มอก
“ผู้ใดกันทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้? เป็นข้าที่ฝึกฝนให้เจ้าอย่างหนักตลอดหลายเดือนก่อนการประลองในความคิดของข้าเจ้าสมควรที่จะได้อันดับสองของการประลองนี้ ” เมื่อ หยางเจี้ยน ได้ยินเสียงของ บุรุษปริศนาผู้นี้สีหน้าเริ่มแปรเปลี่ยนอีกครั้ง มันนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่ประลองกับจิ๋นเม่ยหลงได้ทุกเหตุการณ์ถึงแม้สติของมันจะกลับคืนมาแต่ความกลัวในจิตใจของมันยังคงฝึกลึกลงไปข้างในจิตใจ
“ปะ..เป็นไอ้เด็กบ้านนอกคนหนึ่งข้าเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันมากนัก รู้เพียงแค่ว่ามันชื่อ จิ๋นเม่ยหลง เป็นข้าที่ต้องการแก้แค้นให้กับศิษย์น้องซือเฉิงก็เลยพลั้งปากเอ่ยวายาท้าทายมัน วิชาของมันก็แปลกประหลาด” เสียงของ หยางเจี้ยนพลันสะดุดไปบ้างแต่ก็ยังจับใจความได้ บุรุษปริศนา ผงกหัวครั้งเดียว “เรื่องราวของมันคงต้องให้นายน้อยตะกูลซือขยายความ”
ขณะที่กำลังย่างเท้าเดินจากไป เสียงของ หยางเจี้ยน ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ที่บอกว่าข้าสมควรได้ที่สองในงานประลองยุทธในครั้งนี้คือ?” บุรุษปริศนาไม่ได้หันกายกลับเพียงเอ่ยปากขึ้นตอบอย่างช้าๆ “เจ้าพรรคมังกรอสนีกับภรรยาของมันไม่ใช่คนธรรมดา วิชายุทธที่มันสอนให้บุตรีของมันคงไม่ใช่วิชาธรรมดาๆ แม้แต่ข้าเองก็ไม่อาจเอาชนะมันได้โดยง่าย” หลังพูดจบ เงาร่างของบุรุษปริศนา ก็อันตธานหายไป
ส่วนศิษย์ที่เหลือต่างมองหน้ากัน เจ้าพรรคมังกรอสนีไม่ใช่คนธรรมดางั้นรึ? แล้วมันเป็นใคร ปีศาจ? พวกมันต่างส่ายหัวสลัดความคิดเมื่อคู่ทิ้งไป และหันกลับไปสนใจ หยางเจี้ยน ต่อ
ห้องลับใต้ดินในพรรคเหล็กทมิฬ ร่างของชายปริศนาปรากฏขึ้นอีกครั้งมือของมันกำแน่นจนเส้นเลือดปรากฏออกมาให้เห็น “จิ๋นเม่ยหลง บังอาจนัก” แววตาของมันฉายแววเย็นชาขึ้น
---------------------------------------------------------
“เจียวเหมย ใยเจ้ายังไม่หลับนอนอีกพรุ่งนี้เป็นคู่ของเจ้าที่ต้องประลองสมควรพักเอาแรกมิใช่เป็นการดีหรอกหรือ?” หนิงเอ๋อ เดินเข้ามาลูบศรีษะลูกสาวของตนเองอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่พลังนั่นมันอะไรกัน?” หลายชั่วยามก่อนหน้านี้เป็นนางคิดถึงแต่พลังประหลาดที่จิ๋นเม่ยหลงใช้ในการประลอง และการตัดสินใจถามมารดาของตนบางทีอาจจะได้คำตอบ
“...” หนิงเอ๋อ ไม่ได้ตอบกลับนั่งลงบนเตียงข้างกายของ เจียวเหมย อาการลังเลของมารดา เจียวเหมย เองก็สัมผัสได้ “พลังที่มันใช้ออกก็คือพลังมาร” เฟยเทียน กล่าวขึ้นพร้อมกับเดินมานั่งข้างๆเจียวเหมย “เมื่อก่อนที่ๆเราอยู่พลังพวกนี้ถือว่าเป็นปกติแต่การที่พลังมารมาอยู่ในที่แห่งนี้นับว่าแปลกประหลาดอยู่บ้าง ข้าเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันมาก เจ้าสมควรถามมารดาเจ้าเถอะนางเคยมีสหายที่ใช้พลังมารอยู่”
“ท่านแม่ท่านจะไม่เล่าให้ข้าฟังจริงๆ?” เจียวเหมย ยังคงพูดรบเร้ามารดาของตนเพื่อที่อยาจะรู้เรื่องพลังมารมากขึ้น ดวงตาเปล่งประกายคล้ายลูกแมวทำให้ หนิงเอ๋อ ต้องหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย “ลูกข้า ขืนเจ้ายังทำตาเช่นนี้แม่คงต้องปฏิเสธเจ้าไม่ได้แน่ๆ” หนิงเอ๋อ พึมพำอยู่ในใจ
“ที่ๆแม่จากมาพลังพวกนี้ถือว่าพบเจอได้ทั่วไปไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดแปลกแต่อย่างใด สหายของแม่หลายคนที่ฝึกฝนพลังมาร พูดแล้วก็คิดถึงเจ้าพวกนั้น” หนิงเอ๋อ เอ่ยปากพร้อมกับรอยยิ้มอยากอิ่มอกอิ่มใจสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง “ท่านแม่แล้วที่แห่งนั้นเรากลับไปได้หรือไม่?” เจียวเหมย สืบต่อ “ฮ่าฮ่า การกลับไปที่นั้นไม่ใช่เรื่องยากปานนั้น ที่นั้นยังมีท่านปู่ท่านย่าและคนอื่นๆอยู่ด้วย รออีกไม่นานหรอกพ่อจะพาเจ้ากลับไปเยี่ยมเยียนพวกท่าน” เฟยเทียน ใช้มือตบไปที่ศรีษะ เจียวเหมย เบาๆ
“ลูกรักวันนี้เจ้าคงเหนื่อยแย่แล้ว พักผ่อนเสียเถอะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของ หนิงเอ๋อ เหมือนกับยานอนหลับ เจียวเหมย ค่อยๆล้มตัวลงนอนก่อนที่จะหลับตา ไม่นานนัก เจียวเหมย ก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นทั้งสองคนเดินออกมาจากห้อง “เด็กนั่นจะเป็นอะไรมั้ย? ที่แห่งนี้ไม่สมควรที่จะมีพลังมาร ถึงแม้จะมีผู้คนครอบครองมันจริงก็คงไม่โง่ใช้มันออกต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แต่ก็ยังดีที่ผู้คนที่นี่ไม่รู้จักมัน” ระหว่างเดินกลับไปที่ห้องพักของตน หนิงเอ๋อก็เอ่ยปากขึ้นมา
“สงสัยต้องจับตาดูเจ้าเด็กนั่นเสียหน่อยแล้ว” เฟยเทียนพึมพำออกมาเบาๆ
--------------------------------------------------------------------
ตอนต่อไปลงให้วันพุธนะครับ ขอจัดการเรื่องคอมกับโน๊ตบุ๊คก่อนเด้อ