ทะเลทรายแมงป่องสีชาดเป็อีกหนึ่งพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียงกับเมืองซ่างจิง
ทว่าทะเลทรายแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางนับพันกิโลเมตรในส่วนลึกของผืนทรายยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่มีผู้ใดเคยย่างกรายเข้าไปถึงการค้นพบดันเจี้ยนแห่งใหม่จึงไม่ใช่เื่ที่น่าแปลกใจนัก
และเนื่องจากค่ายกลเคลื่อนย้ายในทะเลทรายยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นผู้ตื่นรู้ทุกคนที่้ามุ่งหน้าไปยังดันเจี้ยนที่เพิ่งถูกค้นพบแห่งนี้จึงจำเป็ต้องเดินเท้าเข้าไปด้วยตัวเองเท่านั้น
ท่ามกลางแสงแดดอันแผดเผาและพายุทรายที่คละคลุ้งในทะเลทรายแมงป่องสีชาดหากเป็เวลาปกติย่อมยากนักที่จะมีผู้ตื่นรู้คนใดเต็มใจย่างกรายเข้ามา
ทว่าสำหรับเหล่าผู้ตื่นรู้ใหม่ในรุ่นนี้มันกลับเป็โอกาสที่ทุกคนต่างหลั่งไหลเข้าหาด้วยความกระหาย!
นี่คือดันเจี้ยนใหม่แห่งแรกที่ปรากฏขึ้นในรุ่นนี้!
ไม่เพียงแต่กองทัพเมืองซ่างจิงจะมีรางวัลอันมหาศาลมอบให้กับผู้ที่เคลียร์ได้สำเร็จเป็กลุ่มแรกแต่นี่นับเป็โอกาสครั้งสำคัญที่จะสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายไปในชั่วข้ามคืนสำหรับเหล่าผู้ตื่นรู้รุ่นใหม่อีกด้วย!
ดังนั้นเมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไปทะเลทรายที่เคยรกร้างไร้ผู้คนจึงคึกคักขึ้นมาในทันตา
ในขณะที่เซียวเยี่ยกำลังเดินอยู่บนเส้นทางมุ่งสู่ทะเลทรายแมงป่องสีชาดรอบกายของเขาก็เต็มไปด้วยเหล่าผู้ตื่นรู้ที่กำลังฮึกเหิมมุ่งหน้าไปยังดันเจี้ยนใหม่ส่วนใหญ่มักจะรวมกลุ่มกันมาในนามของสมาคมหรือไม่ก็จับกลุ่มสามถึงห้าคนเพื่อเกาะกลุ่มกันไป
คนที่เดินทางเพียงลำพังอย่างเซียวเยี่ยนั้นแทบจะหาไม่ได้เลย
ทุกคนต่างรู้ดีว่าการปรากฏขึ้นของดันเจี้ยนใหม่นั้นแม้จะหมายถึงโอกาสแต่ก็แฝงไปด้วยอันตราย!
ดันเจี้ยนใหม่ที่ยังไม่ถูกระบุระดับความอันตรายเช่นนี้ในอดีตใช่ว่าไม่เคยมีบทเรียนเื่กลุ่มผู้ตื่นรู้ที่โลภในชื่อเสียงจนต้องจบชีวิตยกกลุ่มมาก่อนการมีเพื่อนร่วมกลุ่มเพิ่มมาสักคนย่อมหมายถึงความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น!
ในระหว่างนั้นมีกลุ่มหนึ่งที่เห็นเซียวเยี่ยเดินอยู่เพียงลำพัง จึงเอ่ยชักชวน“นายคนนั้นน่ะนายก็น่าจะเป็ผู้ตื่นรู้รุ่นใหม่รุ่นนี้เหมือนกันใช่ไหม?”
“เห็นนายมาคนเดียวแบบนี้ คงจะไปดันเจี้ยนใหม่เหมือนกันล่ะสิสนใจมาเข้ากลุ่มกับพวกเราไหม?”
คนที่เอ่ยปากคือชายร่างสูงในอาชีพนักรบสายตาของเขาลอบสำรวจเซียวเยี่ยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะชุดอุปกรณ์บนร่างของเซียวเยี่ยที่ดูเหมือนจะรวบรวมมาได้จนเกือบครบเซตแล้ว
ใน่เริ่มต้นเช่นนี้ผู้ที่สามารถสะสมอุปกรณ์ได้มากมายขนาดนี้ หากไม่ใช่คนมีฐานะร่ำรวยก็ต้องเป็ผู้ที่มีความสามารถที่น่าประทับใจไม่น้อย
เซียวเยี่ยหันไปพิจารณากลุ่มของชายร่างสูงอยู่ครู่หนึ่งดูจากเครื่องแต่งกายที่หลากหลายรูปแบบแล้ว คงไม่ใช่คนจากสมาคมเดียวกันแต่เป็การรวมตัวกันชั่วคราวมากกว่า
ในกลุ่มมีชายสองคนและหญิงสองคนนอกจากชายร่างสูงที่เป็นักรบแล้ว ผู้หญิงสองคนเป็จอมเวทและนักบวชส่วนชายอีกคนเป็นักธนู
เมื่อพิจารณาจากอุปกรณ์ที่แต่ละคนสวมใส่ซึ่งเป็การหยิบจับมาผสมผสานกันระดับอาชีพของพวกเขาน่าจะอยู่ที่ระดับ C หรือ B
การจัดวางตำแหน่งในกลุ่มถือว่าค่อนข้างสมดุลเสียดายเพียงอย่างเดียวคือขาดอาชีพกึ่งแทงก์ที่จะคอยไล่สกัดศัตรูหากนักรบร่างสูงที่เป็แนวหน้าเพียงเรียกความสนใจจากมอนสเตอร์พลาดไปเหล่าอาชีพอันเปราะบางที่เหลือย่อมต้องเผชิญกับวิกฤตอันใหญ่หลวง
เซียวเยี่ยประเมินศักยภาพของกลุ่มนี้ตามสัญชาตญาณความเคยชินในวิชาชีพ
“ขอโทษด้วยครับ ผมยังไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมกลุ่มในตอนนี้”
เซียวเยี่ยส่ายหน้าปฏิเสธไปอย่างสุภาพแต่นักรบร่างสูงดูเหมือนจะยังไม่ละความพยายาม เอ่ยชักชวนอีกครั้ง“นายลองคิดดูอีกทีสิ ดันเจี้ยนใหม่อาจจะเต็มไปด้วยอันตรายมีคนช่วยเพิ่มขึ้นมาก็ถือเป็หลักประกันความปลอดภัยนะ”
“นายจะไม่ลองพิจารณาดูหน่อยเหรอ? ผมชื่อเติ้งฮ่าวหรือถ้ายังไงเรามาเพิ่มเพื่อนกันไว้ก่อนดีไหม?”
บนอุปกรณ์สื่อสารของเซียวเยี่ยปรากฏคำขอเพิ่มเพื่อนจากเติ้งฮ่าวขึ้นมาทันทีอีกฝ่ายดูท่าทางจริงใจไม่น้อย ทว่ายังไม่ทันที่เซียวเยี่ยจะกดตกลง
กลับเห็นเด็กสาวอาชีพนักบวชที่อยู่ด้านหลังเติ้งฮ่าวมองมาที่เซียวเยี่ยด้วยสีหน้าแปลกประหลาดจากนั้นเธอก็รีบดึงชายเสื้อเติ้งฮ่าวแล้วกระซิบกระซาบบางอย่างที่ข้างหูเขา
แววตาที่เติ้งฮ่าวใช้มองเซียวเยี่ยพลันเปลี่ยนไปในทันทีเขายกเลิกคำขอเพิ่มเพื่อนโดยตรง พลางเอ่ยอย่างอึกอัก“นาย... นายคือเซียวเยี่ยงั้นเหรอ?”
“ขอโทษทีนะ พวกเราไปหาคนอื่นแทนดีกว่า”
เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคเซียวเยี่ยก็เข้าใจทุกอย่างได้ทันที
เห็นได้ชัดว่าเด็กสาวนักบวชคนนั้นจำได้ว่าเขาคือเซียวเยี่ยคนที่เลือกอาชีพไร้ระดับที่แสนไร้ค่าในพิธีตื่นรู้นั่นเอง
แม้แต่กลุ่มคนไร้สังกัดระดับต่ำเช่นนี้ก็ยังไม่้าให้คนที่มีอาชีพขยะอย่างเซียวเยี่ยมาเป็ตัวถ่วงของกลุ่ม
แต่เซียวเยี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเขาหมุนตัวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ทว่าเื้ักลับมีเสียงซุบซิบชี้มือชี้ไม้ไล่หลังมา“เห็นไหม? ที่แท้เขาก็คือเซียวเยี่ยนี่เอง!”
“เ้าคนที่เลือกอาชีพขยะคนนั้นน่ะสิได้ยินว่าเมื่อก่อนเคยเป็ถึงเมล็ดพันธุ์อัจฉริยะของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเชียวนะ”
“ดูอุปกรณ์ที่เขาสวมอยู่ตอนนี้สิ สภาพยังดูแย่กว่าพวกเราอีก”
“...”
คำเสียดสีที่พัดผ่านมาตามลมเหล่านี้เซียวเยี่ยหาได้สนใจไม่
ในขณะนั้นเองอุปกรณ์สื่อสารในมือของเซียวเยี่ยพลันปรากฏข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมาซึ่งมาจากผู้ติดต่อเพียงคนเดียวในเครื่องของเขา... ฉินเยียนหราน
[เซียวเยี่ย เื่ที่มีดันเจี้ยนใหม่ปรากฏในทะเลทรายแมงป่องสีชาดนายได้ยินข่าวหรือยัง?]
[กำลังเดินทางอยู่]
เซียวเยี่ยตอบกลับไปทันที[ทำไมเหรอ? เธอจะมาด้วยหรือเปล่า?]
ฉินเยียนหรานที่อยู่อีกฝั่งตอบกลับมาแทบจะในวินาทีเดียวกัน[ฉันก็อยากไปนะ แต่ว่าวันนี้ต้องไปยื่นเื่ขออนุมัติจัดตั้งสมาคมแล้วหลังจากนั้นก็คงต้องยุ่งกับการรับสมัครคนเข้าสมาคมอีกนิดหน่อย]
ดูท่าเด็กสาวคนนี้จะไม่ได้แค่พูดเล่นเธอเป็พวกเน้นลงมือทำจริงๆ
จากนั้นฉินเยียนหรานก็ส่งข้อความมาอีกว่า[ได้ยินว่าสมาคมอินทรีดำกับสมาคมจอมราชันก็มุ่งหน้าไปที่ทะเลทรายแมงป่องสีชาดเหมือนกันนายไปคนเดียวต้องระวังตัวให้มากนะ]
ข่าวคราวของฉินซื่อกรุ๊ปยังคงรวดเร็วและแม่นยำเสมอ...
[อืม!]
เซียวเยี่ยตอบกลับสั้นๆเพียงคำเดียว และทางฝั่งฉินเยียนหรานก็ไม่ได้ส่งข้อความอะไรมาเพิ่มอีก
ขณะนี้เซียวเยี่ยเริ่มเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลทรายแมงป่องสีชาดแล้วระยะห่างจากจุดที่พบดันเจี้ยนใหม่ตามข้อมูลก็ใกล้เข้ามาทุกที
พอมองออกไปไกลๆก็เห็นผู้คนไปรวมตัวกันอยู่หนาแน่นดันเจี้ยนแห่งนั้นที่แท้เป็สุสานโบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายได้ยินมาว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนพายุทรายอันรุนแรงได้พัดพาเอาทรายที่ทับถมมานานนับร้อยปีออกไปจึงได้เผยให้เห็นช่องว่างของสุสานใต้ดินแห่งนี้ และเปิดเป็ทางเข้าสู่ดันเจี้ยนขึ้นมา
[สุสานแม่ทัพโหลวหลัน]
[ระดับความอันตราย: ไม่ทราบ?]
กลุ่มคนที่ห้อมล้อมอยู่ตรงทางเข้าดันเจี้ยนต่างก็กระตือรือร้นเป็อย่างยิ่งหลายคนที่มาถึงก่อนเตรียมตัวจะก้าวเข้าไปในดันเจี้ยนแห่งนี้แล้ว
และในหมู่คนเ่าั้เซียวเยี่ยก็ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
หลินเสวียิ...ศัตรูคู่แค้นที่ครั้งหนึ่งเคยเป็หนึ่งในสี่เมล็ดพันธุ์อัจฉริยะแห่งโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งด้วยกันนั่นเอง
“สมาคมจอมราชันมาถึงที่นี่แล้วจริงๆ ด้วย...”
เพียงไม่กี่วันที่ไม่เจอกันหลินเสวียิได้สวมชุดเครื่องแบบที่มีตราสัญลักษณ์พิเศษของสมาคมจอมราชันเรียบร้อยแล้วและเขากำลังถูกเหล่าเพื่อนร่วมชั้นในอดีตห้อมล้อมราวกับดาวล้อมเดือน
เมื่อมองดูใบหน้าที่ประจบสอพลอเ่าั้ไม่ต้องเข้าไปฟังก็รู้ว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกันอยู่
ทว่าในตอนนั้นเองพลันมีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นจากทางด้านหลังของเซียวเยี่ย“เซียวเยี่ย? นายมาทำอะไรที่นี่?”
เซียวเยี่ยหันไปมองพบว่าคนที่พูดคือหลิวหรูเยียน อดีตเพื่อนร่วมโต๊ะของเขานั่นเอง
เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่ได้ใส่ชุดนักเรียนแล้วแต่เปลี่ยนเป็ชุดที่ดูเป็ผู้ใหญ่และเย้ายวนยิ่งกว่าเดิม
ท่อนบนของเธอสวมเครื่องแบบของสมาคมจอมราชันเช่นกันแต่ท่อนล่างกลับสวมกระโปรงเวทมนตร์สั้นกุดภายใต้ผ้าคลุมนั้นเผยให้เห็นเรียวขาที่สวมถุงน่องสีดำรัดรูปชวนให้สายตาจำนวนมากจับจ้องไปที่จุดนั้น
คำพูดของหลิวหรูเยียนทำให้เซียวเยี่ยกลายเป็จุดสนใจของฝูงชนในทันที
สายตาหลายคู่พุ่งตรงมาที่เซียวเยี่ยในทันใด“เซียวเยี่ยเหรอ? ไอ้คนอาชีพขยะนั่นไม่กบดานอยู่ในเมืองซ่างจิงดันแส่หาเื่มาทำอะไรที่นี่?”
“เขาคงไม่ได้คิดจะเข้าไปในดันเจี้ยนใหม่หรอกนะ!? นั่นมันไม่ใช่สถานที่ที่อาชีพไร้ระดับอย่างเขาควรจะมาเลยสักนิด”
“ได้ยินว่าวันก่อนเขามัวแต่วนเวียนตีมอนสเตอร์อยู่ในเขตระดับต่ำแม้แต่เขตอันตรายระดับกลางเขายังไม่กล้าเฉียดเข้าไปเลย”
“ฮ่าๆ...หรือว่าเขายังนึกว่าตัวเองเป็อัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือไง?”
“ก็เข้าใจได้นะ คนที่เคยมีแสงส่องหน้าตลอดเวลาพอสูญเสียไปก็ย่อมอยากจะไขว่คว้าหาทางเอามันคืนมาเป็ธรรมดา...”
ท่ามกลางสายตาเยาะเย้ยที่เต็มไปด้วยเจตนาร้ายหลินเสวียิก็แหวกฝูงชนเดินมาข้างกายหลิวหรูเยียนเขาเอื้อมมือไปโอบไหล่เธอไว้โดยตรง พลางมองเซียวเยี่ยด้วยสายตาหยามเหยียด“เซียวเยี่ย นายคงไม่ได้ตามหรูเยียนมาที่นี่หรอกใช่ไหม?”
“ขอบอกไว้อย่างนะ ตอนนี้หรูเยียนเป็ผู้หญิงของฉันแล้ววันหลังนายก็ช่วยอยู่ห่างๆ เธอไว้หน่อย”
คำพูดที่ดูเหมือนเป็การประกาศศักดาปกป้องหญิงคนรักของหลินเสวียิทำให้หลิวหรูเยียนแสดงท่าทีขัดเขินออกมาทันทีเธอค้อนใส่หลินเสวียิด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
“เสวียิ คนเยอะแยะขนาดนี้ นายพูดอะไรออกมาน่ะ...”
น้ำเสียงชดช้อยและออดอ้อนนั้นทำให้หลินเสวียิพึงพอใจเป็อย่างมากเขามองหลิวหรูเยียนด้วยสายตาเอ็นดูพลางเอ่ย “วางใจเถอะหรูเยียนต่อจากนี้ไปผมจะไม่มีวันยอมให้เขาก้าวเข้าใกล้คุณแม้แต่ก้าวเดียว!”
ทว่าเมื่อมองดูคนทั้งสองที่แสดงจริตจะก้านใส่กันอยู่ตรงหน้าเซียวเยี่ยกลับไม่อยากเข้าไปเป็ส่วนหนึ่งในบทบาทสมมติของพวกเขาแม้แต่น้อยเขาขมวดคิ้วพลางเอ่ยขึ้นว่า “พูดได้ดีนี่แต่ฉันมีคำถามจะถามสักข้อ...”
“หลิวหรูเยียน เมื่อก่อนฉันเคยเข้าใกล้เธอด้วยเหรอ?”