ตอนที่ 24 สองบ้านแตกหัก
ในบ้านตระกูลเฉิน
ตอนที่เฉินเสี่ยวหมี่กลับมา เห็นเสี่ยวม่ายกำลังกินไข่ตุ๋นอยู่
บนไข่โรยด้วยเห็ดหอมซอย ซึ่งมีกลิ่นหอมมาก
ตอนเฉินเสี่ยวหมี่กลับมาก็ได้ยินเื่ที่นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลลู่มาหาเื่แล้ว แต่เขาคาดไม่ถึงว่าหลังจากนายหญิงผู้เฒ่ากลับไป ลู่หลินจะทำไข่ตุ๋นให้เสี่ยวม่าย
ในใจเฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย ไม่กี่วันก่อนลู่หลินยังบอกว่าต้องกินไข่อย่างประหยัด แต่ตอนนี้กลับไม่ทำตามคำพูด
“พี่ใหญ่” เฉินเสี่ยวม่ายส่งรอยยิ้มสดใสให้เฉินเสี่ยวหมี่ แล้วดันไข่ตุ๋นที่เหลืออยู่ครึ่งถ้วยไปตรงหน้าอีกฝ่าย
เฉินเสี่ยวหมี่ลูบศีรษะของเฉินเสี่ยวม่าย พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เ้ากินเถิด”
เฉินเสี่ยวม่ายพองแก้มพลางเอียงศีรษะอย่างสงสัย ทั้งที่อร่อยมากเลยนะ! แต่พี่รองกลับไม่กิน พี่ใหญ่ก็ไม่กิน ไม่มีใครกินสักคน
“พี่ใหญ่ ลู่หลินบอกว่ายายเฒ่าผู้นั้นขโมยเงิน ทว่าแม้อีกฝ่ายจะน่ารังเกียจมาก แต่ก็ไม่ได้ขโมยเงินจริงๆ” เฉินเสี่ยวไช่พูด
เฉินเสี่ยวหมี่มองเฉินเสี่ยวไช่แล้วพูดอย่างเคร่งขรึม “ในเมื่อลู่หลินบอกว่าขโมยเงิน ก็แสดงว่าขโมยเงินแน่นอน”
ลู่หลินพูดเช่นนี้ หากชาวบ้านรู้ว่าลู่หลินใส่ร้ายผู้อื่นคงไม่ดี ในหมู่บ้านแค่เื่เล็กๆ เท่าเม็ดถั่วเขียวก็สามารถวุ่นวายจนกลายเป็เื่ใหญ่โตได้ ในเมื่อลู่หลินบอกว่านายหญิงผู้เฒ่าขโมยเงิน ต่อให้มีคนเชื่อว่านางไม่ได้ขโมย แต่อย่างไรในใจก็ต้องรู้สึกลังเลอยู่บ้าง
เฉินเสี่ยวหมี่คาดไม่ถึงว่าลู่หลินจะทำเช่นนี้ แผนการครั้งนี้ของอีกฝ่ายช่างร้ายกาจนัก
คนในหมู่บ้านแห่งนี้ให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงมาก เนื่องจากเขาไม่มีชื่อเสียง ในหมู่บ้านจึงไม่ค่อยมีคนยอมช่วยเหลือ หากสภาพครอบครัวยังไม่ดี วันหน้าถ้าเสี่ยวไช่กับเสี่ยวม่ายอยากแต่งงานคงเป็ปัญหาใหญ่
การขโมยถือเป็ความผิดใหญ่หลวง แต่ตระกูลลู่มีปัญญาชนอยู่หนึ่งคน การที่มีผู้าุโในบ้านขโมยของ อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของลู่เฉิงอวี้ได้ เวลานี้ที่บ้านตระกูลลู่น่าจะวุ่นวายยกใหญ่
เฉินเสี่ยวหมี่เดินเข้าไปในห้องครัว เห็นลู่หลินกำลังทำอาหาร
“เื่ในวันนี้ ดูเหมือนผู้ใหญ่บ้านไม่ค่อยชอบใจเ้า” เฉินเสี่ยวหมี่พูด
ลู่หลินจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “จะไปสนใจเขาทำไม”
ลู่หลินหรี่ตาลง เขาเองก็รู้จักผู้ใหญ่บ้านตระกูลจาง ซึ่งมีนิสัยค่อนข้างแตกต่างจากจางจิ้นผู้เป็ลูกชาย ผู้ใหญ่บ้านผู้นี้สนใจแค่เื่สร้างชื่อเสียงให้ตระกูล คาดหวังให้ในหมู่บ้านมีจอหงวนหรือปั๋งเหยี่ยน[1]สักคน เพื่อนำพาหมู่บ้านสู่ความสำเร็จ คนผู้นี้จึงให้ความสำคัญต่อลู่เฉิงอวี้ของตระกูลลู่อย่างยิ่ง
หากเื่ที่ลู่หลินบอกว่านายหญิงผู้เฒ่าลู่ขโมยของแพร่ไปถึงตัวเมือง ก็จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของลู่เฉิงอวี้ ด้วยเหตุนี้ผู้ใหญ่บ้านจึงตักเตือนเขา
การที่ลู่หลินกล้าใส่ร้ายป้ายสีนายหญิงผู้เฒ่าตระกูลลู่นั้นมีสองเหตุผล หนึ่งคือไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนตระกูลลู่ สองคือเขาแต่งเข้าไปอยู่บ้านเฉินเสี่ยวหมี่แล้ว บุรุษที่แต่งเข้าบ้านภรรยาจะถูกชาวบ้านมองว่าเป็คนไร้ความสามารถ อีกทั้งชื่อเสียงของเฉินเสี่ยวหมี่เป็เช่นนั้น ชื่อเสียงของเขาก็คงไม่ดีกว่ากันสักเท่าใด จึงเลือกที่จะทำลายทุกอย่างให้รู้แล้วรู้รอด
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินพลางคิดในใจ ‘ลู่หลินมาจากสถานที่อื่นจริงด้วย นิสัยจึงแตกต่างจากคนที่นี่ สำหรับชาวบ้าน คำพูดของผู้ใหญ่บ้านถือว่ามีอำนาจมาก’ จากนั้นเขาพูดว่า “ผู้ใหญ่บ้านดูแลหลายเื่”
ลู่หลินแค่นเสียงเบาแล้วพูดว่า “ขอแค่มีเงิน ผู้ใหญ่บ้านจะทำอะไรได้ หากหาเงินได้หลายร้อยตำลึงแล้วซื้อร้านค้าสักร้านในเมือง ย่อมมีคนบอกว่าข้ามีความสามารถ”
เฉินเสี่ยวหมี่ได้ยินคำพูดของลู่หลินแล้วก็รู้สึกนับถืออยู่ในใจ
การแยกตัวออกมาจากตระกูลเฉิน ถูกคนทั้งหมู่บ้านต่อต้าน จึงมีบางครั้งที่เฉินเสี่ยวหมี่รู้สึกสับสน
การที่ในบ้านมีลู่หลินเพิ่มมาอีกคน เฉินเสี่ยวหมี่จึงมีคนที่สามารถพูดคุยปรึกษาได้ ทันใดนั้นก็รู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาก
ในบ้านตระกูลลู่
“เ้าสารเลวลู่หลิน เ้านั่นเป็ตัวกาลกิณีของข้าจริงๆ” นายหญิงผู้เฒ่าหวังรู้สึกว่าตนเองถูกใส่ร้าย
หลังจากกลับมา ทุกคนในบ้านล้วนกล่าวโทษนาง แม้แต่หลานชายคนโตก็เช่นกัน
ในหมู่บ้านไม่มีความลับ นอกจากลู่เฉิงอวี้ยังมีเด็กอีกสองคนที่ศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาอำเภอ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเฉินจิ่งของตระกูลเฉิน
ลู่เฉิงอวี้มีผลการเรียนไม่เลว ได้รับคำชมจากอาจารย์หลายครั้ง เมื่อเทียบกันแล้ว เฉินจิ่งถือว่าด้อยกว่ามาก คนตระกูลเฉินตำหนิเฉินจิ่งไม่น้อย บอกให้เขาเอาอย่างลู่เฉิงอวี้ เมื่อพูดบ่อยเข้า เฉินจิ่งจึงรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นลู่เฉิงอวี้ ถึงแม้ทั้งสองจะมาจากหมู่บ้านเดียวกัน แต่ในสายตาของลู่เฉิงอวี้นั้น เฉินจิ่งเป็คนโง่เขลา ย่อมไม่มีอนาคตอะไรแน่นอน ดังนั้นถึงแม้ทั้งสองจะเป็คนหมู่บ้านเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์กลับไม่ดีนัก
หลังจากเื่ที่หวังซื่อขโมยของแพร่ออกไป เฉินจิ่งก็ดีใจมาก
ตอนเฉินจิ่งอยู่ในสำนักศึกษาอำเภอ เขาได้บอกกับคนอื่นว่า เพื่อให้ลู่เฉิงอวี้ได้เรียนหนังสือ ตระกูลลู่จึงให้ลูกชายของบ้านรองแต่งไปอยู่กับพี่ชายใหญ่ที่เป็ซวงเอ๋อร์ของเขาโดยแลกกับเงินสิบตำลึง ทำให้บ้านรองสิ้นเชื้อสาย ไม่เพียงเท่านี้ ลู่เฉิงอวี้ยังยุยงให้ย่าตนเองไปขโมยเงินจากพี่ชายใหญ่อีกด้วย
ลู่เฉิงอวี้ได้รับความสำคัญจากสำนักศึกษาอำเภออย่างมาก แต่จู่ๆ ข่าวฉาวเช่นนี้ก็แพร่สะพัด ทำให้คนแตกตื่นทันที
ในสายตาของเฉินจิ่ง ถึงแม้เฉินเสี่ยวหมี่จะแยกออกไปแล้ว แต่ก็ยังเป็คนตระกูลเฉิน เงินของเ้านั่นก็ควรเป็ของตระกูลเฉิน
เฉินเสี่ยวหมี่ใช้เงินสิบตำลึงให้ลู่หลินแต่งเข้ามา ทำให้หลี่ซื่อนายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินปวดใจอย่างยิ่ง หลี่ซื่อก่นด่าบ่อยครั้งว่าตระกูลลู่ไร้มโนธรรม มีเงินมากมายแล้วยังขายคนให้เฉินเสี่ยวหมี่เพราะ้าเงินของตระกูลเฉิน และยังด่าว่าเหตุใดตัวหายนะอย่างลู่หลินถึงไม่จมน้ำตายไปเสีย
เฉินจิ่งได้ยินจากในบ้านมาเยอะ จึงมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อตระกูลลู่ ลู่เฉิงอวี้มีผลการเรียนดี จึงมักดูถูกเฉินจิ่ง เมื่อเขามีโอกาส จึงลงมือเล่นงานอีกฝ่ายเงียบๆ
เพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่ภูมิหลังครอบครัวไม่เลวแต่ผลการเรียนไม่ดีนักก็ฉวยโอกาสซ้ำเติม เพียงชั่วพริบตาเดียว อาจารย์ในสำนักศึกษาก็มองลู่เฉิงอวี้ด้วยสายตาที่แปลกไปหลายส่วน
ลู่เฉิงอวี้ทนไม่ไหวจึงต่อยกับเฉินจิ่งจนกลายเป็เื่ใหญ่
อาจารย์จนปัญญา ทำได้เพียงให้ทั้งสองคนหยุดเรียนสองวัน
ลู่เฉิงอวี้ได้รับความอับอายในสำนักศึกษา เมื่อกลับถึงบ้านจึงระบายความขุ่นเคืองออกมา พอนายหญิงผู้เฒ่าลู่รู้ว่าตระกูลเฉินทำเกินไปเช่นนี้ก็พลันโมโห ก่อนจะวิ่งไปเอาเื่ที่ตระกูลเฉิน
นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินก็ไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ โวยวายเสียงดังว่าหวังซื่อไร้มโนธรรม ขายคนให้กับตระกูลเฉินของนาง อีกทั้งยังขโมยของจากตระกูลเฉินของพวกเขา หน้าหนาเสียยิ่งกว่าหนังหมู นายหญิงผู้เฒ่าทั้งสองคนต่างไม่ใช่คนดี ขุดเื่เก่ามาแฉทั้งหมด
เมื่อพวกนางทะเลาะกันหนักเกินไป ก็มีคนเชิญผู้ใหญ่บ้านมาอีกครั้ง เื่ราวถึงได้สงบลง
การที่ทั้งสองทะเลาะกันเช่นนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกขบขันอีกครั้ง
ลู่หลินคาดไม่ถึงว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวของเขาจะมีอานุภาพทำให้เกิดเื่ใหญ่เช่นนี้ ตระกูลเฉินกับตระกูลลู่ดูเหมือนจะแตกหักกันด้วยเหตุนี้
หลังจากลู่หลินรู้เื่นี้ก็หาได้สนใจ ในสายตาของลู่หลิน ทั้งสองบ้านต่างไม่ใช่คนดี สุนัขกัดกันเอง ปากก็เต็มไปด้วยขน[2]
เชิงอรรถ
^ จอหงวนคือบัณฑิตที่สอบติดขุนนางได้อันดับหนึ่ง ส่วนปั๋งเหยี่ยนคืออันดับสอง^ หมายถึง การต่อสู้ระหว่างคนเลวจบลงด้วยความอัปยศทั้งสองฝ่าย