ตอนที่ 102 ทำงานชุ่ย
ขณะที่เอ่ยนางก็ได้ให้สาวใช้บริการนางต่อหญิงชราหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหัวไชเท้าหวานกรอบและวางมันลงในชาม...นางกินข้าวต้มหมดชามโดยไม่รู้ตัวและยังอยากจะกินอีกนางให้สาวใช้ตักข้าวต้มอีกถ้วย แล้วชิมอาหารอย่างอื่นทุกชนิดบนโต๊ะ แต่สิ่งที่นางกินมากที่สุดก็คือหัวไชเท้าหวานกรอบรสชาติอร่อยนั่น
ในทางกลับกันท่านผู้เฒ่าของตระกูลชอบถั่วแช่เหล้ามากที่สุด ชายชราโปรดปรานในการดื่มเหล้าถั่วแช่เหล้ามีกลิ่นหอมของเหล้าและรสเผ็ดเล็กน้อยซึ่งกระตุ้นต่อมรับรสของเขาได้เป็นอย่างทำให้เขาอยากกินมันไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่อยากหยุดเลยแม้แต่น้อย
สำหรับสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูล ทุกคนต่างก็พากันชมเชยอาหารเรียกน้ำย่อยทั้งสองอย่างต่อเนื่องโจวซือชู่มีสีหน้าพอใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคำกล่าวของเด็กหญิงตัวน้อยที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ โกโรโกโส ผู้ที่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าหญิงสาวสูงศักดิ์เหล่านั้น เขาจึงเอ่ยถามปู่ของเขาว่า“ท่านปู่คิดว่าผักดองพวกนี้เป็นเยี่ยงไรบ้างขอรับ ? ”
ผู้เฒ่าโจวหยิบหมั่นโถวเล็ก ๆ ขึ้นมาหนึ่งชิ้นและใช้ตะเกียบคีบถั่วแช่เหล้าไปวางไว้ข้างบนเขาอ้าปากกว้างกัดแล้วหลับตา “มิเลว...”
“ท่านปู่คิดว่าลูกค้าจะชอบหรือไม่ขอรับถ้าร้านเจินซิวจะเพิ่มผักดองเหล่านี้ลงในอาหารเรียกน้ำย่อยด้วย? ” ที่ร้านขายผักดองเด็กหญิงได้เอ่ยถึงความคิดนี้อย่างถ่อมตัวและมันช่วยจุดประกายความคิดในการทำธุรกิจของเขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาที่ปิดสนิทของท่านผู้เฒ่าก็เปิดกว้างทันทีเขาวางตะเกียบในมือลงและลูบเครา จากนั้นก็พยักหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงพอใจ“ชู่เอ้อร์ ปู่คิดไม่ผิดจริง ๆ ที่คอยจับตามองหลานเอาไว้ หลานเหมือนลูกรองอย่างแท้จริงอ่า...ความคิดนี้พอจะเป็นไปได้อยู่ เยี่ยงนั้นปู่จะให้หลานจัดการก็แล้วกัน ! ”
โจวซือฟางกำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะแม้เล็บจะจิกเข้าไปในเนื้อแล้วแต่เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บ เขาพยายามอย่างที่สุดที่จะคงรอยยิ้มบางๆ บนหน้าเอาไว้ “ท่านปู่ขอรับ น้องชู่เป็นม้ามืดที่มีความคิดน่าทึ่งอย่างแท้จริงโชคดีที่สมาชิกทุกคนของตระกูลโจวมีสายเลือดเดียวกัน”
ในใจของเขาแอบเกลียดน้องชายอยู่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักหนาเพียงใด ไม่ว่าจะทำธุรกิจเก่งมากถึงขนาดใหน ในใจของท่านปู่ก็ไม่มีที่พอให้เขาขึ้นมาอยู่เหนือน้องๆ ที่เกิดจากภรรยาของตระกูลได้เลย
แม้ว่าท่านปู่จะชื่นชมเขาในเรื่องความเฉียบแหลมและความสามารถในการทำธุรกิจแต่เขาก็แค่ได้รับกิจการเล็ก ๆ ไม่กี่แห่งเท่านั้น โจวซือชู่เป็นเพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้ความอะไรเลยแต่แค่ความคิดง่าย ๆ ที่ใครก็คิดได้ ท่านปู่กลับตัดสินใจให้เขามีส่วนร่วมในธุรกิจมากขึ้นทำให้เขากลายเป็นผู้สืบทอด แล้วเขาจะยอมรับเรื่องนี้ได้เยี่ยงไร ?
ภายในตระกูลโจวซึ่งเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองถังกู่มีบางคนที่รื่นเริงยินดีและบางคนที่วิตกกังวล ในทางกลับกัน เสี่ยวเฉายังคงทำหน้าที่ตามปกติของนางต่อไปนั่นคือการทำอาหารตุ๋นและขายอาหารตุ๋นคนทั้งบ้านต่างทำงานกันยุ่งเป็นพัลวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา
หลังจากนางจางมาสร้างความวุ่นวายและได้สูตรอาหารตุ๋นกลับไปแล้ววันต่อมานางก็ไปที่ตลาดและได้ซื้อหัวหมูขนาดใหญ่หนึ่งหัวและยังทำให้คนขายเนื้อต้องเอาไส้หมูกับผ้าขี้ริ้วหมูให้นางด้วยก่อนที่จะกลับบ้านไปเตรียมอาหาร
ไส้หมูกับผ้าขี้ริ้วไม่เพียงแต่จะสกปรกเท่านั้นมันยังเหม็นอีกด้วย นางจางย่อมไม่อยากทำงานกับของพวกนี้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ส่วนลูกสาวของนางก็กำลังจะออกเรือนจะทำให้มือของนางเจ็บหรือทำงานหนักไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่นี้จึงตกเป็นของนางหลี่
นางหลี่เป็นคนขี้เกียจชอบแต่จะกินกับนินทาเท่านั้น แล้วนางจะทำงานหนักเช่นนั้นได้เยี่ยงไร ?ถ้าลงแรงไปแล้วเงินเข้ากระเป๋านางเองก็เป็นอีกเรื่องแต่นี่รายได้ทั้งหมดของครอบครัวอยู่ในความควบคุมของแม่สามี นางจึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน
นางหลี่ใช้มือข้างหนึ่งบีบจมูกขณะที่ใช้น้ำล้างคราบสกปรกที่อยู่ในไส้หมูออกไปจากนั้นนางก็แช่ไส้หมูในน้ำสะอาดสองสามครั้งโดยไม่ได้ขัดถูพวกมัน ส่วนหัวหมูนั้นนางไม่ได้เสียเวลาเอาขนออกให้หมดเลยด้วยซ้ำไม่ได้ทำความสะอาดหูหมูอีกด้วย นางเอามันใส่ลงไปในหม้อต้มทันที
ระหว่างขั้นตอนการทำนางจางไม่อยากใช้เครื่องเทศให้มากเกินไปเพราะกลัวเปลืองเงิน นางจึงลดปริมาณเครื่องเทศแต่ละอย่างลงครึ่งหนึ่งส่วนเครื่องเทศที่มีราคาแพงนางก็ตัดออกไปเลย ด้วยเหตุนี้รสชาติของอาหารจึงจืดลงไปด้วย
เนื้อหัวหมูกับเครื่องในตุ๋นที่เสร็จแล้วมีกลิ่นเหม็นของของเสียหมูที่ทำให้ทุกคนอยากอาเจียนใครจะอยากกินของที่มีกลิ่นเหม็นเยี่ยงนี้กัน ?ที่โต๊ะอาหารเฒ่าหยูไม่คิดจะลองเนื้อหัวหมูตุ๋นเลย ตรงกันข้ามเขากลับตบโต๊ะดังปังและตะคอกเสียงดัง“เนี่ยน่ะรึอาหารคน ? เอามันไปโยนทิ้งประเดี๋ยวนี้ !ใครมันจะไปกินของเหม็น ๆ น่าขยะแขยงเยี่ยงนี้ลง ? ”
หยูป่อลูกชายคนที่สามก็อยู่ที่บ้านด้วยนาน ๆ เขาจะมาเยี่ยมบ้านสักครา แต่กลิ่นของอาหารตุ๋นก็ทำให้เขาเกือบจะอาเจียนออกมาอยู่หลายคราเขาทำได้เพียงเลียบ ๆ เคียง ๆ เขี่ยอาการก่อนจะโยนตะเกียบลงและกลับเข้าห้องของตนเองไปประตูห้องของเขาถูกกระแทกอย่างแรงส่วนหยูไซตี้นั้นหยิบเอาแผ่นแป้งและหัวไชเท้าแห้งเดินไปกินที่ลานบ้าน
ไห่สือเป็นคนเดียวที่กลิ่นเหม็นน่าขยะแขยงนี้ทำอะไรเขามิได้เขาคีบเนื้อหัวหมูชิ้นใหญ่ขึ้นมากิน หากเสี่ยวเฉาอยู่ที่นั่น นางคงหัวเราะเยาะอยู่เงียบๆ ‘เจ้าเด็กโง่นี่ ขอให้เป็นเนื้อเถอะ ต่อให้กลิ่นแย่ยิ่งกว่าอุจจาระคน พนันเลยว่าเขาก็ยังจะกินมันเป็นแน่! ’
อย่างไรเสียพวกเขาใช้เงินซื้อหัวหมูไปประมาณ 10 อีแปะ อีกทั้งพวกเครื่องเทศก็เสียเงินซื้อมาเช่นกันโดยรวมแล้วพวกเขาใช้เงินไปประมาณ 20 - 30 อีแปะถ้าโยนอาหารพวกนี้ทิ้งไปก็เท่ากับโยนเงินทิ้งเช่นกัน
นางจางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น บ่ายวันนั้นนางเอาหัวหมูตุ๋นกับไส้หมูตุ๋นใส่ตะกร้าและลากนางหลี่ไปที่ท่าเรือกับนาง
“เนื้อห่อละ 1 อีแปะจ้า ! อาหารตุ๋นตระกูลหยูของแท้ดั้งเดิม ! อร่อยและถูก...พี่ชายสนใจซื้อไปลองสักห่อหรือไม่? ” นางจางกระตุ้นให้นางหลี่เค้นรอยยิ้มออกมาและเรียกลูกค้าแต่ในใจนางหลี่ไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด
มันเป็นเวลาเหมาะพอดีหัวหน้าซุนไม่ได้มีงานมากนัก เหล่าคนงานจึงพากันมารออาหารตุ๋นห่อละ 1อีแปะของเสี่ยวเฉา เมื่อพวกเขาได้ยินนางหลี่ตะโกน ทุกคนจึงเดินเข้ามา
เฒ่าห่าวหยิบเงิน 2 อีแปะออกมาตามปกติและเอ่ยถามว่า“เอาปลาหมัก 2 ห่อ...วันนี้เสี่ยวเฉาไปไหนล่ะ ? เหตุใดนางมิมา ? ”
ปลาหมัก ? รอยยิ้มบนใบหน้าของนางหลี่แข็งทื่อไปชั่วครู่ตรงกันข้ามกับนางจางที่รีบรับเงินและเอ่ยว่า “หลานสาวของข้าน่ะรึ อ่า...วันนี้นางยุ่งน่ะน้องชายวันนี้พวกเรามิมีปลาหมัก แต่มีเนื้อหัวหมูตุ๋นกับไส้ตุ๋น เจ้าจะเอาหรือไม่ ?”
“เอา เอา !เอาเนื้อหัวหมู 2 ห่อ ห่อใหญ่พิเศษเลยนะ” เนื้อหัวหมูตุ๋นเป็นอาหารโปรดของเฒ่าห่าวเขาเคยชินกับการซื้อปลาหมักในยามเว่ยจนชินดังนั้นจึงค่อนข้างแปลกใจที่วันนี้สามารถซื้อเนื้อหัวหมูตุ๋นได้ในเวลานี้
หลังจากรับห่อกระดาษที่นางจางให้มาแล้วเฒ่าห่าวก็ชั่งน้ำหนักของในมือเล็กน้อย เขาลอบบ่นอยู่ในใจว่า ‘เหตุใดวันนี้เหมือนจะให้ห่อเล็กกว่าเดิม ? ’แต่หลังจากคิดนิดหนึ่งเขาก็คิดว่า ‘เนื้อนี่อร่อยเป็นอย่างมากและราคาเพียงแค่1 อีแปะ ห่อเล็กก็ห่อเล็ก...’ เฒ่าห่าวฉีกห่อกระดาษออกอย่างใจร้อนแต่กลิ่นที่ออกมาไม่ใช่กลิ่นหอมน่ากินเหมือนเคย มันยากจะอธิบายแต่มันทำร้ายจมูกของเขาจนต้องนิ่วหน้าเขาใช้มือนึงหยิบเนื้อขึ้นมาและพบว่าเนื้อชิ้นนั้นยังมีขนหมูติดอยู่ ขนหมูตั้งตรงสูงสง่าราวกับเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ
อาหารตุ๋นห่อละ 1 อีแปะที่เสี่ยวเฉาขายจะมีกลิ่นหอมน่ากินอยู่เสมอรสชาติอร่อยล้ำ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนางทำความสะอาดวัตถุดิบอย่างละเอียดพิถีพิถันอยู่เสมอด้วยเหตุนี้แม้แต่คนโง่ก็สามารถบอกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับอาหารตุ๋นอันนี้
เฒ่าห่าวถือห่อเนื้อหัวหมูเบียดฝูงชนเข้าไปเขาโบกชิ้นเนื้อที่มีขนตรงหน้านางจางแล้วพูดว่า “ไอหยา ! ป้าแน่ใจรึว่านี่เป็นเนื้อหัวหมูที่เสี่ยวเฉาทำ ? ”
“ใช่...ใช่สิ ! ขนนิดหน่อยนั้นคงหลบสายตาพวกเราไปได้ตอนเตรียมอาหารน่ะ ก็เลยมิเห็น...น้องชายข้าจะเปลี่ยนห่อใหม่ให้นะ...” นางจางเอ่ยตะกุกตะกักพร้อมรอยยิ้มที่ฝืดเคียงบนใบหน้า
เมื่อเห็นว่าหญิงชราอ้ำอึ้งเฒ่าห่าวก็รู้ว่ามีบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้วเขาวางเนื้อชิ้นนั้นกลับลงไปในห่อกระดาษแล้วยัดของทั้งหมดใส่มือนางจาง “เอาไปดมเองสิ! ทุกคราที่เปิดห่ออาหารตุ๋น 1 อีแปะของเสี่ยวเฉา กลิ่นที่ออกมาจะหอมเป็นอย่างมากส่วนของเจ้าน่ะเปิดออกมาแล้วข้าแทบจะอาเจียน นี่มิใช่ของที่เสี่ยวเฉาทำเป็นแน่...ข้ามิอยากได้แล้วเอาเงินคืนมา เอาเงินคืนข้ามา ! ”
นางจางก็เหมือนปี่เซียะเงินทองที่เข้าปากไปแล้วมิมีวันได้กลับออกมาอีกเป็นแน่ ถ้าอยากให้นางคืนเงินก็คงต้องอาศัยโชคแบบสุดๆ ! สีหน้าของนางจางเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นทันควัน นางตะโกนเสียงแหลมว่า“อะไรกัน ! กินเข้าไปแล้วจะมาขอเงินคืน ! คิดว่าจะรังแกยายแก่ผู้นี้ได้ง่าย ๆ รึเยี่ยงไร ? ”
ตอนนี้นางขายไปได้เกิน 10 ห่อแล้ว พอคนที่อยู่รอบๆ รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ พวกเขาจึงเก็บเงินเข้ากระเป๋าและยืนมองอยู่ด้านข้างแทน
คนงานอีกหลายคนที่เพิ่งซื้ออาหารไปและยังไม่ได้เปิดห่อก็รีบถามขึ้นว่า“ป้าข้าเพิ่งจะซื้อไป ยังมิทันได้เปิดห่อเลย ข้าขอคืนได้หรือไม่ ? ”
เมื่อนางจางเห็นว่าการค้าของนางหยุดชะงักนางจึงมิอยากคืนเงินที่ได้มา นางจึงเริ่มหยิกต้นขาตนเองและเริ่มกรีดร้องเสียงดัง “ไอหยา...เป็นเยี่ยงนี้นี่เอง! พวกเจ้าทุกคนพยายามรังแกผู้หญิงอ่อนแอ 2 คน ! มิอยากจ่ายเงินค่าสินค้ากันล่ะสิ! สวรรค์เห็นทุกอย่างแล้ว พวกเจ้ามิกลัวโดนสวรรค์ลงโทษเลยรึเยี่ยงไรกัน? ”
นางหลี่ก็ร่วมตะโกนด้วย “พวกเรากำลังขายอาหารกันอยู่ถ้ารับอาหารไปแล้ว ใครจะรู้ว่าพวกเจ้าทำอะไรกับมันไปบ้าง ? ถ้าคืนอาหารแล้วพวกเราจะขายให้คนอื่นได้เยี่ยงไร? ซื้อไปแล้วพวกเรามิรับคืนทั้งนั้นและจะมิคืนเงินด้วย ! ”
เฒ่าห่าวชี้ไปที่เนื้อหัวหมูในมือเขาอย่างหงุดหงิด“อาหารที่เจ้าขายมันกินมิได้ !คืนเงินก็ถูกต้องตามกฎสวรรค์และหลักการของโลกมนุษย์แล้วมิใช่รึ ! ”
“กฎสวรรค์และหลักการของโลกมนุษย์อะไรของเจ้า? มันจะกินมิได้ได้เยี่ยงไร ? ถ้ากินเข้าไปจะตายรึไง ? ก็ลองกินเข้าไปดูสิถ้าตายจริง ๆ พวกเราจะจ่ายค่างานศพให้ ! ” นางจางเข้าสู่โหมดอารมณ์ร้ายปากจัดออกมาแบบเต็มกำลังถึงเยี่ยงไรแล้วนางก็เป็นเพียงหญิงชราคนหนึ่งเท่านั้น เหล่าคนงานที่ท่าเรือจึงไม่กล้าแตะต้องนางถ้าพวกเขาทำ คงได้โดนลงโทษเป็นแน่ !
เฒ่าห่าวลืมตากว้างด้วยความโกรธ เขากำหมัดแน่นและก้าวออกมาหนึ่งก้าว“นังแก่ เหตุใดถึงมิมีเหตุผลเช่นนี้ ? อีกทั้งยังมาแช่งผู้อื่นให้ตายอีก ! ”
“ไอหยา !เขาจะฆ่าข้า ! ทุกคนโปรดดูไว้ ผู้ชายทั้งกลุ่มรังแกผู้หญิงที่อ่อนแอเพียง2 คน ! มิมีใครที่นี่สนใจเลยรึเยี่ยงไรกัน...”นางจางตกใจกลัวสายตาที่โกรธจัดของเหล่าคนงาน นางถอยหลังไป 2 ก้าวแล้วล้มลงบนพื้น นางตบต้นขาตนเองพร้อมกับกรีดร้องร่ำไห้
เฒ่าห่าวกับคนงานคนอื่น ๆ ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ให้กับสถานการณ์นี้ดีขายของเยี่ยงนี้ต่อไปใครจะอุดหนุนเจ้ากัน !
“ท่านย่า เกิดอันใดขึ้น ? ใครจะรังแกท่านย่า? ” เสียงของเสี่ยวเฉาดังขึ้นจากด้านหลังของฝูงชน คนงานท่าเรือเปิดทางให้นางเข้ามาเสี่ยวเฉาเดินถือตะกร้าตรงไปหานางจางที่นั่งอยู่บนพื้น
นางจางหน้าไม่หนาพอที่จะยอมให้เด็กรุ่นหลานมาเห็นนางในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้นางรีบลุกขึ้นและปัดฝุ่นออกจากร่างกาย จากนั้นก็ตะโกนว่า “เสี่ยวเฉา เจ้ามาพอดีเลย! เจ้าจงใจให้สูตรผิด ๆ ข้ามาใช่หรือไม่ ? มิอยากให้พวกเราขโมยกิจการของเจ้าสินะ? พวกเขาบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติกับอาหารแล้วก็อยากจะคืน ! ”
เสี่ยวเฉาเหลือบมองใบหน้าที่อยู่ด้านหลังนางจางและเข้าใจคร่าวๆ ว่าน่าจะเกิดอะไรขึ้น นางเดินเข้าไปหาเฒ่าห่าวและมองไปที่ห่ออาหารในมือเขาแล้วเอ่ยว่า“ท่านลุงห่าวเจ้าคะ ขอข้าดูอาหารตุ๋นที่มือของท่านลุงหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ? ”
เฒ่าห่าวส่งห่ออาหารของเขาให้และบ่นออกมาว่า“เสี่ยวเฉาลองดมดูสิ อาหารเยี่ยงควรเอามาให้คนกินได้ด้วยรึ ? ”
เมื่อเอามาดูกลิ่นที่ออกจากห่อก็จู่โจมจมูกของนางจนต้องขมวดคิ้วนางตรวจสอบเนื้อหัวหมูอย่างละเอียดแล้วหันไปเอ่ยกับนางจางว่า “ท่านย่า ก่อนจะเอาเนื้อหัวหมูมาตุ๋นต้องทำให้แน่ใจว่าเอาขนออกจากหัวหมูหมดแล้วนะเจ้าคะแล้วต้องขัดทำความสะอาดสิ่งสกปรกในหูมันให้หมดด้วย ที่สำคัญคือต้องขัดแรง ๆหลังจากนั้นต้องผ่าหัวหมูเอาสมองของมันออกมา จากนั้นก็แช่ในน้ำสะอาดให้เลือดในหัวหมูไหลออกมาให้หมดแล้วต้องนำไปแช่ในน้ำร้อนประมาณ 2 เค่อ นี่เป็นวิธีเดียวที่จะกำจัดกลิ่นแปลก ๆ จากหัวหมูได้แล้วดูเนื้อหัวหมูนี่สิเจ้าคะยังมีขนติดอยู่เลย เห็นได้ชัดเลยว่าคนที่ล้างหัวหมูน่ะทำงานชุ่ย มิได้เรื่อง ! ”
1. เชื่อกันว่าปี่เซียะ เป็นลูกตัวที่ 9 ของมังกร เป็นสัตว์ที่กินเก่งและไม่มีรูทวาร เป็นสัญลักษณ์ของการพิทักษ์และคุ้มครองทรัพย์สมบัติอันเนื่องจากการเป็นสัตว์ที่กินอย่างเดียวไม่มีการขับถ่าย จึงมีการปั้นเป็นรูปปั้นเฝ้าหน้าท้องพระโรงภายในพระราชวัง เช่น ฮ่องเต้ปูยีจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิงและประเทศจีน ปัจจุบันเป็นที่บูชาของนักพนัน ผู้ที่นิยมเสี่ยงโชคในลักษณะวัตถุมงคลเป็นสัญลักษณ์ของการเก็บทรัพย์ ซึ่งกาสิโนบางแห่งในประเทศจีน,มาเก๊า และฮ่องกง จะมีรูปปั้นปี่เซียะนี้อยู่ด้านหน้าด้วย