บทที่6
เด็กหลังห้อง
เช้าวันอาทิตย์วันหนึ่ง กริ่งๆ เสียงโทรศัพท์ของปฐวีเรียกปฐวีรีบรับโทรศัพท์ทันที เพราะรู้ว่าเป็โทรศัพท์ของโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง
“สวัสดีค่ะ คุณปฐวี ตอนนี้เรามีลูกค้าติดต่อมาทางเราว่าจะเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ตอนนี้น้องเค้าอยู่ชั้น ม.2 ้าเรียนปูพื้นฐานชั้นม.2 และ ม.3 เพื่อปูพื้นเข้าเรียน ม.ปลายโรงเรียนชื่อดังต่างๆ เป็การสอนตัวต่อตัวต้องสอนที่บ้านของน้องเค้านะคะ คุณปฐวียินดีจะรับสอนไหมคะ”คุณครูจากทางโรงเรียนกวดวิชาถาม
“ยินดีมากครับ แต่ก่อนอื่นขออนุญาตไปพบกับผู้ปกครองกับน้องเค้าก่อนนะครับ เพื่อเตรียมการสอน จะได้ไปได้ถูกทางนะครับ. ปฐวีตอบ
“ยินดีค่ะ” คุณครูตอบ แล้วส่งข้อความ เกี่ยวกับแผนที่บ้านของน้อง และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครองให้กับปฐวี เสร็จแล้วปฐวีก็โทรหาผู้ปกครองของเด็กคนนั้นเพื่อโทรนัดวันที่จะไปพบปะ เพื่อทำความรู้จักกันก่อนที่จะได้เรียนกันจริง
บ้านของเด็กคนนั้นเป็ทาวน์เฮาส์ธรรมดา หน้ากว้างประมาณห้าเมตรข้างหน้ามีสวนเล็กน้อย พอตกแต่งสวยงาม ปฐวีเดินเข้าไปกดกริ่ง
“สวัสดีครับ ผมปฐวีครับ มาจากโรงเรียนกวดวิชาติวเตอร์พ้อยท์ครับ”ปฐวีเรียกเ้าของบ้าน
“สวัสดีค่ะ กำลังรอคุณครูอยู่พอดีค่ะ เชิญเข้ามาในบ้านก่อนนะคะ”เ้าของบ้านกล่าวเชิญปฐวี
พอปฐวีเดินเข้ามาในบ้าน มีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ทำหน้ามุ่ยจ้องเขม็งไปที่ปฐวี แต่ปฐวีก็ยิ้มตอบให้กับเด็กคนนั้น
.” เชิญนั่งค่ะคุณครู” คุณแม่พูดกับปฐวี
“คุณแม่ชื่อว่าคุณแม่นิดนะคะ และน้องที่คุณครูจะสอนชื่อน้องเ้านายนะคะ”คุณแม่กล่าวแนะนำตัว และกล่าวต่ออีกว่า
น้องเ้านาย จะว่าไปแล้ว เป็เด็กอ่อนคณิตั้แ่สมัยประถมพอเปลี่ยนขึ้นมาชั้นมัธยมก็ไม่สามารถตีโจทย์ หรือจับใจความได้ที่แย่ที่สุดคือแม้แต่การคูณหารยังผิดซะด้วยซ้ำ แต่พ่อเขาก็ยังตั้งความหวังให้เ้านายเนี่ยได้เรียนแต่โรงเรียนดีๆก็เลยอยากให้มีครูพิเศษมาสอนส่วนตัว เพราะเคยไปเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาแบบรวมกันเ้านายก็ไม่สามารถเรียนตามเขาได้
“อืม… เด็กพื้นฐานยังไม่ดีต้องปูพื้นก่อนนะครับและสำคัญที่เขาจะต้องเรียนที่โรงเรียนให้รู้เื่ก่อนและค่อยติวข้อสอบที่เข้าโรงเรียนนะครับ คุณแม่จะยอมรับตรงนี้ไหม” ปฐวีถามคุณแม่
“ไม่เป็ไรค่ะ ให้เขาเรียนให้รู้เื่ขั้นแรกแล้วขั้นต่อไปค่อยว่ากันค่ะ คุณครู” คุณแม่ตอบแต่น้องเ้านายไม่ได้พูดอะไรทำอาการเหมือนปากแบะๆ แล้วหันหน้าไปทางอื่น
อย่างไรก็ตามปฐวีไม่ค่อยคิดมากกับอาการต่อต้านของน้องเขาเท่าไรก็ปฐวีคิดว่า ถ้าน้องเขาไม่อยู่ในอาการที่ค่อนข้างแย่คุณแม่เขาก็คงไม่จ้างปฐวีเข้ามาดูแลน้องเขาเหมือนกัน
“โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นเริ่มอาทิตย์นะครับ สำหรับวันนี้ขอกลับก่อนนะครับรบกวนคุณแม่ส่งหน้าสารบัญของเนื้อหาที่จะเรียนด้วยนะครับผมจะเตรียมเนื้อหาการสอนได้อย่างถูกต้องครับ” ปฐวีกล่าวต่อ
“ถ้าอย่างไรก็ฝาก คุณครูดูแลด้วยนะคะ” แม่นิดกล่าวอีกครั้งหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลน้องเ้านายอย่างสุดความสามารถครับ”ปฐวีพูดเพื่อให้ความมั่นใจกับแม่นิด และน้องเ้านาย
.” ตอนนี้ก็จะสองทุ่ม ถ้าอย่างนั้นคงจะไม่รบกวนเวลาคุณครูแล้วนะคะแล้วเจอกันอาทิตย์หน้าค่ะ” แม่นิดกล่าวลา
“สวัสดีครับแล้วเจอกันครับ” ปฐวีก็กล่าวลาเช่นกัน
ปฐวีได้งานพิเศษนี้ เป็งานที่สอนเฉพาะวันอาทิตย์่เย็นปฐวีจึงมีเวลาการเตรียมการเรียนการสอนได้มากใน่วันธรรมดาดังนั้นปฐวีจึงมั่นใจจะสอนได้โดยไม่ทำให้ผู้เรียนต้องผิดหวัง
และแล้ววันอาทิตย์ก็มาถึง “สวัสดีครับ คุณแม่นิด” ปฐวีกล่าวทักทายเสร็จแล้วคุณแม่นิดก็เดินเข้ามาเปิดประตูบ้าน
“เชิญค่ะ น้องเ้านายกำลังรออยู่ ที่ห้องเรียนเขานะคะ”แม่นิดพูดทั้งพาปฐวีเดินเข้าไปหาน้องเ้านาย
“เดี๋ยวคุณแม่ไม่เข้าไปด้วยนะคะ อีกสองชั่วโมงจะเรียกนะคะตั้งใจเรียนด้วยนะลูก” แม่นิดพูดกับน้องเ้านาย
“สวัสดีครับเ้านาย ครูชื่อปฐวีนะครับ หรือจะเรียกว่าพี่ปฐวีก็ได้นะครับ”ปฐวีบอกชื่อของตัวเองอีกทีกันน้องลืม
“เอ้านี่ครูไปหาซื้อหนังสือคณิตศาสตร์ที่ใกล้เคียงกับหนังสือเรียนปัจจุบันของเราแต่มีรูปแบบที่มีแบบฝึกหัดเยอะกว่า”ปฐวียื่นหนังสือให้น้องอีกครั้งพร้อมแนะนำสรรพคุณ
น้องเ้านายหยิบหนังสือไปอ่านดูแบบคร่าวๆ แล้วถามกลับปฐวีว่า“ครูครับทำเราต้องเรียนตัวเลขอะไรที่ซับซ้อนที่มันยากๆ ด้วยนะครับในชีวิตจริงไม่เห็นต้องใช้อะไรมากเลยครับ”
“อืม... เ้านายคงหมายถึงการตัวเลขในการจับจ่ายซื้อหรือวางแผนการในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ” ปฐวีถามกลับ
.” เออ..ก็ใช่ครับ” น้องเ้านายตอบ
“แล้ว ปฐวีอยากเป็อะไรนะครับ โตขึ้นน่ะ” ปฐวีถาม
“ก็อยากเป็วิศวกรนะครับ คืออยากสร้างโรงงานผลิตหุ่นยนต์ครับ ผมคิดไปแล้วโรงงานต่อไปต้องมีหุ่นยนต์ใช้ในการผลิตชิ้นงานครับ”น้องเ้านายตอบด้วยแววตาเป็ประกาย
“อืม..คำตอบก็อยู่ในคำตอบของน้องล่ะครับ จำไว้นะครับยิ่งเ้านายหาความรู้ได้มากก็สร้างอะไรให้สังคมได้มากขึ้นเท่านั้นนะครับ”ปฐวีกล่าวเสริม
เ้านายเริ่มยิ้มให้กับปฐวี เพราะเริ่มเข้าใจความสำคัญของการเรียนหนังสือ
“โอเค เริ่มเรียนกันเลยนะครับ” .ปฐวีกล่าวชักชวน
ปฐวีดูน้องเขาตอนแรกก็มีแรงตั้งใจเรียนดีอยู่แต่พอครึ่งชั่วโมงแรกผ่านไปน้องเขาเริ่ม เหม่อลอย ฟังเริ่มไม่ได้ศัพท์มองอะไรก็ไม่ชัด เวลาถามก็ตอบได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางทีก็อึ้งๆ ทำหน้างงบ้าง
.” พักก่อนไหม” ปฐวีถามน้องเขา
.” ไม่ล่ะครับ เพิ่งได้ครึ่งชั่วโมงเอง” น้องเ้านายตอบ
เสร็จแล้วปฐวีก็เริ่มสอนต่อ ดูน้องเ้านายก็พยายามเรียกสติกลับคืนมาก็คงเพราะกลัวปฐวีจะว่าเอา
ปฐวีก็พยายามสอนต่อไปเรื่อยๆ จนครบ1ชั่วโมง “เอาล่ะ เอาล่ะเดี๋ยวพักสักห้านาทีนะครับ เ้านาย แล้วมาเริ่มกันต่อ”
“ครูจะเอาน้ำดื่มไหมครับ” น้องเ้านายถาม
“ขอบใจมาก” ปฐวีตอบ แล้วน้องเ้านายก็รีบไปหาน้ำดื่มมาให้
น้องเ้านายหาน้ำดื่มมาให้ แล้วก็วางลง ปฐวีถามว่า” เป็ไงเ้านายรู้สึกง่วงรึเปล่าเวลาพี่สอน เมื่อคืนอดนอนรึเปล่า”
.” เออคือ ไม่ได้ง่วงนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจนะครับคือแบบจำสูตรไม่ได้นะครับ” น้องเ้านายตอบ
“อืม…ยังจำไม่ได้ก็จดไปก่อนก็ได้นะ” ปฐวีตอบ แล้วก็จดใส่กระดาษเล็กพร้อมเปิดหนังสือหน้าแบบฝึกหัด วางกระดาษโน๊ตสูตรไว้หน้าหนังสือ
“ตอนนี้ยังจำไม่ได้ก็ไม่เป็ไร ถ้าได้ทำโจทย์ไปเรื่อยๆโดยใช้สูตรตัวนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะชินไปเอง เอาล่ะมาทำแบบฝึกหัดดูสักยี่สิบข้อ”ปฐวีพยายามพูดชักชวนให้น้องมีกำลังเรียนต่อ แบบว่ามีปัญหาแค่นี้ก็ยังมีทางออก
น้องเ้านายพยายามคิดนับครั้งแรกก็คำนวณผิดพอพยายามอีกครั้งก็ส่ายหัวต้องคิดใหม่ ปฐวีเห็นดังนั้นก็เลยบอกกับน้องเ้านายว่า“ความจริงเื่นี้น้องเ้านายอย่าคิดมาก สูตรคณิตศาสตร์ก็เปรียบเหมือนอะไรอยู่ด้วยกันและมันสัมพันธ์กันอย่างไร”
ปฐวีพยายามเปรียบเปรยว่า “ก้อนหินวางอยู่บนพื้น” ก็คือก้อนหินเป็ตัวแปรหนึ่ง พื้นเป็ตัวแปรหนึ่ง วางอยู่บนเป็การผูกสัมพันธ์กันและมันก็เหมือนกับ น้องเ้านายใส่เสื้อผ้า น้องเ้านายสวมแว่นตาน้องเ้านายเล่นคอมพิวเตอร์ พูดง่ายๆก็คือตัวแปรกับอีกตัวแปรหนึ่งสัมพันธ์กันอย่างไร
เช่นสูตรนี้ 2A+B=?คือขั้นแรกน้องเ้านายต้องมีสติคิดว่าAคือเลขอะไรแล้วคูณกับ2แล้วพักไว้ ขั้นที่สองคือก็ต้องมีสติคิดว่าBคืออะไรแล้วจึงนำจำนวนหน้า และจำนวนหลังมาบวกกันจึงไปได้คำตอบ
น้องเ้านายพยายามทำตามอย่างที่ปฐวีบอกคือรู้จักแต่ละตัวแปรก่อนว่าอะไรเป็อะไร แล้วค่อยนำมาสัมพันธ์กันโดยกระทำเช่นนี้ซ้ำๆ จากช้าไปเร็วจนเ้านายหายง่วงไปเองแต่มันก็ครบหมดเวลาสองชั่วโมงพอดี
ปฐวีพอเห็นน้องเ้านายเริ่มใช้สูตรทำแบบฝึกหัดได้ก็เริ่มเบาใจว่าเ้านายรู้สึกตัวเองได้ทำความรู้จักมันและนำมันไปใช้งานได้ ปฐวีกล่าวทิ้งท้ายกับน้องเ้านายก่อนหมดเวลาอีกนิดนึงว่าไม่ว่าจะเรียนวิชาอะไร พยายามอย่าเหม่อลอย ปล่อยไปตามลม เพราะเราอาจจะจับอะไรไม่ได้เลยจนหมดเวลาแต่ถ้าเราตั้งสติฟังว่าครูกำลังพูดอะไร และแต่ละคำพูดนั้นสัมพันธ์กันอย่างไรเราก็จะได้รับความรู้นั้นอย่างต่อเนื่องอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
น้องเ้านายยิ้มตกลงยอมรับคำแนะนำของครูปฐวี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณปฐวีเสร็จแล้วปฐวีก็ขอตัวกลับบ้าน
เมื่อเวลาไปโรงเรียนน้องเ้านายพยายามทำตามอย่างที่ปฐวีสอนคือพยายามฟังครูว่าครูพูดอะไร แล้วเ้านายก็พยายามปะติดปะต่อกันดังนั้นเวลาทำข้อสอบท้ายชั่วโมงน้องเ้านายจึงสามารถทำข้อสอบได้
แม้แต่เื่เล็กๆ น้อยๆ เช่นการรับประทานอาหารว่าจะเอากับข้าวอะไรกินกับอะไร แล้วปรุงรสเช่นไรถึงจะอร่อยหรือจะเป็การคุยกับเพื่อนว่าจะใช้คำอย่างไร และปะติดปะต่อกันให้เพื่อนเข้าใจหรือแม้แต่การจัดบอร์ด ว่าจะนำภาพมาเรียงต่อกันอย่างไร ให้มองแล้วดูมีสารประโยชน์ตกแต่งแล้วสวยงามสะดุดตาชัดเจน เป็ต้น
จากนั้นน้องเ้านายก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเขามีสาระขึ้นไม่ปล่อยเวลาเอาทิ้งไปวันๆจึงทำให้น้องเ้านายรู้สึกถึงความอยากไปโรงเรียนั้แ่นั้นมาพอเป็เช่นนี้คุณแม่นิดก็เริ่มดีใจมากขึ้น
วันอาทิตย์ต่อมา ปฐวีก็เข้ามาสอนตามปกติแต่วันนี้น้องเ้านายดูอารมณ์ไม่ค่อยดี เหมือนจะไม่ค่อยอยากฟัง ไม่ค่อยอยากเขียน
“น้องเ้านาย เป็อะไรรึเปล่าครับ ดูอารมณ์ไม่ค่อยดี” ปฐวีถาม
“คือเหมือนแม่เขาจะให้ผมเรียนอย่างเดียวนะครับแต่ผมคิดว่าเป็เด็กก็ต้องมีี้เีบ้าง” น้องเ้านายตอบ
“คือครูว่าก็ต้องแบ่งเวลานะครับ เวลาพักก็พักเต็มที่เวลาเรียนก็เรียนเต็มที่ ลองคุยกับคุณแม่ดูนะครับ” ปฐวีตอบ
น้องเ้านายถอนหายใจ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดต่อปฐวีสังเกตน้องเ้านายดูเหมือนเ้านายยังไม่หายโกรธคุณแม่โดยปฐวีสังเกตจากลายมือของน้องเ้านาย
“ทำไมลายมือเป็อย่างนั้นล่ะ เ้านาย” ปฐวีถามเ้านายแต่เ้านายก็นิ่งเงียบไม่มีคำพูดใด
“เ้านายเคยสังเกตไหม เวลาเราโกรธ หรือหงุดหงิด อารมณ์ดีหรือมีสมาธิลายมือของเ้านายไม่เหมือนกัน” ปฐวีพูดต่อ
“ดูสิลายมือตอนนี้ มันดูแล้วมันตวัด เดี๋ยวใหญ่เดี๋ยวเล็ก ไม่มีหัวไม่มีหาง ดูสิสมุดก็พลอยไม่สวยไปด้วยเลย” ปฐวีบอกให้น้องเ้านายรู้ตัว
“เื่คุณแม่นะ ครูว่าแม่เขาเข้าใจน้องอยู่แล้วนะครับคือไม่ไหวก็คือไม่ไหว สำคัญคือต้องบอกให้คุณแม่รู้ว่าน้องไม่ไหวไม่มีแม่คนไหนทำร้ายลูกตัวเองหรอกครับ” ปฐวีตอบ
น้องเ้านายถอนหายใจอีกครั้ง แค่น้องเ้าก็อมยิ้มนิดๆปฐวีสังเกตน้องเ้านายอารมณ์ดีขึ้น แต่ยังไงลายมือก็ยังไม่สวยอยู่ดีคือเอนไปเอนมาไม่มีหัวไม่มีหางอยู่ดี
“เวลาน้องเ้านาย มึนๆ เบลอๆ แบบไม่รู้อะไรเป็อะไรน้องเ้านายลองเขียนหนังสือแบบมีหัวมีหาง และขนาดตัวเท่ากัน คือคล้ายๆกับคัดลายมือ แต่ไม่ต้องเครียดขนาดนั้นเพราะเราไม่มีเวลามาก เชื่อครูไหมมันใช้ควบคุมสติได้ดีเลยนะ แถมยังทำให้สมุดเขียนสวยขึ้นด้วย” ปฐวีแนะนำ
น้องเ้านายเขียนตามที่ครูปฐวีแนะนำ แต่แรกๆดูน้องเ้านายหงุดหงิดกับต้องเขียนสวยด้วยแต่ปฐวีต้องคอยบอกให้น้องเ้านายให้ใจเย็น ไม่ต้องรีบ และมักต้องชมคำว่า“เป็ไงล่ะ สวยไหม”
ั้แ่นั้นเวลาน้องไม่ตั้งใจเรียน ี้เีไม่อยากเรียนก็จะใช้วิธีคัดลายมือบ้าง ตั้งใจฟังครูว่าพูดอะไรบ้างก็พอที่จะช่วยให้น้องเ้านายกลับมาตั้งสติเรียนมากขึ้นได้บ้าง
เย็นวันหนึ่งขณะที่ปฐวีกำลังออกกำลังกายอยู่ที่สวนสาธารณะก็ได้พบเมฆกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง ปฐวีเห็นเช่นนั้นก็เข้าไปทักทายเมฆ
“ว่าไงครับเมฆ มาออกกำลังกายเหมือนกันเหรอครับ” ปฐวีเข้าทักทาย
“ฮีๆ ได้ข่าวกำลังช่วยไอ้เด็กหลังห้อง ไม่อยากเรียนหนังสืออยู่เหรอ”เมฆถาม แต่ปฐวีก็ทำหน้านิ่งอยู่
“ก่อนอื่น ต้องขอชมวิชาปราณปรมัตถ์ก่อนที่ทำให้เด็กคนนั้นรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ให้หลงละเมอไปตามอารมณ์ต่างๆ ของตนเองและใช้สติจับสิ่งต่างๆ แล้วคิดพิจารณา” เมฆอมยิ้มแบบประชดและกล่าวชม
“นายไม่เห็นด้วยเหรอ” ปฐวีทั้งโกรธทั้งสงสัย
“ฉันว่าจริงๆ แล้วโดยธรรมชาติเด็กคนนี้มันไม่อยากเรียนแล้วปล่อยเป็ตามอารมณ์ของตนเองแบบไม่มีใครคอยดูแลจิตใจและสติปัญญาของเด็กคนนั้นก็เริ่มจะอ่อนแอ และก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆจนเรียนไม่รู้เื่ จนโดนเพื่อนแกล้งเอาเปรียบ และสุดท้ายก็ไปสู่สิ่งที่ผิด”
“แล้วฉันทำอะไรผิด” ปฐวีถาม
“เ้ามันเทวทูตอ่อนหัด คือถ้าเด็กมีนิสัย และจิตใจที่ยังไม่ดีก็ควรปล่อยให้ธรรมชาติลงโทษให้มันรู้สำนึก พอเด็กมันคิดว่าไอ้นิสัยเลวๆของมันเป็แบบนี้ควรเลิกทิ้งเสีย ถึงค่อยสอนให้เด็กคนนั้น” เมฆตอบ
“เื่นี้ถ้าเ้าไม่เชื่อข้า ให้เ้ามองไปที่กลางทุ่งสนามหญ้าแล้วเพ่งไปที่แสงที่สาดทุ่งหญ้า” เมฆบอก แล้วปฐวีก็ทำตามที่เมฆบอก
ปฐวีเห็นเพื่อนของเ้านายมาชวนน้องเ้านายเล่น น้องเ้านายน้องเ้านายทำหน้าหงุดหงิดรำคาญใส่เพื่อนคนที่มาชวน บางคนก็มาทักเ้านายดีๆแต่เ้านายกลับทำท่าขยะแขยงเหมือนจะรังเกียจที่จะคบด้วย
“เ้าเห็นลูกศิษย์คนเก่งรึยังล่ะ เห็นไหมพอทำแบบนี้ แล้วเด็กมันรอดมันก็ไปดูถูกคนที่อ่อนแอกว่า โดยไม่รู้สึกถึงตอนที่ตัวเองยังไม่รอดอย่างนี้มันถูกไหม” เมฆถาม เสร็จแล้วเมฆก็ลุกออกจากที่นั่งแล้วเดินออกไป
ปฐวีคิดว่าการให้ธรรมชาติลงโทษมันก็ดีอยู่หรอกเพราะเค้าจะเรียนรู้การกระทำของตนเอง แต่ไม่ใช่ทำกันแบบเสียผู้เสียคนกันไป
อย่างไรก็ตามการไปโรงเรียน ก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่เื่เรียนมันก็ต้องเื่เพื่อนเข้ามาในชีวิตการเรียนด้วย ยิ่งน้องเ้านายเป็หัวอ่อนขี้กลัว และมักชอบเก็บตัว เพื่อนที่เกเรจึงมักมันเขี้ยว บางทีก็ขโมยรองเท้าบางทีก็ตบหัว บางทีก็ถากถางล้อเลียน แสดงอำนาจต่อน้องเ้านายอยู่บ่อยๆ
พอถึงวันอาทิตย์ น้องเ้านายมักจะเคยชินกับการมาปรึกษากับปฐวีเนื่องจากน้องเ้านายกับซูโมเริ่มสนิทกันแล้ว
“ครูครับ วันนี้ผมมีเื่จะปรึกษาอีกแล้วครับ” น้องเ้านายพูดกับปฐวี
“มีอะไรรึเปล่าครับ” ปฐวีถามกลับ
“คุณครูดูผมอ่อนแอเกินไปรึเปล่าครับ” น้องเ้านายพูด
“อืม.. โดนเพื่อนแกล้งเหรอครับ” ปฐวีถามกลับ
“บางทีผมก็อยากชกหน้าพวกมันกลับ แต่พวกมันตัวใหญ่ และมีพวกเยอะนะครับ”น้องเ้านายพูดแล้วก็อธิบายเื่ราวต่างๆ ที่เขาแกล้งให้ปฐวีฟัง
“อืม ครูแนะนำให้บอกครูประจำชั้นนะครับเป็อันดับแรกนะครับเพราะบางทีมันเป็เื่ทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินอันดับที่สองก็ให้อยู่ห่างๆ พวกเขานะครับ เพื่อเื่จะได้ไม่เกิดขึ้นอันดับสามถ้ายังไม่ได้อีกก็ปรึกษาผู้ปกครองนะครับ” ปฐวีแนะนำ
“ครูครับ ถ้าพวกมันยังหาเื่อีกนะครับเพราะนิสัยพวกเขาเป็อย่างนั้นจริงๆ” น้องเ้านายพูดโดยไม่เชื่อคำที่ปฐวีแนะนำ
“ครูคิดว่าทำสามอย่างนี้ที่ครูแนะนำ เหตุการณ์จะเบาลงครับส่วนการกระทำที่ไม่ดีของพวกเขา น้องเ้านายไม่ต้องสนใจหรอกครับเพราะว่ากระทำที่เกิดเพราะนิสัยแย่ๆ ของพวกเขา เวลาเขาไปทำกับคนอื่นคนอื่นก็จะพลอยรังเกียจพวกเขาไปเองล่ะครับ โดยทีน้องเ้านายไม่ต้องทำอะไรพวกเขาเลยครับ”ปฐวีให้คำแนะนำอีกครั้ง
“มันสำคัญคือน้องเ้านายห้ามทำร้ายเขากลับเพราะมันจะทำให้คิดแค้นกันไม่ที่สิ้นสุด เวลาเจอกันก็ตั้งสติพูดจากันดีๆแต่ถ้าเพื่อนกลุ่มนั้นพูดไม่รู้เื่กันจริงๆ ก็ให้อยู่ห่างๆ กันนะครับ จะได้ไม่เกิดเื่”ปฐวีกล่าวเสริม
“ครูพอจะรู้ไหมครับ ทำไมพวกนี้ชอบแกล้งคนอื่นครับ” น้องเ้านายถาม
“เื่นี้ครูก็ไม่รู้นะครับ คือมันหลายอย่าง อาจเป็ได้ทั้งร่างกายจิตใจ หรือสังคมรอบข้างคอยหล่อหลอมให้คนพวกนั้นเข้าใจแบบนั้นครับ”ปฐวีพยายามอธิบาย
“คือผมอยากให้พวกเขาเลิกแกล้งคนอื่นนะครับ” น้องเ้านายพูดแบบถอนหายใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ น้องเ้านาย การทำร้ายผู้อื่นเป็สิ่งไม่ดีเดี๋ยวพอพวกนั้นเขาเห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็สิ่งที่ไม่ดี เขาก็จะเลิกไปเองนะครับแต่ตอนนี้เขายังไม่เห็น ก็อยู่ห่างๆ เขาไปก่อนแต่ถ้าน้องมีโอกาสก็อย่าลืมแนะนำสิ่งดีๆ ให้พวกเขาล่ะ ถ้าไม่โกรธกันไปก่อน”ปฐวีตอบแบบยิ้มๆ
น้องเ้านายยิ้มตอบรับความเห็นของปฐวี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณปฐวีพร้อมกับเริ่มเรียนพิเศษกันต่อไป
ณ.โรงอาหารที่โรงเรียนของเ้านายเพชรชอบทำตัวเป็หัวหน้าแก๊งที่ชอบไล่แกล้งคนอื่นบ้างโดยเฉพาะเ้านายเป็ที่เพชรไม่ชอบมากๆ
“อ้าว ว่าไงเ้านาย เวลากินข้าวไม่อ่านหนังสือไปด้วยล่ะ จะได้เป็เด็กดีของคุณพ่อ คุณแม่ไง ไอ้เด็กไม่รู้จักโต”เพชรกับเพื่อนเดินเข้ามากล่าวถากถางน้องเ้านาย
“คือผมรู้จักแบ่งเวลาครับเวลากินข้าว ก็กินข้าวเวลาอ่านหนังสือก็อ่านหนังสือครับ แล้วเื่ที่ผมเป็เด็กดีพ่อแม่ ผมว่ามันยังดีกว่าเป็เด็กดีของแก๊งติดยาครับเพราะคนดีของแก๊งติดยาคงต้องเสพยา จีบสาว ไล่แกล้งทำร้ายผู้อื่นถึงจะได้เป็คนเก่งคนดีของพวกมัน” น้องเ้านายพูดแบบใส่อารมณ์
“ปากดีนักเหรอมึง” เพชรโกรธพร้อม จะง้างหมัด แต่เพื่อนๆห้ามไว้เพราะในโรงอาหารคนมันเยอะ ส่วนน้องเ้านายก็รีบเดินหนีเอาข้าวไปกินต่อใกล้ห้องกินข้าวของพวกครู แต่คราวนี้เพชรค่อยๆ เดินตามมา
“แกคิดว่าลำพังแค่ตัวหนังสืออย่างเดียว จะทำให้แกได้ดีงั้นเหรอ” เพชรถาม
“เปล่าคือ ฉันคิดว่าคนทำตัวไม่ดี ก็ไม่มีทางได้ดีหรอกเอ็งจะบอกข้าว่าต้องเข้ากับคนไม่ดีได้ด้วยใช่ไหม จึงจะได้ดี” น้องเ้านายตอบ
“เื่นี้ ฉันคิดว่าถ้าฉันยังแข็งแรงไม่พอที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้เหมือนคนว่ายน้ำยังไม่แข็ง ไปช่วยคนที่กำลังจะจมก็มีแต่จะจมไปทั้งคู่หวังว่าคงเข้าใจเรานะเพชร” เ้านายพยายามอธิบายให้เพชรฟัง
“ถ้านายคิดอย่างนั้น เราก็ไม่ว่า ถ้างั้นถ้านายมีอะไรให้พวกช่วยเหลือก็บอกละกัน”เพชรใจเย็นลงแล้วพูดกับเ้านาย
“เช่นกัน เพชรถ้านายมีเื่อะไรให้ช่วยเหลือก็บอกละกัน”เ้านายก็ยิ้มรับแล้วพูดกับเพชร
เกือบทุกอาทิตย์น้องเ้านายมักจะเล่าเื่ราวในโรงเรียนให้ปฐวีหลังจากที่น้องเ้านายเล่าเื่ราวต่างๆปฐวีก็จะพยายามสอนวิธีสร้างคุณค่าให้กับตนเองเพื่อให้่จังหวะในวัยเรียนของน้องเ้านายจะได้ไม่เป็่เวลาแห่งการแข่งขันเอาชนะแต่เป็่เวลาแห่งการฝึกฝนตนเองให้ทำประโยชน์ต่อสังคมโดยอาจเริ่มต้นด้วยการเสียสละตนเอง ช่วยงานบ้านปัดกวาด เช็ด ถู หรืองานต่างๆที่พอจะช่วยได้ให้กับครอบครัวตนเอง เพื่อให้คนในครอบครัวของตนเองมีความสุขและคิดว่ารอยยิ้มของคนในครอบครัวคือรางวัลแห่งความภูมิใจของน้องเ้านาย
ั้แ่นั้นมาเ้านายก็เริ่มเปลี่ยนเป็คนละคนกับเมื่อก่อนจากเป็คนไม่อยากไปโรงเรียนมีปัญหากับเพื่อน ก็เป็คนอยากไปโรงเรียน ทั้งเพื่อน และครูก็รักการเรียนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มีกิจกรรมอะไรก็เข้าร่วมสม่ำเสมอใกล้สอบก็ชักชวนมาติวหนังสือ และอ่านหนังสือด้วยกันมีปัญหาอะไรกันก็มีน้ำใจแบ่งเสียสละส่วนสำหรับงานสอนพิเศษของครูปฐวีก็เป็ไปอย่างต่อเนื่องตามลำดับ และไม่เคยขาดเรียนเลย