เมื่อน้ำเสียงที่บอกถึงความ้าที่จะต่อสู้ของผู้เป็บิดาเลือนหายไปความโกรธของมาร่าก็น้อยลงเช่นกัน สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความเ็าซึ่งมีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้สีหน้าของเธอราวกับสวมไว้ด้วยหน้ากากและประสาททุกส่วนในเรือนกายก็พลอยแข็งขืนไปด้วย เธอเดินตรงไปยังเตาอบซึ่งขณะนี้หน้าขนมพายเริ่มเป็สีทองแล้ว
“ถ้าที่คุณพูดมาทั้งหมดนั้นหวังเพียงเพื่อที่จะให้ฉันเห็นใจละก็” มาร่าใช้ที่จับเลื่อนถาดขนมออกจากเตาอบวางลงตะแกรงลวด “ฉันว่าคุณเสียเวลาเปล่า”
“เปล่าเลยพอเพียงแต่ใช้ความพยายามที่จะเข้าใจในตัวลูกเท่านั้น” อดัมตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย“พ่อถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าทําไมพ่อถึงต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย หลังจากที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น ลูกก็ไปพบกับหมอแล้วก็บอกกับพวกเขาว่าลูกจะพาพ่อมาอยู่ที่นี่ และจะเป็ผู้ดูแลพ่อเอง ในตอนนั้นพ่อคิดเอาเองว่าลูกคงยกโทษให้พ่อแล้ว แต่
จริงๆ แล้วลูกไม่เคยยอมให้อภัยพ่อเลยก็ยังเรียกพ่อว่าคุณอยู่นั่นเอง แล้วทําไมพ่อจะต้องทนอยู่ที่นต่อไปด้วยเล่า”
“ฉันไม่เหมือนคุณนี่” มาร่าตอบ“ทุกสิ่งที่ฉันทําลงไป ก็เพราะฉันสํานึกในความเป็ลูกสํานึกถึงข้อผูกมัด ที่เรามีอยู่ต่อกัน ไม่ว่าฉันจะมีความรู้สึกต่อคุณยังไงก็ตามคุณก็ยังเป็พ่อของฉันอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นมันก็เป็หน้าที่ที่ฉันจะต้องดูแลคุณ”
“ซึ่งก็เพราะเหตุผลอันนั้นที่ทําให้พ่อได้มาอยู่ที่นี่เพราะลูกเห็นว่ามันเป็หน้าที่นั่นเอง” เขามองลูกสาวอย่างใช้ความคิด“แล้วลูกแน่ใจหรือว่า พ่อไม่ได้เข้ามาเป็ตัวขัดขวางความสุขกลายเป็ข้ออ้างที่ทําให้ลูกไม่ได้ออกไปดูโลกภายนอก”
รอยยิ้มขื่นๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“การดูแลคุณ เป็หน้าที่ซึ่งฉันจะต้องรับผิดชอบแต่ฉันก็รู้ว่าคุณต้องไม่เข้าใจในเื่อย่างนี้หรอกเพราะคุณไม่เคยรู้ความหมายของคําคํานี้”
“พ่อว่าลูกออกจะเป็คนที่มองอะไรในแง่ร้ายมากเกินไปสักหน่อยนะมาร่า” อดัม เพรนทิส พูดด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง “จนกระทั่งบางครั้งพ่อก็อยากจะมองเข้าไปให้เห็นถึงในจิตใจอยู่เหมือนกันว่าลูกกําลังคิดอะไรอยู่”เขาหยุดเว้นระยะไปเป็ครู่ก่อนที่จะพูดต่อว่า “พ่ออยากจะให้ลูกยอมรับเสียทีว่าตัวเองมีเพื่อนน้อยมากเวลาที่ใครเขามาชวนลูกออกไปเที่ยวเตร่ลูกมักจะปฏิเสธ ด้วยการอ้างว่าลูกจะต้องคอยดูแลพ่อ ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าพอที่จะติดต่อมาหาอีกเลย”
“แต่ฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนี่” มาร่ายักไหล่อย่างไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรเลย
“พ่อคิดว่า เมื่อตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ลูกก็ไม่ใคร่ได้ออกไปไหนเหมือนกันไม่ใช่หรือ ลูกใช้เวลาอยู่กับแม่เสียเป็ส่วนใหญ่”แววในดวงตาของเขาเข้มขึ้น
“ก็...ภายหลังจากที่คุณทิ้งแม่ฉันไปแล้วแม่ก็เหงามาก” น้ำเสียงกระด้างนั้นแฝงอยู่ด้วยการเหน็บแนม “เพราะฉะนั้น แม่ก็ย่อม้าที่จะได้ฉันอยู่เป็เพื่อนซึ่งมันก็เป็เื่ธรรมดา”
“ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า ลูกใช้แม่เป็ข้ออ้างเหมือนเวลานี้ที่ลูกกําลังใช้พ่อเป็ข้ออ้างอยู่นั่นเอง” เขาตําหนิเธอด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ลูกพยายามที่จะแสดงให้เราเห็นว่าลูกเป็คนที่มีความเป็คนใจบุญรู้จักกตัญญูคอยดูแลพ่อแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ดูถูกว่าทั้งนี้เพราะมันเนื่องมาจากการที่เราไร้ความสามารถนั่นเอง มาร่า พ่อขอถามจริงๆเถอะ ว่า ลูกกําลังกลัวอะไรอยู่ ลูกกลัวหรือว่า ถ้าตัวเองก้าวลงมาจากแท่นนั้นแล้วจะได้พบว่า ลูกเองก็มิได้มีความสามารถ หรือเก่งกาจมากไปกว่าเราเลย”
“คุณอยากจะเชื่อว่ามันควรจะเป็ยังไงก็ตามใจคุณฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะคิดยังไง” รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้านั้นบอกความจองหอง ไว้ตัวยิ่งนัก เมื่อพูดจบเธอก็หันหลังให้เขาเดินตรงไปยังราวที่ใช้แขวนเสื้อคลุม ปลดเสื้อคลุมลายทางจากตะขอเหล็กลงมาสวม “ฉันจะออกไปดูสิว่า บุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายมาส่งให้บ้างหรือเปล่า”
“ก็ดีเหมือนกันอย่างน้อยมันก็เป็ข้ออ้างที่ดีสําหรับที่จะหนีหน้าไปเสียให้พ้นจากการพูดจากันถึงเื่อย่างนี้”อดัมกล่าวอย่างรู้เท่าทันในความคิดของลูกสาว “แต่อย่างไรก็ตาม พ่ออยากจะบอกว่ามันเป็วิธีการปิดกั้นตัวเองที่ไม่ได้ผลหรอก”
ในตอนแรกเธอทําท่าเหมือนจะไม่โต้ตอบอะไรออกมาทั้งสิ้น แต่แล้วเธอก็หยุดอยู่ตรงประตู พร้อมกับหัน หน้ามามองเขา
“ทั้งหมดที่คุณพูดมาก็เป็เพียงแค่การที่จะหาเหตุผลมากลบเกลื่อนความละอายใจที่เกิดขึ้นจากการกระทําของตัวคุณเองเท่านั้นละนะอดัม” เธอใช้สายตาพิจารณาบุรุษผู้นั่งอยู่ในเก้าอี้ล้อเลื่อนเป็ครู่ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “คุณรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองนั้นจําเป็ที่จะต้องมีใครสักคนหนึ่งคอยช่วยดูแลแต่คุณก็ยังพอใจที่จะแกล้งทําเป็ว่าการที่ฉันทําอะไรทุกสิ่งทุกอย่างลงไปเพื่อคุณนี้ เป็เพราะว่าฉันมีเหตุผลอื่นและการที่คุณจําเป็จะต้องคิดอย่างนั้นก็เพราะว่ามันทําให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นนั่นเอง
“โธ่เอ๊ย...มาร่า” เขาส่ายศีรษะเศร้าๆ
สายตาของเธอละจากร่างเขาและกวาดไปทั่วห้องครัวเก่าแก่ที่มีบรรยากาศแสนสบายนั้นตู้เก็บของและหิ้งที่ใช้วางเครื่องมือชิ้นเล็กชิ้นน้อยอันเป็อุปกรณ์สําหรับห้องครัวทําขึ้นจากไม้โอ๊คที่มีอายุกว่าร้อยปี แต่กาลเวลาที่ผ่านไปมิได้ทําให้เนื้อไม้เสื่อมความงามลงได้ผนังห้องปิดทับไว้ด้วยวอลล์เปเปอร์พื้นเหลืองลายขาวเพื่อให้เข้ากับม่านที่ติดอยู่ตรงหน้าต่าง
ตรงกลางห้อง คือโต๊ะที่ต่อขึ้นจากไม้โอ๊คกับเก้าอี้พนักสูงมีผ้าปูสีเหลืองสว่างปูทับอยู่ข้างบนตรงกลางโต๊ะมีตะกร้าหวายใบเล็กใส่แอปเปิลสีแดงกับส้มสีทองตั้งอยู่ ส่วนพื้นห้องนั้นปูด้วยกระเบื้องยางสลับสีต่าง ๆ ทั้งแดง เหลืองและเขียว
“ฉันรู้ว่ามันเป็สิ่งที่รบกวนจิตใจคุณอย่างยิ่ง ที่บ้านนี้เป็บ้านของฉัน” มาร่าเอ่บขึ้นอีก “การที่คุณเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ก็ด้วยความอนุเคราะห์ของฉันเท่านั้น การที่คุณรู้อยู่แก่ใจ ว่าตัวเองได้ทอดทิ้งเราสองแม่ลูกมามากเพียงไรมันย่อมทําให้คุณรู้สึกอึดอัดใจอย่างมากที่จะต้องมาพึ่งพาอาศัยฉันอยู่ในเวลานี้แต่อดัม...ฉันว่าคุณยังโชคดีอยู่มากนะ เพราะคุณก็รู้ว่าที่นี่เป็บ้านที่คุณจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายและยังสามารถทํางานส่วนตัวต่อไปได้อีกด้วยรวมทั้งคุณมิได้มีฉันที่ทําหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้คุณทั้งในฐานะนางพยาบาลกับแม่บ้านเท่านั้น แต่ฉันยังช่วยคุณพิมพ์งานแล้วก็ทำงานด้านวิเคราะห์ข้อมูลอีกด้วยก็แล้วทำไมคุณไม่คิดถึงเื่อย่างนี้บ้างล่ะ จะต้องมานั่งคอยจับผิดฉันในขณะที่ฉันกําลังทําหน้าที่เ้าของบ้านที่ดีอยู่ทําไม”
ผู้เป็บิดานั่งนิ่งเงียบมิได้ตอบโต้แต่ประการใดออก มามาร่าจึงเปิดประตูมุ้งลวดออก
“อย่าให้ลมแรงข้างนอกมันพัดพาสติปัญญาของลูกไปเสียทั้งหมดล่ะ” เสียงอดัมพูดตามหลัง
มาร่าเม้มริมฝีปากแน่นขณะที่เปิดประตูกระจกที่ปิดทับประตูมังลวดไว้อีกชั้นหนึ่งออกเมื่อปิดประตูชั้นในลงแล้วจึงได้ก้าวเดินออกไปข้างนอก
โดยรอบตัวบ้านนั้น เป็ทางเดินเล็ก ๆที่ปูไว้ด้วยอิฐสีแดงตรงไปยังประตูรั้วอันเป็ทางเข้าด้านหน้าซึ่งถนนด้านนอกนั้นเป็เส้นทางโรยด้วยกรวดในอากาศเต็มไปด้วยความหนาวเย็นของฤดูใบไม้ร่วงอันเป็วันในเดือนกันยายน ขณะนี้ใบไม้เริ่มร่วงหล่นลงบนพรมหญ้าสีเขียวแล้วแม้ว่าอากาศจะยังไม่หนาวจัดเท่าไรนักก็ตามต้นไม้ส่วนใหญ่ยังมีใบสีเขียวขจีปกคลุมอยู่แต่อีกไม่ช้ามันก็จะถูกแต่งตัวใหม่ด้วยสีเหลือง แดงเข้ม และสีน้ำตาลและเมื่อถึงเวลานั้น ท้องถิ่นแห่งรัฐเพนซิลวาเนียที่อยู่รอบนอกของเมืองเกตตี้สเบิร์กก็จะเปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล
มาร่าซุกมือทั้งสองลงไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม เดินเรื่อยๆไปตามทางเดินเส้นนั้น อาการเชิดศีรษะเดินตัวตรง นั้นเป็ไปตามธรรมชาติก็จริงแต่ภายหลังจากที่ได้มีพ่อเข้ามาอยู่ร่วมบ้านด้วย ดูเหมือนใบหน้านั้นจะเชิดมากขึ้น
ความชิงชังและหมดความนับถือในตัวบิดานั้นเป็พลังที่มีอิทธิพลอย่างรุนแรง ซึ่งทําให้เธอมีความคิดว่าในชีวิตนี้เธอไม่มีวันที่จะให้อภัยเขาได้อย่างแน่นอนและเมื่อใดที่อารมณ์เช่นนั้นบังเกิดขึ้น มาร่าก็จะร้อนผ่าวไปทั้งเนื้อทั้งตัว