ตั้งแต่จ่ายเงินก้อนนั้นออกไปชีวิตก็เริ่มผ่อนคลายและเป็นอิสระ หมิงเป่าจูไม่เห็นหน้าหมิงเถี่ยจู้สามีภรรยาอีกเลยเป็นเวลาสามวันติดต่อกันแล้ว
นี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเมื่อคิดว่าตนเองใช้เงินยี่สิบตำลึงแลกกับชีวิตอิสระเช่นนี้แล้ว ช่างคุ้มค่าจริงๆ
"ข้าจะไปจับปลาที่แม่น้ำพวกเจ้าสองคนจะอยู่เฝ้าบ้านหรือไปกับข้า"
เมื่อคืนฝนตกปรอยๆแต่ตกอยู่นานมาก น้ำในแม่น้ำวันนี้น่าจะไม่เชี่ยวกรากเหมือนหลังฝนตกหนัก
ในทางกลับกันฝูงปลาในแม่น้ำช่วงเวลานี้จะยิ่งเริงร่าช่วยให้จับได้ง่ายขึ้น
"พี่หญิงข้าไปด้วย!" หมิงเป่าอวี้เอ่ยปากทันควัน ราวกับว่าหากพูดช้าเกินไปหมิงเป่าจูจะไม่ยอมพาเขาไปด้วย
หมิงเป่าจูหันไปมองหลี่ไหวฺอวี้อยากจะถามความคิดเห็นของเขา ครั้นจะปล่อยให้เขาอยู่เฝ้าบ้านคนเดียวก็ทำใจไม่ลง
ใครจะรู้ว่าผู้อื่นเป็นนักปฏิบัตินิยมเดินนำหน้าออกไปที่ลานบ้านจนเกือบถึงประตูแล้ว ยังหันกลับมาเร่งพวกเขา "ถ้ายังไม่รีบไปอีกก็จะปีใหม่แล้วนะ"
หมิงเป่าจูฉุนจัดถลึงตาโตพลางหยิบฉมวกกับกระบุงสะพายหลัง แล้วรีบสาวเท้าตามไปพร้อมกับหมิงเป่าอวี้
คนที่อยู่ข้างหน้าเดินเอ้อระเหยมือเปล่าราวกับนายท่านส่วนสองคนด้านหลัง หมิงเป่าจูกับน้องชายแบกกระบุงไว้บนหลัง ส่วนมืออีกข้างถือฉมวกที่มีความสูงเกือบเท่าตัวคนเอาไว้
หลี่ไหวฺอวี้เหลียวหลังกลับมาเห็นก็หัวเราะ"ช่างสง่างามสมบทบาท"
"พี่ไหวฺอวี้บทบาทอันใดหรือ ตอนนี้ข้าเหมือนเทพเอ้อหลาง[1]มากเป็นพิเศษใช่หรือไม่"
หมิงเป่าอวี้ยืดอกเชิดหน้าขึ้นถือฉมวกตั้งตรงในแนวดิ่งอย่างสง่าผ่าเผย เชิดศีรษะก้าวเท้าไปข้างหน้าสองก้าวอย่างปราดเปรียว
"เหมือน!เหมือนมาก!" หลี่ไหวฺอวี้พยักหน้าพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ
"แล้วพี่สาวเล่าพี่สาวเป็นสตรี ไม่น่าจะเหมือนเทพเอ้อหลางได้กระมัง"
หมิงเป่าอวี้วางท่าองอาจอยู่ได้ไม่นานก็ผ่อนคลายลงนึกปลงอยู่เงียบๆ ในใจ การเป็นเทพเอ้อหลางช่างเหนื่อยยากจริงๆ
"พี่สาวของเจ้า..."หลี่ไหวฺอวี้หรี่ตาลงเล็กน้อย
หมิงเป่าจูเบือนหน้าไปด้านข้างไม่อยากฟังเขาพูดเรื่อยเปื่อย แต่ก็คาดคะเนในใจว่าคงไม่มีคำพูดดีใดๆ ออกมาจากปากเขา
"ถึงจะไม่ใช่นางฟ้าแต่ก็เป็นวีรสตรีผู้องอาจ" หลี่ไหวฺอวี้ยังคงยั่วน้ำลายทั้งสองคนต่อไป
"วีรสตรีคนใดหรือในเมื่อพี่สาวเหมือนนาง เช่นนั้นจะต้องเป็นวีรสตรีที่เก่งกาจมากแน่ๆ"
หมิงเป่าอวี้ดวงตาเป็นประกายมองหมิงเป่าจูที มองหลี่ไหวฺอวี้ที รอคอยคำตอบสุดท้าย
หลี่ไหวฺอวี้เห็นว่าหญิงสาวแสร้งทำเป็นไม่สนใจเบือนหน้าไปทางอื่น แต่ใบหูกลับกระดิกเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ก็อดขบขันไม่ได้ ยิ้มลำพองใจยิ่งกว่าเดิม
"นางอาศัยอยู่ที่เนินเขาสือจื่อเปิดโรงเตี๊ยมขายซาลาเปา ตัวละครในนิทานผู้นี้ คิดว่าพวกเจ้าน่าจะไม่... หวา มีดดาบไร้ตาระวังด้วยสิ!"
เขาพูดยังไม่ทันจบความหมิงเป่าจูก็พุ่งฉมวกเข้าใส่ทันที โชคดีที่เขามีวิทยายุทธติดตัว เคลื่อนไหวว่องไว จึงรอดพ้นจากคมฉมวกมาได้หาไม่ก็คงสิ้นชีพไปแล้ว
"หลี่ไหวฺอวี้!เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาบอกว่าข้าเป็นนางพญาอสูร[2]!"
ตอนแรกนางฟังไม่เข้าใจไม่เข้าใจว่าตนเองเหมือนวีรสตรีคนใด
พอได้ยินคำว่าเนินเขาสือจื่อกับร้านซาลาเปานางก็นึกออกทันที นั่นไม่ใช่สถานที่ทำมาหากินของซุนเอ้อเหนียงในวรรณกรรมเรื่องซ้องกั๋งหรอกหรือ
ในใจนึกโกรธเคืองแทงฉมวกออกไปโดยไม่ต้องคิด
"ฮ่าๆๆจอมยุทธ์หญิงโปรดยั้งมือด้วย!" หลี่ไหวฺอวี้หัวเราะลั่นหมุนตัวหลบคมฉมวกครั้งแรกอย่างสง่างาม แต่ใครจะรู้ว่ายังมีครั้งที่สองตามมาติดๆ จึงรีบยื่นมือออกไปคว้าฉมวกเอาไว้
"ปล่อย!"หมิงเป่าจูจ้องเขาอย่างเอาเรื่อง ทว่าฝีมือสู้ไม่ได้แม้จะออกแรงเต็มที่แล้วก็ไม่สามารถดึงอาวุธกลับคืนมาได้
การได้กลั่นแกล้งยั่วโมโหนางทำให้หลี่ไหวฺอวี้อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่งทันใดนั้นเขาก็หรี่ตาลง จ้องมองหมิงเป่าจูอย่างจริงจัง
"หลี่ไหวฺอวี้!"คนผู้นี้ยังไม่ยอมปล่อยอีกหรือ เห็นๆ อยู่ว่านางไม่ได้ออกแรงแล้ว เขาน่าจะสังเกตได้อยู่นะ
"พี่ไหวฺอวี้ไยท่านมองพี่สาวเช่นนั้น ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน"
เดิมทีหมิงเป่าอวี้ยืนดูทั้งสองทะเลาะกันอยู่ข้างๆเห็นหลี่ไหวฺอวี้หยุดชะงักกะทันหัน แล้วจ้องมองหมิงเป่าจูราวกับเป็นคนแปลกหน้าก็รู้สึกแปลกใจ
สายตาเพ่งพินิจเต็มไปด้วยการสืบเสาะค้นหาจนหมิงเป่าจูกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก
ไม่สิ นางจะใจฝ่อไปไยเมื่อคิดเช่นนั้นจึงรีบรวบรวมความกล้าแล้วจ้องกลับไป แต่หลี่ไหวฺอวี้ก็รั้งสายตากลับไปแล้ว
"เมื่อครู่ลมพัดทรายเข้าตาเผลอมองค้างนานไปหน่อย รีบไปกันเถอะ จะไปจับปลากันมิใช่หรือ" พูดจบก็เดินดุ่มๆนำหน้าไปที่แม่น้ำโดยไม่รั้งรอ
สองพี่น้องมองหน้ากันเลิ่กลั่กใครเชื่อก็บ้าแล้ว เขากุเรื่องโกหกมาหลอกพวกเขาได้อย่างคล่องปาก ไม่ต้องเสียเวลาร่างสักนิดเห็นผู้อื่นเป็นคนโง่จริงๆ หรืออย่างไร
แต่ชัดเจนว่าหลี่ไหวฺอวี้ไม่ต้องการอธิบายพวกเขาจึงได้แต่เก็บงำความสงสัยไว้ในใจ แล้วเตรียมตัวไปจับปลา
หลี่ไหวฺอวี้หันหลังกลับรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของหมิงเป่าจู
หมู่บ้านชิงหยางเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่โดดเด่นในบรรดาหมู่บ้านจำนวนนับไม่ถ้วนในอำเภอติ้งเหลียง มิอาจเรียกได้ว่ามีขนาดปานกลางด้วยซ้ำ
นิทานที่เขากล่าวถึงเป็นหนังสือต้องห้ามในวังหลวงไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป
ยกเว้นคนที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์และจงใจสืบหาข้อมูลจึงจะมีโอกาสได้ยินได้ฟังมาบ้าง
สตรีที่เป็นเพียงบุตรสาวชาวนาในเมืองเล็กๆแห่งนี้รู้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากเพียงเอ่ยถึงเนินเขาสือจื่อกับร้านซาลาเปา นางก็สามารถเดาได้ว่าเป็นซุนเอ้อเหนียงหากไม่ใช่คนที่อ่านซ้องกั๋งมาก่อน จะรู้ได้อย่างไร
นอกจากวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศแล้วนางยังมีความลับใดซ่อนอยู่อีกบ้าง
ในฐานะที่เป็นวิญญาณจากโลกยุคปัจจุบันหมิงเป่าจูถูกตั้งข้อสงสัยโดยที่นางเองก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร
ต่อให้รู้ ก็จนปัญญาอธิบายแม้ว่านางจะเป็นนักศึกษาแพทย์ แต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย กลับเลือกเรียนวรรณกรรมคลาสสิกเป็นวิชาเลือกซึ่งสิ่งที่นางชื่นชอบมากที่สุดก็คือสี่ยอดวรรณกรรมจีน
เทียบกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆที่เลือกเรียนวิชาภาพยนตร์ ดนตรี หรือวรรณกรรมศิลปะเบาสมองตอนนั้นนางช่างแตกต่างจากคนอื่นจริงๆ
แถมยังได้คะแนนเต็มทุกวิชาจนได้รับฉายาว่า "อสูรกายแห่งวรรณกรรม"
แท้จริงแล้วการที่หลี่ไหวฺอวี้เปรียบหมิงเป่าจูกับซุนเอ้อเหนียงก็ไม่ได้ตั้งใจจะล้อเลียนนางแต่อย่างใด
เพียงแต่เขารู้สึกว่านางพญาอสูรในตำราผู้นั้นเป็นคนกล้ารักกล้าชัง ยึดมั่นในคุณธรรมน้ำใจ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะสามารถขุดคุ้ยความลับที่อยู่ลึกเข้าไปอีกชั้นออกมาได้
แม่น้ำสายนี้อยู่นอกหมู่บ้านออกจากหมู่บ้านแล้วมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ประมาณห้าร้อยหมี่ ไม่ไกลนักทั้งสามคนคุยกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างทางก็มีชาวบ้านหลายคนที่จำนางได้ พอพบเจอก็ทักทายหมิงเป่าจูด้วยความสนิทสนมส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาจากนางจนหายดี
บางคนพอรู้ว่าทั้งสามจะไปจับปลาก็กะจะยกปลาที่ตนเองเพิ่งจับได้ให้ไป แต่ถูกปฏิเสธทั้งหมด
แม่น้ำสายนี้เป็นของหมู่บ้านชิงหยางจึงได้ชื่อว่าแม่น้ำชิงหยาง
แม่น้ำสายนี้กว้างขวางกลางสุดของแม่น้ำมีสะพานหิน สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรให้กับชาวบ้าน
ระดับน้ำในแม่น้ำส่วนใหญ่ตื้นเขินมีการปูศิลาเขียวแผ่นหนา สามารถใช้เดินข้ามแม่น้ำได้
แต่ศิลาเขียวถูกแม่น้ำชะมาหลายหลายปีจนเรียบลื่นและสะอาดสะอ้าน รูปทรงคล้ายแผ่นเต้าหู้สี่เหลี่ยมวางเรียงอยู่ด้วยกัน
เนื่องจากฝนที่ตกลงมาทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นจนท่วมศิลาปูทาง หากต้องการเดินข้ามไปก็ต้องถอดรองเท้าจึงจะเพลิดเพลินไปกับความรู้สึกของการย่ำน้ำได้
ถนนที่ปูด้วยศิลาเช่นนี้มีอยู่สองถึงสามสายหนุ่มสาวที่แข็งแรงหลายคนชอบข้ามแม่น้ำจากทางนี้ เช่นเดียวกับเวลานี้มีชาวบ้านหลายคนที่กำลังจับปลาหรือเล่นน้ำอยู่บนนั้น
มีบางพื้นที่ที่กระแสน้ำเชี่ยวกรากโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณใต้สะพานหิน คือจุดที่น้ำไหลแรง ลึก และเร็วที่สุด
โชคดีที่สะพานหินแข็งแรงผู้สูงอายุที่ทนความเย็นของน้ำในฤดูใบไม้ร่วงไม่ไหวล้วนแต่เลือกข้ามสะพานหิน
ในที่สุดทั้งสามคนก็มาถึงริมแม่น้ำพวกเขาพับขากางเกงขึ้นอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะลงน้ำไปทีละคน
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ไหวฺอวี้ได้ลงไปจับปลาในแม่น้ำเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ
เชิงอรรถ
[1] เทพเอ้อหลาง(二郎神君) หรือเทพเจ้าสามตาได้รับตำแหน่งเป็นแม่ทัพสวรรค์แห่งแดนประจิม มีบริวารคู่กายเป็นสุนัขนามว่า“เห่าฟ้า”
[2] นางพญาอสูร(母夜叉) เป็นฉายาของซุนเอ้อเหนียงเจ้าของโรงเตี๊ยมบนเนินเขาสือจื่อ เจ้าของตำรับซาลาเปาเนื้อคน วางยาพิษแขกผู้มาพักลอกคราบปล้นทรัพย์ สังหารแล่เนื้อเอามาทำไส้ซาลาเปา เป็นดาวอสูรลำดับที่ 103 แห่ง108 ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน