เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 9 : ตลาดของโบราณ

    ตลาดของโบราณ
    หลังออกจากโชว์รูมรถ หวังเฉินนั่งแท็กซี่ไปโชว์รูมรถอีกแห่ง โชว์รูมแห่งนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโชว์รูมรถแห่งแรกที่เขาไป แต่ก็มีรถให้เขาเลือกมากมาย หวังเฉินเลือกรถอยู่นาน จนไปสะดุดกับ BMW i8
    นี่เป็นรถที่เขาเคยมีตอนอยู่บ้านตระกูลหวัง เขารู้สึกชอบมันเป็นพิเศษจึงตัดสินใจซื้อมา ราคาของมันอยู่ที่ห้าล้านห้าแสนหยวน รวมค่าภาษีและประกันอะไรต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
    พอเซ็นสัญญารับรถและจ่ายเงิน หวังเฉินก็ขับ BMW i8 ออกจากโชว์รูมรถ เขายังไม่คิดที่จะกลับห้องเช่า แต่มุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้ก็คือตลาดของโบราณ เขาเคยไปที่นี่สองสามครั้งเห็นจะได้ ในตอนที่ยังเป็นนายน้อยของตระกูลหวังอยู่
    ในตอนนั้น สายตาของเขาไม่สามารถมองออกแน่นอนว่าของโบราณชิ้นไหนเป็นของแท้หรือของปลอม แต่ไม่ใช่ในตอนนี้แน่ สายตาของเขาสามารถมองออกอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งแก่นอมตะด้วยซ้ำ
    ขับรถอยู่ครึ่งชั่วโมง หวังเฉินก็มาถึงตลาดขายของโบราณ หรือเรียกสั้นๆ ว่าตลาดของโบราณ ที่นี่มีผู้คนหลายระดับแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีฐานะไม่ดี ไปจนถึงบุคคลผู้ร่ำรวย
    สาเหตุที่แต่ละคนมา ย่อมแน่นอน เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากซื้อของโบราณ ส่วนใครมีดวงตาที่ดี สามารถมองออกว่ามันเป็นของแท้ ย่อมที่จะฟันกำไรได้อย่างมหาศาล เมื่อเอาไปขายต่อ
    ตลาดของโบราณเต็มไปด้วยความครึกครื้น ผู้คนมากมายเดินสัญจรเลือกดูของโบราณตามแผงลอยต่างๆ หรือตามร้านขายของโบราณ นี่เป็นเพียงช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่คนก็เยอะมากขนาดนี้แล้ว
    ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงเวลากลางคืน คนย่อมเยอะมากกว่าตอนนี้แน่นอน
    หลังนำรถ BMW i8 ไปจอดยังลานจอดรถ หวังเฉินเดินเข้ามาภายในตลาดของโบราณ เขาเดินอย่างไม่รีบร้อน เจอแผงลอยหลายแผง แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่นานนัก จนสายตาของเขาไปสะดุดอยู่ที่ร้านแผงลอยร้านหนึ่ง ที่มีชายชราผมขาวโพลน ใบหน้าซีดขาวเป็นเจ้าของ
    ที่แผงลอยของชายชราคนนี้ มีคนเลือกซื้ออยู่สองสามคน หวังเฉินเดินตรงมาในทันที สายตาของเขาล็อกเป้าอยู่ที่ดาบเล่มหนึ่งที่ยาวเพียงหนึ่งฟุตครึ่ง มันเป็นดาบโบราณอย่างชัดเจน ปกคลุมด้วยสนิม ด้ามจับมีผ้าเก่าๆ พันอยู่
    “ลุง ดาบนี้ขายเท่าไหร่?” หวังเฉินถามในทันที คนอื่นๆ อาจจะเห็นว่านี่เป็นเพียงดาบเก่าๆ เล่มหนึ่ง แต่ไม่ใช่เขาแน่ เขารู้ในครั้งแรกที่มองเลยว่าดาบเล่มนี้ตีมาจากเหล็กอุกบาต เหล็กที่หายากอย่างมากในโลกใบนี้ คาดว่ายุคปัจจุบันคงไม่มีแร่เหล็กอุกบาตให้เห็นแล้ว
    ด้วยที่หวังเฉินเปิดปากถาม คนสองสามคนที่เลือกดูของแผงลอยของโบราณของชายชราอยู่ พลันหันมามองด้วยความสนใจ แต่ก็เพียงแค่ครู่เดียว ก็ละสายตาไป พวกเขาไม่เห็นว่าดาบเก่าๆ มันจะมีค่าอะไร
    ชายชรามองดาบเก่า ก่อนเงยหน้าของหวังเฉิน เขาตอบด้วยความสุภาพ “ดาบเล่มนี้ขายไม่แพง แค่ร้อยหยวน”
    หวังเฉินไม่ประหลาดใจกับราคาที่ถูกแสนถูกนี้ เพราะคนอื่นๆ ไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของดาบเก่าเล่มนี้
    “ผมเอาดาบเล่มนี้” หวังเฉินไม่ชักช้า ล่วงหยิบเงินหนึ่งร้อยหยวนออกมายื่นส่งให้ชายชรา
    “ขอบคุณที่อุดหนุน” ชายชรายิ้มเล็กน้อย รับเงินไป จากนั้นเอาดาบเก่าไปห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ให้หวังเฉิน
    หวังเฉินรับมา ก่อนจะเดินเตร่หาของโบราณที่น่าสนใจอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่มีอะไรที่เข้าตาเขาอีกเลย สักอย่างเดียวก็ไม่มี สุดท้ายเขาก็คิดที่จะไปหาอะไรกิน ก่อนที่จะกลับห้องเช่า
    หวังเฉินเดินไปทางออกของตลาดของโบราณอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ในจังหวะที่เขาจะเดินออกไปนั้น เขาก็เดินสวนกับใครบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา เป็นชายชราในชุดจีนผู้หนึ่ง ใบหน้าอิดโรยซีดขาวอยู่บ้าง
    หวังเฉินเค้นสมองเล็กน้อย ก็จำได้ว่าชายชราคนนี้ชื่อเมิ่งฝางหลง ปู่ของเมิ่งฉิงซีและยังเป็นหัวหน้าตระกูลเมิ่งคนปัจจุบัน
    ชายชราคนนี้ไม่ได้มาตลาดโบราณแค่คนเดียว ยังมีชายวัยกลางคนชุดจีนติดตามมาด้วย
    ‘ระดับปฐพีขั้นปลาย ดูท่าตระกูลเมิ่งจะมีผู้ฝึกตนคอยรับใช้อยู่เยอะทีเดียว’ มองปราดเดียว หวังเฉินก็รู้แล้วว่าชายวัยกลางคนชุดจีนที่มากับเมิ่งฝางหลง เป็นผู้ฝึกตน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลายเสียด้วย
    ตั้งแต่พื้นฐานฝึกตนระดับปฐพีขั้นต้นขึ้นมา ล้วนสามารถใช้พลังปราณได้แล้ว แตกต่างจากสองระดับก่อนหน้าอย่างระดับแรกเริ่มและก่อตั้ง ที่เพียงมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นและมีพลังกำลังที่มากขึ้นเท่านั้น
    “เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม” หลังเดินสวนกันไม่ถึงวินาที เมิ่งฝางหลงก็หมุนตัวกลับมาเรียกหวังเฉินไว้
    หวังเฉินหยุดเดิน ค่อยๆ หมุนตัวกลับมา มองไปยังเมิ่งฝางหลง เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มีอะไร?”
    ชายชุดจีนที่มากับเมิ่งฝางหลงมีชื่อว่าอ้าวกั่ว เขาขมวดคิ้วในทันทีที่เห็นท่าทีของหวังเฉินแสดงต่อเมิ่งฝางหลง
    “พวกเราเคยเจอกันมาก่อนรึเปล่า?” เมิ่งฝางหลงถามออกไป บอกตามตรงว่าเขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาหวังเฉินมาก แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน ด้วยความสงสัย เขาจึงเรียกหวังเฉินให้หยุด แล้วถามอีกฝ่าย
    หวังเฉินพยักหน้าอย่างไม่คิดอะไร “แน่นอนว่าเคย”
    เขาพูดแค่นี้ และไม่คิดพูดอะไรอีกแล้ว
    “ถ้าไม่มีเรื่องอื่น ขอตัว” ไม่รอให้เมิ่งฝางหลงได้พูดอะไร เขาก็หมุนตัวกลับและเดินจากไป
    “เสียมารยาทจริงเด็กสมัยนี้ สงสัยว่าพ่อแม่คงจะไม่สั่งสอน เป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ” อ้าวกั่วพูดออกมาอย่างไม่พอใจต่อท่าทีและคำพูดของหวังเฉิน
    หวังเฉินที่เตรียมตัวจากไปหยุดกึก เขาหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง สีหน้าไร้อารมณ์ “แล้วพ่อแม่แกสั่งสอนรึเปล่าว่าการพูดให้ร้ายคนอื่นแบบนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง”
    “แก!” ได้ยินคำพูดของหวังเฉิน อ้าวกั่วแน่นอนว่าโกรธ เขาเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นปลาย ไหนเลยเคยเผชิญพบเจอกับใครที่กล้าพูดกับเขาแบบนี้ แม้แต่เมิ่งฝางหลงที่เขาตามอารักขาปกป้องอยู่ยังให้เกียรติเขาระดับหนึ่ง
    “สงสัยว่าแกคงอยากที่จะถูกฉันอัดสักหมัดสองหมัดสินะ ไอ้เด็กเวร!” อ้าวกั่วสีหน้าดุร้ายขึ้น เตรียมโถมเข้าไปอัดหวังเฉินสักหมัดสองหมัด แต่เขากลับถูกเมิ่งฝางหลงหยุดเอาไว้ “อ้าวกั่วหยุดเถอะ เรื่องแค่นี้ ไม่จำเป็นที่จะต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือต่อกัน”
    “แต่ว่า...” อ้าวกั่วไม่ยินยอมอยู่บ้าง เพราะเขาอยากที่จะระบายความโกรธที่มีใส่หวังเฉิน
    คนระดับหวังเฉินไม่เห็นอ้าวกั่วอยู่ในสายตาอยู่แล้ว แต่หมอนี่กล้าลามปามไปหาพ่อแม่ของเขา มีหรือที่เขาจะปล่อยมันไปเฉยๆ เขาหรี่ตาจ้องมองอ้าวกั่วด้วยดวงตาที่คมกริบ
    ทันใดนั้นพลังปราณสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากแก่นอมตะภายในร่างกายของเขา พุ่งเข้าหาอ้าวกั่ว
    สีหน้าของอ้าวกั่วจากกำลังโกรธ อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไป ความรู้สึกที่แสนเจ็บปวดราวกับสมองถูกคว้านออกมากระทืบ ล้วนกำลังเกิดขึ้นอยู่กับเขา
    “อ้ากกก!” อ้าวกั่วแหกปากร้องอย่างเจ็บปวดทรมานอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าของเขาซีดขาวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทรุดตัวลงพื้น สองมือกุมศีรษะ ดิ้นทุลนทุลายไปมาราวกับสุนัขถูกน้ำร้อนลวก!
    จบบทที่ 9