หลังจากกล่าวขอบคุณทหารที่เฝ้าประตูชาวบ้านตระกูลลู่ก็เดินเข้าเมือง ด้วยความกังวลว่าลู่กุ้ยหลานจะออกจากเฉียนโจวหรือยัง ประกอบกับอาการาเ็ที่ขาของลู่ต้าผิงต้องให้หมอตรวจดูโดยเร็ว ดังนั้นทั้งคณะจึงตัดสินใจพักค้างอ้างแรมในเฉียนโจวหนึ่งคืน
ส่วนเฉิงเคอและเฉิงหยาง เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าพวกเขาเพียงทำตามคำสั่งผู้เป็นายให้คุ้มกันครอบครัวนางเข้าเมือง ในเมื่อตอนนี้ภารกิจลุล่วงแล้ว การอยู่ต่ออาจทำให้องครักษ์ทั้งสองเสียเวลา หลังจากปรึกษากับครอบครัว เหอจิ่วเหนียงจึงเป็ตัวแทนกล่าวลาสองผู้คุ้มกันของเจียงรั่วหย่า
ครอบครัวลู่เป็คนพูดไม่ค่อยเก่ง และนางซุนรู้สึกว่า่นี้วุฒิภาวะของเหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นให้สะใภ้สามออกหน้าเหมาะสมแล้ว คนอื่นเองก็ไม่คัดค้าน
ค่าผ่านด่านเข้าเมืองขององครักษ์ทั้งสองครอบครัวลู่เป็คนออกให้ แม้คนของฮูหยินเจียงจะไม่ขาดเงิน แต่ครอบครัวลู่มองว่าทั้งสองคอยปกป้องพวกตนอย่างดี ดังนั้นค่าผ่านด่านจำนวนนี้คือสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเขา
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองมากที่ปกป้องพวกเรา ได้เข้าเมืองแบบนี้คงปลอดภัยแล้วละ พวกเราตัดสินใจว่าจะพักอยู่ที่นี่สักวัน คงไม่รบกวนพี่ชายทั้งสองแล้ว ฝากพวกท่านขอบคุณฮูหยินแทนข้าด้วยนะเ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงแสดงความขอบคุณอย่างนอบน้อมด้วยใจจริง ทั้งยังเตรียมอาหารแห้งและน้ำดื่มให้พวกเขาคนละชุด ในน้ำนางเติมน้ำตาลลงไปด้วย อากาศร้อน ๆ เช่นนี้ได้ดื่มน้ำหวานเล็กน้อยถือเป็การเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย
หลังจากเข้าเมืองมาครอบครัวลู่ก็ยังซื้ออาหารและเครื่องดื่มริมทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้องครักษ์ทั้งสองเพิ่มเติม พวกเขาอยากแสดงน้ำใจเท่าที่ทำได้
“ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว น้ำใจนี้พวกข้าสองพี่น้องรับไว้แล้ว”
เฉิงเคอเป็คนออกหน้ารับ เหอจิ่วเหนียงยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ล้วงเอาขวดลายครามใบเล็กออกมาอีกหนึ่งขวด “นี่เป็ยาบำรุงเืที่ดีมาก ช่วยทำให้จิตใจสงบ พวกข้าเก็บไว้ก็ไม่ได้ใช้ ข้าขอมอบให้ฮูหยินของพวกท่านแทนคำขอบคุณนะเ้าคะ”
เฉิงเคอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็รับไว้ เขาเคยได้ยินหลิงเสวี่ยพูดถึงยาของเหอจิ่วเหนียงมาบ้าง ก่อนหน้านี้นางมอบยาอันเสินหวานและยาบรรเทาอาการลมแดดให้กับฮูหยิน เมื่อฮูหยินรับประทานก็เห็นผลชะงัด
หลังจากแยกย้ายกับองครักษ์ฮูหยินเจียงแล้วครอบครัวลู่จึงเริ่มแบ่งหน้าที่กัน ผู้เฒ่าลู่ออกปากจัดแจง “เ้าใหญ่ ฟู่กุ้ย และพวกหนุ่ม ๆ ไปหาซื้อเสบียงอาหารกลับมา ส่วนสะใภ้ใหญ่พาครอบครัวต้าผิงไปตรวจขาที่โรงหมอ แล้วก็ซื้อพวกหยูกยาที่จำเป็กลับมาด้วย ระหว่างเดินทางไปอันโจวไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง เตรียมพร้อมเอาไว้จึงจะดี ส่วนครอบครัวเ้ารองและสะใภ้สามช่วยกันตามหาครอบครัวกุ้ยหลานให้ทั่ว หากเจออะไรอยากซื้อก็ซื้อมา ส่วนคนที่เหลือ อยากซื้อหาอะไรก็ตามอัธยาศัย เสร็จแล้วก็กลับมารวมตัวกันที่นี่ หากเถลไถลแล้วเกิดเื่อะไรขึ้นพวกข้าไม่รับผิดชอบนะ!”
ประโยคสุดท้ายชายชราบอกกับคนนอกที่ไม่ใช่ชาวบ้านตระกูลลู่ ตลอดการเดินทางนอกจากสองพี่น้องแซ่หลิวที่ก่อเื่ครั้งหนึ่งแล้วครอบครัวอื่นก็ไม่มีใครสร้างปัญหาอะไร สงบเสงี่ยมเคารพกฎกติกาเป็อย่างดี แต่ถึงอย่างไรผู้เฒ่าลู่ต้องดักเอาไว้ก่อน หากเกิดเื่ใดขึ้นจริงจะได้ไม่ต้องมาวุ่นวายกับเขา
คนเ่าั้ก็รู้ดีว่าชาวตระกูลลู่เป็ที่พึ่งเดียวในตอนนี้ จึงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง ทุกคนพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง
เงินคนละสามตำลึงที่แบ่งให้ครั้นอยู่ในรังโจรก่อนหน้านี้ พวกผู้ใหญ่ใช้จ่ายค่าผ่านด่านเข้าเมืองไปก็หมดตัวแล้ว ส่วนเด็ก ๆ ยังเหลือคนละหนึ่งตำลึง ครอบครัวที่มีเด็กนับว่ายังมีเงินส่วนนี้ช่วยจุนเจือ จึงไม่จำเป็ต้องหยิบยืมครอบครัวลู่หรือลำบากมากนัก
ส่วนครอบครัวที่ไม่มีเด็กก็คิดจะแบ่งเสบียงอาหารที่ตนเหลืออยู่ไปขายบางส่วน อย่างมากหลังจากนี้ก็กินวันละมื้อ เงินที่ได้จากการขายเสบียงก็นำไปซื้อของที่จำเป็ อย่างไรเสียก็มีวิธีนี้วิธีเดียวแล้ว
หลังจากจัดแจงหน้าที่ให้ทุกคน ตอนนี้ก็เหลือแค่ผู้เฒ่าลู่และภรรยาพากลุ่มเด็ก ๆ ไปนั่งรอที่ศาลาพักร้อนไม่ไกลจากประตูเมือง หากไม่มีอะไรผิดพลาด คืนนี้พวกเขาจะพักแรมกันที่นี่ เช้าวันรุ่งค่อยเดินทางออกจากเมือง
โก่วเอ๋อร์ยืนกรานจะไปกับเหอจิ่วเหนียงให้ได้ กว่าจะมีเวลาส่วนตัวเช่นนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย แน่นอนว่าเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางพาเขาไปด้วยเด็ดขาด จึงจับลูกน้อยยัดใส่อ้อมแขนนางซุนแล้วหันหลังรีบเดินหนีไป เด็กน้อยร้องไห้ปานจะขาดใจแต่นางก็ไม่หันมามองเลย
เสียงนางซุนกล่อมหลานตัวน้อยดังตามมา เหอจิ่วเหนียงยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะวิ่งเร็วขึ้น
“พี่รอง พี่สะใภ้รอง พวกท่านไปตามหาทางทิศตะวันออกกับทางทิศเหนือ ข้าจะไปทางทิศตะวันตกกับทิศใต้เอง แยกกันตามหาจะได้เร็วหน่อย กลับไปช้าโก่วเอ๋อร์จะยิ่งงอแง”
บุตรชายคนรองของผู้เฒ่าลู่และนางฉินเห็นด้วยกับวิธีนี้ จึงแยกย้ายกันไปตามทิศทางที่ตกลงกัน
การตามหาใครสักคนในเมืองหนึ่งโดยที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยเป็เื่ยากมาก เพราะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะออกจากเมืองไปแล้วหรือยัง หากยังอยู่ แล้วพวกเขาไปพักอยู่ที่ไหน
เมืองเฉียนโจวเคยประสบภัยแล้งมาก่อน แต่ไม่ร้ายแรงเท่าเมืองชางโจว อีกทั้งบัดนี้นอกเมืองเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัย ตามถนนหนทางจึงเงียบเหงา นับว่าเป็เมืองที่บรรยากาศซบเซาเมืองหนึ่ง
เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจหนึ่งรอบก็รู้สึกไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ
ของกินในเมืองล้วนราคาแพง ตัวอย่างเช่นหมั่นโถวลูกละสองอีแปะ โดยปกติแล้วสองอีแปะซื้อหมั่นโถวได้ถึงสามลูก
เงินสองอีแปะในยุคนี้เทียบเท่ากับหนึ่งหยวนในยุคปัจจุบัน หมั่นโถวลูกละหนึ่งหยวน แม้แต่คนในยุคปัจจุบันยังรู้สึกว่าแพง ไม่ต้องพูดถึงในยุคโบราณเช่นนี้เลย
แม้แต่บ่อน้ำธรรมชาติก็มีเ้าหน้าที่ทางการเฝ้าเพื่อเก็บเงิน น้ำครึ่งถังเล็กมีราคาหนึ่งอีแปะ เทียบกับน้ำหนึ่งตันห้าเหมาในยุคปัจจุบันแล้วนับว่าราคาสูงลิ่วเลยทีเดียว
ถึงกระนั้นข้างบ่อน้ำก็ยังมีคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อน้ำอยู่ดี
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะเข้าไปดู แต่จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้…ครอบครัวลู่กุ้ยหลานน่าจะมาซื้อน้ำที่นี่ ดังนั้นนางจึงเดินเข้าไปถามเ้าหน้าที่ทางการ
“ไป ๆ ๆ ถ้าจะซื้อน้ำก็ไปต่อแถวข้างหลัง!”
เ้าหน้าที่ทางการเห็นคนคนหนึ่งเบียดเสียดมาด้านหน้าจึงโมโห และยกแส้หมายจะตี
เหอจิ่วเหนียงคว้าแส้ตรงหน้าไว้ได้อย่างรวดเร็ว ใช้จังหวะที่กำลังวุ่นวายยัดเหรียญทองแดงใส่มืออีกฝ่าย แล้วกล่าวอย่างเอาอกเอาใจ “พี่ชาย อย่าเพิ่งโมโหเลย ข้าไม่ได้จะมาซื้อน้ำและไม่ได้แซงคนอื่น ข้าแค่อยากถามพี่ชายว่า เคยเห็นครอบครัวคนขายเนื้อที่มาจากชางโจวมาซื้อน้ำที่นี่บ้างหรือไม่ รูปร่างกำยำ ท่าทางดุดันนิดหน่อย เนื้อตัวมีกลิ่นสาบหมู เจอบ้างหรือไม่?”
เดิมทีเ้าหน้าที่ทางการโมโหมาก แต่เมื่อได้รับค่าตอบแทนเช่นนี้จึงสงบสติอารมณ์ลง ก่อนครุ่นคิดอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายเขาก็รู้สึกไม่คุ้นเลย
“แห้งแล้งมานานแบบนี้ แม้แต่น้ำดื่มก็ยังไม่มี จะเอาน้ำจากที่ไหนมาอาบล้างตัวกัน เ้าลองดมดูสิว่าใครบ้างที่ไม่มีกลิ่นสาบติดตัวน่ะ”
พูดถึงตรงนี้สีหน้าของเ้าหน้าก็เปลี่ยนเป็ย่ำแย่ พวกเขายืนท่ามกลางแดดจ้าเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอดทั้งวัน กลิ่นตัวพวกเขาแรงยิ่งกว่าใครเสียอีก!
ผู้คนที่ยืนต่อแถวต่างส่งเสียงโห่ร้อง เหอจิ่วเหนียงนึกขึ้นได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้มีเพียงตนและพรรคพวกที่ได้อาบน้ำล้างตัวระหว่างเดินทาง ทันใดนั้นก็รู้สึกกระดากกระเดื่องเล็กน้อย
“ถึงอย่างไรกลิ่นสาบหมูกับกลิ่นตัวคนก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี พวกท่านเคยเจอคนที่กลิ่นตัวแรงเป็พิเศษบ้างหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียวยังไม่ละความพยายาม คนที่ฆ่าหมูมานานหลายปีต้องมีกลิ่นตัวเป็เอกลักษณ์ยากจะเลี่ยงได้ และคนในยุคสมัยนี้ก็ไม่ค่อยนิยมอาบน้ำ ต้องมีกลิ่นติดตัวแน่นอน
เ้าหน้าที่ทางการนิ่งเงียบ พวกเขานึกไม่ออกจริง ๆ
แต่จู่ ๆ ก็มีความเห็นจากคนที่ยืนต่อแถวอยู่ดังขึ้น “ตามที่บอกมาก็ดูเหมือนจะมีนะ!”
เหอจิ่วเหนียงจึงพุ่งตัวไปตรงหน้าคนผู้นั้นในทันใด และจ้องมองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจ
คนผู้นั้น “...”
“เมื่อวานมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเดินร้องไห้มาหาข้า กลิ่นตัวแรงมาก เหมือนจะเป็กลิ่นตัวกับกลิ่นสาบหมูผสมกัน แถมยังมีแมลงวันตอมตามตัวอีกด้วยนะ…”
ได้ยินดังนั้นทุกคนก็อดจินตนาการภาพตามไม่ได้ ทันใดนั้นหัวคิ้วของแต่ละคนก็ขมวดย่นด้วยความรู้สึกเดียวกัน
มันช่างน่า…จริง ๆ
.
.
.