ตอนที่17 มรดกสำนักเหมันต์
เมื่อหลิวเย่ค้นพบข้อความสำคัญจากห้องเล็กแล้ว
เขาสำรวจถ้ำที่อยู่ของค้างคาว์อีกครั้งเมื่อไม่พบสิ่งใดที่น่าสนใจ
หลิวเย่ตัดสินใจวาร์ปกลับคฤหาสน์โดยตรงจากภายในสุสานค้างคาว์กลางทะเลทรายโลกซือเจี๋ย
“แว็บ”
หลิวเย่ลืมตาขึ้นมองรอบตัวด้วยความพึงพอใจที่พบว่าตนเองอยู่ภายในห้องนอนของคฤหาสน์บนยอดเขาซือหวู่
จากนั้นนำดาบคู่เกล็ดหิมะออกมาจากมิติพื้นที่พร้อมกับส่งเสียงทางจิติญญาบอกกับเ้าสำนักเหมันต์โดยตรง
เขาบินตรงไปยังคฤหาสน์กวนเหลียวของเ้าสำนักทันที
ปรากฏว่าเมื่อหลิวเย่ไปถึงหน้าประตูคฤหาสน์พลันเห็นผู้าุโทั้งห้าคนมาถึงพร้อมๆกับตนเอง
ผู้าุโซูจ้องมองดาบคู่เกล็ดหิมะในมือหลิวเย่ด้วยตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นยินดี
ซึ่งผู้าุโคนอื่นมีท่าทางไม่แตกต่างจากผู้าุโซู
“ผู้าุโหลิวท่านช่างเก่งกาจนักที่สามารถนำดาบคู่เกล็ดหิมะกลับมาได้”
ผู้าุโเผิงกล่าวชื่นชมหลิวเย่อย่างจริงใจ
“ผู้าุโหลิวนี่ท่านเลื่อนระดับอีกแล้วหรือ?”
ผู้าุโเชาอุทานด้วยความตื่นใที่พบว่าหลิวเย่แข็งแกร่งกว่าตนเองมากนัก
“นั่นสิข้ามัวแต่ดีใจที่เห็นดาบคู่เกล็ดหิมะ แต่ไม่นึกเลยว่าผู้าุโหลิวจะเลื่อนระดับได้รวดเร็วเช่นนี้”
ผู้าุโซูทักท้วงขึ้นมาด้วยความใ
ผู้าุโทุกคนต่างใที่พบว่าหลิวเย่สามารถเลื่อนระดับได้รวดเร็วราวสายฟ้าในระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน
ผู้าุโหลิวเป็คนแรกของประวัติศาสตร์โลกเทียนถังที่สามารถเลื่อนระดับได้รวดเร็วที่สุด
“เข้ามาได้แล้ว”เสียงเข้มของเ้าสำนักเหมันต์ดังขัดอาการตื่นตะลึงของผู้าุโทุกคน
“ขอรับ/เ้าค่ะ”ผู้าุโต่างขานรับคำสั่งของเ้าสำนักก่อนที่จะเร่งรีบเดินเข้าไปในห้องโถงรับแขก
เวลานี้เ้าสำนักเหมันต์นั่งรออยู่ในตำแหน่งประธาน
หลิวเย่ถือดาบคู่เกล็ดหิมะนำไปมอบให้กับเ้าสำนักโดยตรง
จ้าวตงเอื้อมมือหยิบดาบคู่จากหลิวเย่ด้วยความตื้นตันใจ
เขาพูดบอกกับหลิวเย่เสียงสั่นเล็กน้อยว่า“ขอบใจเ้ามากผู้าุโหลิว ครั้งนี้สำนักเหมันต์เป็หนี้บุญคุณเ้าแล้ว”
ผู้าุโแต่ละคนได้นั่งประจำที่ของตนเองและพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเ้าสำนัก
นั่นเป็เพราะว่าดาบคู่เกล็ดหิมะมีความสำคัญต่อสำนักเหมันต์อย่างยิ่งยวด
หากไม่สามารถค้นหาดาบคู่เกล็ดหิมะได้ภายในร้อยปีสำนักเหมันต์จะต้องถึงกาลอวสานอย่างแน่นอน
ดังนั้นการที่หลิวเย่สามารถฝ่าฝันอุปสรรคจนสามารถนำดาบคู่เกล็ดหิมะกลับมาได้
นั่นคือบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่สำนักเหมันต์จะจดจำและหาทางตอบแทนหลิวเย่อย่างแน่นอน
“ไม่เป็ไรขอรับ”หลิวเย่ตอบกลับเ้าสำนักอย่างผ่อนคลาย
นั่นเป็เพราะว่าสำหรับเขาแล้วดาบคู่เกล็ดหิมะไม่มีความสำคัญมากไปกว่าสมบัติต่างๆที่เขามีอยู่
ดังนั้นเขาจึงสามารถนำมามอบให้ได้โดยไม่นึกเสียดายหรือกังวลใจแต่อย่างใด
“เช่นนั้นเ้าจงเตรียมตัวให้พร้อมวันพรุ่งยามเฉิน(07.00-08.59 น.)เ้าจะได้เดินทางไปมรดกสำนักเหมันต์แล้ว”
เ้าสำนักเหมันต์เห็นหลิวเย่ไม่มีท่าทางโลภในอาวุธสมบัติ
ทำให้เขาสบายใจและยินดีที่จะมอบรางวัลให้กับหลิวเย่เป็อย่างยิ่งจึงนัดหมายเวลาเปิดมรดก
“มรดกสำนักเหมันต์อยู่ที่ไหนหรือขอรับ?” หลิวเย่ถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ถึงเวลาพรุ่งนี้เ้าก็จะรู้เอง”จ้าวตงหัวเราะเบาๆก่อนตอบหลิวเย่
หลิวเย่เหลียวมองสบตากับผู้าุโคนอื่นแต่ปรากฏว่าทุกคนล้วนแต่ยิ้มตอบให้เขาโดยไม่มีคำตอบใดๆ
สร้างความสงสัยให้กับหลิวเย่มากขึ้น
เขาจึงเปลี่ยนคำถามใหม่เพื่อให้มีคำตอบในเื่ที่สงสัยอีกเื่แทน
“ดาบคู่เกล็ดหิมะมีความสำคัญกับสำนักเหมันต์อย่างไรหรือขอรับ?”
จ้าวตงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจที่หลิวเย่สนใจถามเื่นี้
แต่เขาก็ตอบกลับตามตรงเมื่อไม่เห็นเจตนาร้ายใดๆจากหลิวเย่นอกจากความสงสัยเท่านั้น
“ดาบคู่เกล็ดหิมะเป็อาวุธสมบัติที่ถูกใช้เป็เครื่องดึงดูดการก่อกำเนิดสมบัติบางอย่างจากดวงดาวและจักรวาลซึ่งก็คือ
หินมรดกที่พวกเราใช้ในการเปิดมรดกแต่ละครั้ง หากไม่มีดาบคู่เกล็ดหิมะนี้แล้วก็ไม่มีหินมรดกเช่นกัน”
ขณะที่จ้าวตงอธิบายนั้นหลิวเย่ก็พยักหน้าเข้าใจในความสำคัญของดาบคู่เกล็ดหิมะ อาวุธสมบัติชิ้นนี้
แต่เขาก็ยังคงสงสัยอยู่ในอีกบางจุดจึงถามต่อว่า
“แล้วสำนักอื่นเล่าขอรับพวกเขาต้องใช้อาวุธสมบัติแบบนี้เพื่อให้มีหินมรดกเหมือนกันไหมขอรับ?”
จ้าวจงยิ้มเล็กน้อยกับคำถามเหมือนเด็กที่ช่างอยากรู้อยากเห็นแต่เขาก็ตอบกลับอย่างใจเย็นว่า
“แน่นอนสำนักวิหคเพลิงต้องมีดาบวิหคเพลิง สำนักัครามต้องมีกระบี่ัครามสำนักจินกุ้ยต้องมีตรีศูลทองคำ”
หลิวเย่ได้ยินจ้าวตงเรียบเรียงชื่ออาวุธสมบัติแต่ละชิ้นแล้ว
ทำให้เขานึกถึงสมบัติของตนเองที่ได้มาจากหลากหลายสถานที่
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”หลิวเย่พยักหน้าหงึกๆยืนยัน
“เช่นนั้นเย็นนี้พวกเราทานอาหารด้วยกันสักมื้อเถิดเป็การเลี้ยงขอบคุณผู้าุโหลิวที่สามารถนำดาบคู่เกล็ดหิมะมามอบ
ให้กับสำนักเหมันต์ผู้าุโเผิงจงนำสุราเหมันต์ที่ข้าเก็บไว้นำมามอบให้กับผู้าุโหลิวเย่ด้วย”
จ้าวตงเห็นว่าหลิวเย่สิ้นข้อสงสัยแล้วเขาจึงสั่งการผู้าุโเผิงและผู้าุโคนอื่นในการทานอาหารเย็นร่วมกัน
เมื่อผู้าุโทั้งห้าคนได้ยินชื่อสุราเหมันต์ต่างพากันตาโตด้วยความตื่นเต้นยินดี
ทำให้หลิวเย่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าสุราเหมันต์นั้นจะมีรสชาติดีไปกว่าสุรารสชาติ์ของตนเองหรือไม่?
จากนั้นหลิวเย่ตอบคำถามของเ้าสำนักเหมันต์และผู้าุโทุกคนถึงการฝ่าฝันอันตรายเพื่อนำดาบคู่เกล็ดหิมะกลับคืนมา
เขาพูดจริงบ้างเท็จบ้างตามสถานการณ์
ทุกคนพูดคุยกันด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดีจนกระทั่งถึงเวลาทานอาหารเย็น
เมื่อโหวพั้งจื่อและคนโรงครัวนำอาหารมาบริการที่คฤหาสน์กวนเหลียวของจ้าวตง
หลิวเย่ได้โอกาสจึงบอกกับโหวพั้งจื่อโดยตรงเนื่องจากพรุ่งนี้เขาต้องออกเดินทางแต่เช้า
“พั้งจื่อ หากข้าไม่ได้กลับมาเ้าจงไปพักอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ของข้าเถิด”
“อ๊ะ! ผู้าุโหลิวทำไมท่านพูดเช่นนั้นเล่าขอรับ?”โหวพั้งจื่อผงะเล็กน้อยก่อนถามหลิวเย่ด้วยท่าทางเป็กังวล
“ข้าบอกว่า...ถ้าหาก”หลิวเย่ย้ำกับโหวพั้งจื่อให้เข้าใจเจตนาของตนเองพลางคิดในใจว่าคงไม่ได้กลับมาอีกแน่ๆ
“เฮ้อ ค่อยยังชั่วผู้าุโหลิวพูดให้ข้ากังวลนัก”
โหวพั้งจื่อถอนหายใจโล่งอกกับคำพูดที่ดูเหมือนสั่งเสียงของหลิวเย่
แต่เมื่อโหวพั้งจื่อนึกถึงเื่ผงปรุงรส์ได้เขาพลันบอกกับหลิวเย่ด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างคาดหวังว่า
“ผู้าุโหลิวข้าและคนโรงครัวส่วนหนึ่งช่วยกันทำสูตรผงปรุงรส์ตามที่ท่านได้แนะนำไว้ท่านลองชิมอาหารวันนี้
และช่วยชี้แนะด้วยนะขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ? เยี่ยมมาก!” หลิวเย่เอ่ยชมโหวพั้งจื่อทันที
เมื่อเขาชิมน้ำซุปแล้วพบว่ามีรสชาติความอร่อยใกล้เคียงกับผงปรุงรส์มากถึงแปดส่วน
ซึ่งได้ขนาดนี้ก็นับว่าดีแล้วเขาจึงเอ่ยชมอีกครั้งอย่างจริงใจว่า “ดีมาก!ยอดเยี่ยม!”
“ขอบคุณขอรับ”โหวพั้งจื่อยิ้มกว้างจนตาหยีอย่างมีความสุข
แต่เดิมโหวพั้งจื่อไม่พอใจหลิวเย่ที่มารับผิดชอบหน้าที่โรงครัวแทนตนเอง
เมื่อหลิวเย่ไปตรวจงานที่โรงครัวและมอบหมายให้ตนทำหน้าที่เหมือนเดิม
ทำให้โหวพั้งจื่อเปลี่ยนแปลงความคิดเดิมที่ไม่ชอบหลิวเย่กลับกลายเป็ชอบและให้ความเคารพมากขึ้น
นั่นเป็เพราะว่าหลิวเย่ไม่เคยเข้าไปยุ่งวุ่นวายจนทำให้ระบบการทำงานยุ่งเหยิง
ที่สำคัญหลิวเย่ยังหาทางช่วยทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นและนำใบเว่ยมาให้กับทางโรงครัวได้มีใช้ปรุงอาหารทุกวัน
ปัจจุบันคนโรงครัวสามารถนำใบเว่ยมาปรุงอาหารของตนเองได้ซึ่งช่วยเพิ่มรสชาติและความสุขให้กับผู้คนถ้วนหน้า
เมื่อผู้าุโเผิงนำสุราเหมันต์ที่มีหมอกไอเย็นลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากบนปากโถสุรา
เขานำมาให้เ้าสำนักและผู้าุโคนละหนึ่งโถให้ทุกคนได้ลิ้มลอง
ปรากฏว่าเมื่อแต่ละคนรินสุราลงในจอกและยกดื่มพลันมีสีหน้าเคลิบเคลิ้มมีความสุข
หลิวเย่ชิมสุราเหมันต์แล้วรู้สึกอบอุ่นซาบซ่านภายในร่างกายซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ของสุราที่เย็นเฉียบ
“นี่คือหรือสุราเหมันต์?” หลิวเย่พึมพำเบาๆอย่างพอใจ
เนื่องจากรสชาติของสุราเหมันต์กับสุรารสชาติ์นั้นไม่แตกต่างกันมากนัก
“เป็อย่างไรบ้างผู้าุโหลิว? สุราเหมันต์นี้รสชาติดีหรือไม่?” จ้าวตงถามหลิวเย่โดยตรงเกี่ยวกับรสชาติสุรา
“รสชาติดีจริงๆขอรับ”หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยและตอบกลับตามจริง
“หากไม่ใช่วาระพิเศษที่สำคัญจริงๆผู้าุโหลิวไม่มีโอกาสได้ลิ้มลองนะนี่” ผู้าุโเชาเอ่ยหยอกล้อหลิวเย่
เขารู้สึกพึงพอใจกับท่าทีของหลิวเย่ั้แ่ครั้งที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับดาบใหญ่
“ข้าหวังว่าผู้าุโหลิวจะกลับมาได้อย่างปลอดภัยนะเ้าคะ”ผู้าุโเพ่ยบอกหลิวเย่ด้วยความห่วงใย
เพราะว่าผู้าุโเพ่ยเคยไปผจญภัยในมรดกสำนักเหมันต์มาก่อนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
แต่ก็ทำให้นางได้รับโชคชะตาจนทำให้ก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนเทพระดับต้นได้สำเร็จเช่นกัน
“ขอรับ”หลิวเย่ตอบรับอย่างเต็มใจทั้งที่ภายในใจเขาไม่มั่นใจว่าอนาคตข้างหน้าจะพบเจอสิ่งใดบ้าง
เมื่อมีอาหารรสชาติอร่อยและสุรารสเลิศ
ทำให้การทานอาหารเย็นและร่ำสุราระหว่างเ้าสำนักและผู้าุโทุกคนเป็ไปอย่างมีความสุข
แต่แฝงไว้ด้วยความหวังและความวิตกกังวล
โดยเฉพาะจ้าวตงที่เขาได้แต่ภาวนาให้หลิวเย่กลับมาจากมรดกสำนักเหมันต์โดยปลอดภัย
ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนในยามห้าย(21.00-22.59 น.)
..........
หลิวเย่ได้ลิ้มรสสุราชั้นเลิศทำให้เขารู้สึกคิดถึงบ้านและครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็แม่ตนเองภรรยาทั้งสองคนในโลกปัจจุบัน และภรรยาทั้งสี่คนในโลกโบราณ
ยังไม่รวมน้องชายจักรพรรดิเจิ้งอี้เ้าโยวจี้และจินกุ้ย และใครอีกหลายคน
หลิวเย่หยุดยืนอยู่บนหลังคาคฤหาสน์ตนเองพร้อมกับแหงนหน้าจ้องมองไปบนท้องฟ้าที่มีดาวฤกษ์ส่องแสงยามค่ำคืนสอง
ดวงอยู่ใกล้ๆกัน
ด้วยความเหงาทำให้เขาใช้พลังปราณหยิบเอาใบไม้จากต้นไม้หนึ่งมาเป่าบทเพลง“ท้องฟ้าและเมฆหมอก”
เมื่อบทเพลงในยามค่ำคืนดังขึ้น
เสียงเพลงลอยล่องไปตามสายลมอย่างแ่เบา
แต่สามารถได้ยินอย่างชัดเจนในผู้ที่มีพลังปราณอันแข็งแกร่ง
จ้าวตงที่ไม่ได้เข้านอนแต่กำลังเตรียมการเพื่อเปิดมรดกสำนักเหมันต์ในวันพรุ่งนี้
เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเสียงเพลง
จากนั้นเดินไปยืนข้างหน้าต่างพร้อมกับแหงนหน้ามองดาวฤกษ์ที่ส่องแสงสุกสกาวสองดวงด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“เมื่อมีพบย่อมมีจากหวังว่าผู้าุโหลิวจะกลับมาได้โดยปลอดภัย หากกลับมาไม่ได้ขอให้พานพบโชคชะตาและสามารถ
ไปช่วยท่านจักรพรรดิะหลิวเย่ได้ดั่งใจหวังด้วย”
ผู้าุโคนอื่นๆล้วนมีท่าทางไม่แตกต่างจากเ้าสำนักเหมันต์
พวกเขาต่างพากันแหงนหน้ามองดาวฤกษ์ทั้งสองดวงด้วยอารมณ์เศร้าหมอง
ผู้าุโเผิงนั่งจิบสุราหมักของตนเองอยู่บนหลังคาคฤหาสน์ของตนบนยอดเขาอี้ปัน
เขาจิบสุราไปและขับร้องบทเพลงคลอเบาๆในลำคอด้วยอารมณ์หลากหลาย
“หวังว่าผู้าุโหลิวจะกลับมาอย่างปลอดภัย”
ทุกคนไม่กล้าเอ่ยคำร่ำลาเพราะไม่มีใครชื่นชอบการลาจาก
ดังนั้นจึงพากันแสดงออกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุขแทน
เมื่อหลิวเย่เป่าบทเพลงได้สักพัก
เขากลับห้องฝึกฝนให้พละกำลังมีความเสถียรในระดับใหม่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยในวันพรุ่งนี้
..........
รุ่งเช้าหลิวเย่บินไปหาจ้าวตงแต่เช้าโดยมีผู้าุโทุกคนมามอบของขวัญให้กับหลิวเย่
“ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ผู้าุโหลิวนอกจากสุราที่ข้าหมักเองนี่แหละนะ”
ผู้าุโเผิงนำสุรารสเลิศมาให้หลิวเย่สองโถพร้อมกับฝืนพูดด้วยน้ำเสียงสดชื่น
“ข้าก็มีหยกกักิญญามาให้ด้วย”ผู้าุโหลงยื่นหยกกลมแบนสีขาวขนาดเล็กให้กับหลิวเย่
“ข้าก็มีท้อเหมันต์ให้ท่านด้วย”ผู้าุโเพ่ยฮวาหยิบผลท้อเหมันต์ซึ่งเป็ผลไม้ช่วยฟื้นคืนชีพให้หลิวเย่โดยตรง
“ข้าก็มีดาบพันราตรีให้ด้วย”ผู้าุโเชาหยิบดาบพันราตรีสีดำสนิทให้เขา
“ข้าไม่มีอะไรให้นอกจากกระจกมาร”ผู้าุโซูหยิบกระจกมารขนาดเล็กเท่าฝ่ามือให้หลิวเย่
แต่ละคนส่งวิธีใช้งานสิ่งของที่นำมาให้หลิวเย่ทางจิติญญา
ทำให้หลิวเย่รู้สึกซาบซึ้งใจกับผู้าุโทุกคนั้แ่ต้นที่เขาเดินทางมายังโลกเทียนถังจนถึงวันนี้
จ้าวตงบอกกับหลิวเย่อย่างมีเลศนัยว่า“ของขวัญจากข้าอยู่ข้างในมรดกแล้ว”
จากนั้นจ้าวตงบินนำหลิวเย่และทุกคนออกจากคฤหาสน์มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือซึ่งเป็หน้าผาสูงชัน
เขาหยุดอยู่ตำแหน่งใกล้กับหน้าผาที่มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมจนเต็มไปหมด
หลิวเย่มองด้วยความแปลกใจเนื่องจากไม่พบสิ่งใดที่บ่งบอกว่าเป็ทางเข้ามรดกสำนักเหมันต์
จ้าวตงพลันร่ายเวทมนตร์ที่มีเฉพาะผู้เป็เ้าสำนักเหมันต์เท่านั้นที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ครู่หนึ่งกลางอากาศบริเวณหน้าผาเริ่มมีอากาศหมุนวนมากขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็หลุมน้ำวนขนาดใหญ่
“ไปได้แล้วผู้าุโหลิวขอให้ท่านโชคดี” จ้าวตงพูดเตือนหลิวเย่ให้ะโเข้าไปในหลุมน้ำวนขนาดใหญ่นั้น
หลิวเย่แอบกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว
เพราะเขาเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักกับหลุมน้ำวนลักษณะนี้
“เอาก็เอาวะไม่ลองไม่รู้” หลิวเย่คิดอย่างให้กำลังใจตนเอง
จากนั้นเขาหันหลังกลับมาสบตาทุกคนเป็การสั่งลาโดยที่ทุกคนพูดบอกเขาพร้อมๆกันว่า“ขอให้โชคดี”
หลิวเย่ตัดสินใจะโลงไปหลุมน้ำวนขนาดใหญ่นั้นทันที“วูบ”