เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 13 พรรคหมาป่าคลั่ง


    “องค์หญิง ในเมื่อเทือกเขาผานเสออันตรายถึงเพียงนั้น มิสู้ให้พวกเราเข้าไปตรวจสอบดูก่อนแล้ว การจะเที่ยววิ่งเล่นในพื้นที่อื่นแล้วค่อยกลับวังก็ยังไม่สาย” หญิงรับใช้ที่กอดกระบี่ผู้นั้นถึงกับแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา โดยที่เริ่มเอ่ยปากกล่าวตักเตือน “ไม่!” องค์หญิงพานอวิ๋นลังเลอยู่เล็กน้อยแล้วจึงค่อยปฏิเสธ : นี่เราไม่ง่ายเลยนะที่จะออกจากวังได้สักครั้ง มีอย่างที่ไหนที่จะกลับไปได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นกัน? อย่าได้พูดถึงเลยว่าท่ามกลางเทือกเขาผานเสอจะมีอสูรงูหรือเปล่า? หากว่าเป็นเช่นนั้นก็พอดีเลยเหมือนกัน! พวกเราก็จับมันเอาไว้ จากนั้นก็เอาไปถวายพระบิดา พระบิดาจะต้องยินดีอย่างแน่นอน!” ตอนนี้ความสนใจของนางเรียกได้ว่าถูกอสูรงูดึงดูดไปจนหมดสิ้น จนไม่ว่าอะไรก็ไม่มีอะไรฉุดเอาไว้ได้อีกแล้ว “เอาเถอะเอาเถอะ ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงกันถึงเพียงนี้แล้ว เทือกเขาผานเสอไม่แน่ว่ามีอันตรายอยู่จริง แต่ทว่าการออกมาในครั้งนี้ พระบิดายังได้ส่งกองทัพพยัคฆ์หาญที่ผ่านการฝึกฝนอย่างโชกโชนมาห้าร้อยนายเพื่อปกป้องความปลอดภัยของข้าเอาไว้ จนพวกเขาทุกคนก็ล้วนแต่ไม่ต่างอะไรไปจากผู้แกร่งกล้าที่ดิ้นรนผ่านความตายมา ย่อมต้องสามารถปกป้องข้าจนอยู่รอดปลอดภัยแน่นอน ต่อให้เกิดอันตรายขึ้นมาจริง ก็ใช่ว่าพวกเขาจะต้องหวาดกลัวไม่” ในเวลาที่ “กองทัพพยัคฆ์หาญ” ที่องค์หญิงพานอวิ๋นเอ่ยถึง ภายในดวงตายังได้สาดเป็นประกายความห้าวหาญและความเชื่อมั่นออกมา คล้ายกับว่า หากมีกองทัพพยัคฆ์หาญอยู่ด้วย ทุกภยันตรายล้วนแต่เป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น เมื่อได้พบเห็นองค์หญิงพานอวิ๋นมีความมุ่งมั่นอย่างแน่นอน คนที่อยู่ข้างเคียงก็ไม่อาจหาญที่จะทำอะไรกันอีก จะทำได้ก็แต่เพียงตกปากรับคำเอาไว้แล้วเท่านั้น หลังจากที่หารือกันจนเสร็จ พวกเขาทั้งคณะ ก็ได้แยกย้ายกันไปเตรียมการและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อเข้าสู่ภายในหุบเขา ถึงอย่างไรเมื่อได้เข้าสู่ภายในหุบเขา การจะพบพานกับอะไรก็ยากจะกล่าวได้ ทั้งยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะต้องร่อนเร่อยู่นานถึงเพียงใด ทั้งอาหาร น้ำ กระโจมรวมไปจนถึงของใช้จำเป็น ก็ล้วนแต่ไม่อาจขาดแคลนได้ …… ในเวลานี้ เจวี๋ยหวู่หมิงที่ไม่อาจทราบได้ว่า ว่าคราครั้งนี้กำลังจะเกิดเหตุการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อเขาขึ้นโดยตรง ในทุกวันที่ได้เวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน เขาก็ได้เข้าสู่การล่าเหยื่อกับภายนอกกันอีกครั้ง บัดนี้ก็ได้เวลาของการล่าเหยื่อแล้วอีกครั้ง เจวี๋ยหวู่หมิงได้ออกมาจากถ้ำ โดยที่มุ่งหน้าสู่ตำแหน่งทางด้านที่เป็นศูนย์กลางไป “บรู๊ว!!” ยามนี้ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหุบเขา จู่ ๆ ได้มีเสียงของหมาป่าเห่าหอนดังขึ้นเป็นระลอก อีกทั้งยังดังต่อเนื่องยาวนาน ดังสะท้อนอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างไม่ขาดห้วง “นี่มันฝูงหมาป่า” เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับต้องพึมพำขึ้นในใจ คล้ายกับว่าได้มีหมาป่าฝูงใหญ่กำลังออกล่าอยู่ แม้แต่คำโบราณยังกล่าวเอาไว้ว่า:แม้แต่พยัคฆ์ร้ายก็ยังยากที่จะปะทะกับฝูงหมาป่าได้ ฝูงหมาป่าอาศัยอยู่ในป่าพื้นที่ราบลุ่ม มักจะอาศัยกันเป็นฝูง มีตั้งแต่ร้อยไปจนถึงพัน นอกเสียจากอสูรแล้ว ก็ไม่มีสัตว์ป่าใดหาญกล้าที่จะไปเผชิญหน้าตัวต่อตัวด้วย ต่อให้เป็นราชาร้อยสัตว์——พยัคฆ์ช่ำราชสีห์ชอง หากคิดที่จะต่อกรกับฝูงหมาป่าอันดุร้าย โดยเฉพาะกับราชาหมาป่าที่มีฝูงหมาป่าอยู่ด้วยแล้ว ต่อให้มีใจแต่ก็ไร้กำลัง แทบจะไม่มีโอกาสชนะกันได้เลย “หมาป่าเห่าหอนดังก้องนภาลัย อีกทั้งยังดังติดต่อกันไม่หยุด จากที่ได้เห็น ดูเหมือนว่ามันจะได้พบพานกับคู่ต่อสู้เข้าแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่อสูร แต่ก็ยังนับว่ามีพละกำลังที่ไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก” เจวี๋ยหวู่หมิงที่ทางหนึ่งคิดพลาง ทางหนึ่งก็ได้รีบเลื้อยไปให้เร็วยิ่งขึ้น ในสายตาของเขา ไม่ว่าจะเป็นฝูงหมาป่าหรือว่าจะเป็นศัตรูของฝูงหมาป่า ล้วนแต่ถือเป็นอาหารอันโอชะสำหรับเขา แทบจะไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างไร เขาที่เดินทางมาตลอดทาง เดินเหินกันไปดุจสายลมโชยพัด ถึงแม้ด้วยรูปร่างของเขาในตอนนี้จะเปลี่ยนไปใหญ่โตกว่าก่อนหน้านี้ก็ตามที แต่ทันทีที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ยังสามารถที่จะเลื้อยผ่านป่าพงไพรลึกได้อย่างรวดเร็ว ระหว่างทางภาพทิวทัศน์ยังได้มีแสงจากโคมไฟหมุนควงพลางล่าถอยไปพลาง อีกทั้งยังคล้ายกับกำลังวิ่งตะบึงอยู่ แทบจะไม่อาจมองเห็นเงาร่างของเขาได้ชัดเจนได้ จึงทำได้แต่เพียงมองไปที่เงาดำที่ยาวเหยียดสายหนึ่งที่แลบดั่งประกายแสงผ่านเข้ามา เพียงแต่พบว่า เขากลับมีความเร็วที่ยากจะเชื่อได้เลยก็ว่าได้ ตามเสียงเห่าหอนอันดุร้ายจากหมาป่าที่ชักนำมา โดยที่ไม่ได้ใช้เวลานานจนเกินไปนัก เขาก็ได้เสาะหาฝูงหมาป่าที่อยู่ใกล้เคียงมาได้แล้ว ด้วยรูปลักษณ์ที่ใหญ่โตจนไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นไว้อยู่ภายในผืนป่าได้ เบ้าตาสองดวงพลันเกิดเป็นดวงตาของงูเหลือมขนาดใหญ่เบิ่งกว้าง โดยที่หันมองออกไปจนไกล เมื่อได้พบเห็น ในใจพลันบังเกิดเป็นความประหลาดใจกันขึ้นมา “เทือกเขาผานเสอถึงกับมีมนุษย์เข้ามาแล้ว อีกทั้งที่ยังล้วนแต่คาดดาบกระบี่เอาไว้ที่ข้างเอว” ในระหว่างที่ทอดสายตามองออกไป เบื้องหน้าสายตาที่ไม่ห่างไกลกันออกไปมากนัก ก็ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง อีกทั้งยังมีป่าไม้ขึ้นน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย มีกระโจมอยู่หลายแห่งที่ขึงเอาไว้อยู่กับพื้น ที่ด้านหน้าของกระโจม ยังได้มีอยู่หลายแห่งที่มีควันลอยโขมงขึ้นมาอยู่หลายจุด โดยที่กำลังโชยพัดขึ้นสู่ท้องฟ้าไป ที่ด้านข้างของควันไฟ ยังได้มีคนที่ถือเอาไว้ด้วยคบเพลิงอยู่ในมือกันหลายสิบคน กำลังมองตรวจตรารอบบริเวณอย่างระแวดระวัง พวกเขาที่ถือศัสตราจนครบมือ กำลังมองบริเวณโดยรอบที่เต็มไปด้วยฝูงหมาป่าที่มีกันอยู่ไม่น้อยไปกว่าพันตน บนใบหน้ายังได้เผยออกมาด้วยสีหน้าที่ตึงเครียด “คนพวกนี้ไม่ใช่นายพรานโดยทั่วไปแน่ ดูเหมือนว่าคล้ายกับจะเป็นกลุ่มคนในยอดยุทธ์ที่ท่องยุทธภพในละครโทรทัศน์เลย แต่คนพวกนี้ทำไมถึงได้โผล่มาอยู่ในเทือกเขาผานเสอได้กันล่ะ?” เจวี๋ยหวู่หมิงถึงกับเกิดความสงสัยน้อยๆ เกิดขึ้น นักรบในยุทธภพพวกนี้ยังได้ตั้งกระโจมกันอีก แล้วยังมีทั้งดาบกระบี่ บนร่างกายมนุษย์ทุกคนยังแฝงไว้ด้วยรังสีฆ่าฟัน เห็นได้ชัดว่าการมาของพวกเขาได้มีการเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดี พวกเขา ต้องไม่ใช่คนธรรมดากันอย่างแน่นอน และที่ด้านหน้าของเขาก็ได้พบเห็นผู้บำเพ็ญตบะสองคนที่ดูแตกต่างออกไป ภายในร่างกายของคนพวกนี้ ยังได้ไหลเวียนสิ่งที่ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นลมปราณหรือไม่ก็อาจจะเป็นพลังมนตรา ยิ่งคล้ายกับเป็นพลังขั้นแรกเริ่มชนิดหนึ่ง เจวี๋ยหวู่หมิงที่คาดเดาไปพลางพูดไปพลาง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นกำลังภายใน? ไม่แน่ว่า พวกเขาอาจจะเป็นยอดยุทธ์ในยุทธภพก็เป็นได้ เป็นยอดฝีมือในยุทธภพของทางโลกกันสินะ เมื่อได้หันไปมองฝูงหมาป่าที่อยู่โดยรอบ ที่อันแน่นอยู่กันเต็มไปหมด โดยที่มีไม่น้อยไปกว่าหลายพันตน อีกทั้งทุกตัวก็ล้วนแต่มีความสูงไม่ต่างกับกระโจม เมื่ออ้าปากหมาป่าจนกว้าง ก็เรียกได้ว่ามีทั้งคมเขี้ยวและความเย็นเยียบที่สาดเป็นประกายออกมา ความละโมบของพวกมันยังเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของการฆ่าฟันไปที่ทุกคนที่เป็นคนแปลกหน้า จนคล้ายกับได้พบเห็นอาหารอันโอชะเลิศรสอยู่ก็มิปาน มิหนำซ้ำยังได้มีน้ำลายไหลหยดย้อยจากมุมปาก “ฝูงหมาป่า นี่มันฝูงหมาป่าท่ามกลางเทือกเขาผานเสอ ครั้งนี้พวกเราช่างโชคร้ายเกินไปแล้ว!” บุรุษวัยกลางคนที่ถูกห้อมล้อมเอาไว้จากกลุ่มองครักษ์มากมาย ก็ได้หันไปเหม่อมองฝูงหมาป่าที่มีกันอยู่เต็มไปหมด ในแววตายังแฝงเอาไว้ด้วยความหวาดกลัว กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ขมขื่น "ท่านหัวหน้าพรรค เช่นนั้นจะทำอย่างไรก็ต่อไปดี? ฝูงหมาป่าพวกนี้มีกันมากเกินไปแล้ว เกรงว่าคงจะมีไม่น้อยไปกว่าสามพันตน หากไม่ใช่เป็นเพราะว่าพวกมันกลัวไฟที่อยู่ในมือพวกเรา กลัวว่าก็คงจะกระโจนกันเข้ามาแล้ว” บนใบหน้าชายฉกรรจ์บุรุษหน้าหน้าบากคนหนึ่งก็ได้กระชับดาบใหญ่ด้ามหนึ่งเอาไว้จนแน่น ยืนอยู่ข้างกายมนุษย์ที่เป็นชายวัยกลางคน เรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อีกทั้งยังพูดขึ้นมาคล้ายกับหมดสิ้นซึ่งความหวัง เห็นได้ชัดว่า ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็คือหัวหน้าพรรคของพวกเขาแล้ว ในกลุ่มพวกเขาเดิมก็เป็นหนึ่งในพลพรรคขนาดกลางในยุทธภพ ซึ่งมีนามเรียกขานกันว่าพรรคหมาป่าคลั่ง มิหนำซ้ำยังมีกำลังพลมากมาย โดยที่ไม่น้อยไปกว่าหลายพันคน สาขาหลักอันเป็นศูนย์กลางของพรรคหมาป่าคลั่งก็ตั้งอยู่ภายในเมืองที่อยู่ใกล้กับเทือกเขาผานเสอนี้เอง ครั้งนี้พวกเขาได้ยินมาว่าเทือกเขาผานเสอมีสมบัติวิเศษกำเนิด ก็ถึงกับอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความคิดละโมบ โดยเฉพาะกับ หลังจากที่พวกเขาได้ยินคนในยุทธภพทั้งหลายต่างก็มุ่งหน้าเดินทางกันมายังเทือกเขาผานเสอกัน ก็เพื่อที่จะเสาะหาวัตถุสมบัติที่เล่าขานกันนี้เอง หัวหน้าพรรคพรรคหมาป่าคลั่งฉวีชุยเองก็ไม่อาจอยู่เฉยได้แล้ว จึงได้พาผู้คุมกฎซ้ายขวา แล้วยังมีศิษย์ระดับหัวกะทิอีกกลุ่มหนึ่งยกพลเร่งรุดหน้ามายังเทือกเขาผานเสอ เดิมทีที่คิดเอาไว้ว่าหากสามารถมาถึงก่อนก็จะได้ก่อน พวกเขาจึงเตรียมการเป็นเล็กน้อยเท่านั้น ก็ได้มุ่งหน้าเดินทางมายังเทือกเขาผานเสอแล้ว พวกเขาที่ได้ยินว่าได้มีแสงประหลาดปรากฏขึ้นที่ตำแหน่งใจกลางของเทือกเขา จึงได้เร่งรุดหน้ามายังใจกลางตำแหน่งนี้มาตลอดทาง ถึงแม้ในบางครั้งบางคราวจะพบเจอกับสัตว์ป่าเข้ามารังควาน แต่ก็ยังนำว่าไม่นับว่ามีอันตรายใด จนกระทั่งสามารถที่จะเดินทางมาถึงยังที่แห่งนี้ได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อพบว่ารัตติกาลยามค่ำคืนมาเยือน ฉซีซุยก็ออกคำสั่งให้หาสถานที่โล่งแจ้ง ทำการตั้งกระโจมกันเอาไว้ ในขณะที่กำลังคิดจะพักผ่อน มีอย่างที่ไหนจะไปนึกได้ว่า จะมีฝูงหมาป่าโผล่มากะทันหันได้! หมาป่าที่ถือเป็นนักล่าที่ทั้งโหดเหี้ยมและอยู่กันเป็นฝูง ได้เข้ามาปิดล้อมที่ตั้งค่ายเอาไว้ จนไม่ต่างอะไรไปจากการห่อเกี้ยว ที่ต้องห่อไว้สามชั้นนอกสามชั้นใน ถ้าหากไม่ใช่เป็นเพราะเป็นดาวเพชฌฆาตกับเพลิงไฟตามธรรมชาติ พวกมันก็คงจะโจมตีเข้ามากันทั้งฝูงไปแล้ว “มารดาเถอะ หากวันนี้ย่ำแย่ขึ้นมาตัวข้าก็คงต้องชีวิตไว้ในที่แห่งนี้กันแล้ว เตาป้า (หน้าบาก) เจ้ารีบไปพาพี่น้องทั้งหลายรวมตัวกันสร้างเป็นค่ายกลสรรพดาบ การใช้คบเพลิงคงจะยื้อไปได้อีกไม่นานแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเดรัจฉานพวกนี้ต้องกระโจนกันเข้ามาแน่นอน” ฉวีชุยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นถึงหัวหน้าพรรค ย่อมไม่ได้ได้มาเพียงแค่ชื่อเท่านั้น เมื่อเห็นว่าไม่มีทางให้ถอยหนีอีกแล้ว บนใบหน้าก็เกิดความมุ่งมั่นขึ้นมาเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับรีบหันไปกำชับกับเตาป้าที่อยู่ด้านข้างโดยพลัน “ขอรับ ท่านหัวหน้าพรรค ข้าเตาป้าเองก็ไม่เชื่อหรอกว่า เจ้าเดรัจฉานไร้สติสัมปชัญญะฝูงนี้ยังจะสามารถหยุดพวกเราได้!” "เตาป้าตะโกนกู่ร้องเสียงดังก้อง เพื่อกระตุ้นความห้าวหาญของตัวเองขึ้น จากนั้นก็ได้กวาดแกว่งดาบในมือ เดินมาถึงยังทางด้านหลัง จากนั้นก็หันไปตะโกนบอกกล่าวต่อพี่น้องภายในพรรคอีกนับสิบคน...