พอกลับมาจากประเทศไทย วันรุ่งขึ้นปาริฉัตรกับชาติชายก็ต้องรีบเข้าบริษัทมาทำงานที่คั่งค้างไว้ต่อเพราะหยุดไปหลายวันการได้กลับไปเมืองไทยคราวนี้ได้ไปเที่ยวพักผ่อนและได้ไปอยู่ในบรรยากาศที่คุ้นเคยถึงแม้จะไม่ใช่ถิ่นกำเนิดก็ตามทำให้หญิงสาวรู้สึกสดชื่นขึ้นมากวันนี้เธอจึงอยู่เคลียร์งานกับชายหนุ่มจนดึก
“เกือบสี่ทุ่มแล้วเหรอเนี่ยกลับกันเถอะปา เราไม่คิดว่าจะดึกขนาดนี้นะเนี่ย ขอโทษด้วยนะ”
“ขอโทษทำไมกันมันเป็หน้าที่ของปาอยู่แล้ว เ้านายยังไม่กลับเลขาจะกลับก่อนได้ยังไงกันล่ะ”เธอบอกเสียงใส แม้หน้าตาจะบ่งบอกว่าเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม
ชาติชายขับรถไปส่งเพื่อนที่บ้านเสร็จก็กลับบ้านเลยเพราะอยากจะพักผ่อนเต็มทนแล้วทว่าระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังล้มตัวลงนอนบนเตียงนั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เพลงพิเศษที่เขาตั้งไว้ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเป็ใครโทรมา
“ว่าไงจ๊ะอลิซดึกแล้วยังไม่นอนอีกหรือจ๊ะ” เขาส่งเสียงหวานทักทายคนปลายสายอย่างอารมณ์ดี
“ยังค่ะ พี่ชาติล่ะคะจะนอนหรือยัง”
“กำลังจะนอนจ้ะ”
“ตายจริงงั้นอลิซก็โทรมารบกวนพี่น่ะสิคะ”
ชาติชายหัวเราะก่อนตอบ
“ไม่เป็ไรหรอกจ้ะสำหรับอลิซเวลาไหนก็โทรมาหาพี่ได้ตลอด ว่าแต่มีเื่อะไรกับพี่หรือเปล่าหรือว่าโทรมาหาเพราะคิดถึงจ๊ะ”
“บ้า...ไม่เห็นจะอยากคิดถึงเลย”หญิงสาวตอบกลับด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
“ทำไมล่ะ คิดถึงพี่หน่อยสิ พี่ยังคิดถึงอลิซเลยนะอยากกอดอลิซนอนเหมือนตอนอยู่ที่เมืองไทยอีก”ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่มเล่นเอาคนฟังหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขินเมื่อนึกถึงค่ำคืนแสนหวานที่เมืองไทยชาติชายหัวเราะออกมาเบาๆและยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อหวนนึกถึง่เวลาที่ไปเที่ยวเมืองไทยด้วยกัน เขากับอลิซพักอยู่ห้องเดียวกันถ้าใครรู้คงจะคิดว่าเขากับเธอคงมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อกันแล้วเป็แน่แต่ความจริงไม่ใช่เลย
อลิซไม่เคยปล่อยให้เขาล่วงเกินเธอไปมากกว่าการกอดจูบทุกค่ำคืนที่อยู่ด้วยกันเขาได้แค่นอนกอดเธอไว้แนบอกพอให้ชื่นใจเท่านั้นเอง ในเมื่อคนรักไม่้าเขาเองก็ไม่คิดหักหาญน้ำใจเธอเพื่อสนองความ้าชั่ววูบของตัวเองเพราะเท่าที่หญิงสาวยอมนอนอยู่ห้องเดียวกับเขาก็ถือว่ามากพอแล้วในเมื่อเธอกล้าไว้ใจแล้วเขาจะทำลายความไว้ใจที่เธอมีต่อเขาได้อย่างไรกันเขารักเธอมากและยินดีที่จะรอให้เธอพร้อมที่จะมอบสิ่งล้ำค่าของเธอให้กับเขาในวันที่เราสองคนได้อยู่เคียงคู่กันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“ไม่เอาละไม่พูดกับพี่ชาติแล้ว”
“ฮ่าๆ พี่ไม่ล้อแล้วครับคนดีบอกมาซิว่ามีเื่อะไรจะบอกพี่”
“วันนี้พี่เดย์กลับมาบ้านแล้วค่ะและอลิซก็บอกพี่เดย์ถึงเื่ที่เราจะช่วยเปิดทางให้ด้วย”
“แล้วนายเดย์มันว่ายังไงบ้างล่ะยินดีให้พวกเราช่วยหรือเปล่า” เขาถามอย่างอยากรู้
“ยินดีสิคะยินดีมากเลยทีเดียวละ ดูท่าพี่เดย์จะรักพี่ปาจริงๆ นะคะ พออลิซถามตรงๆ ว่าคิดยังไงกับพี่ปาพี่เดย์หน้าแดงก่ำเชียวค่ะ” อลิซเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเพราะอดขำพี่ชายไม่ได้
เดวิดเป็คนที่ค่อนข้างมั่นใจในทุกเื่ที่ทำแต่ดูท่าคงจะยกเว้นเื่ความรักเพราะดูท่าแล้วพี่ชายเธอจะอ่อนหัดไปหน่อยอาจเป็เพราะั้แ่เติบโตมาเขาไม่เคยมีเื่ผู้หญิงให้ปวดหัวเนื่องจากไม่เคยคบใครจนพ่อแม่เริ่มปวดหัวกับปัญหานี้ด้วยคิดว่าพี่ชายเธออาจจะเป็เกย์หรือเปล่า แต่ตอนนี้พวกท่านคงสบายใจได้แล้วละ
ตอนแรกที่เธอได้ฟังพี่ชายสารภาพความในใจที่มีต่อปาริฉัตรนั้นก็นึกอยากจะหยิกแขนให้เนื้อหลุดนักเชียวก็มีอย่างที่ไหนรักเขาั้แ่แรกพบซึ่งนั่นก็หมายถึงั้แ่เมื่อสี่ปีก่อนแต่กับไม่มีอะไรคืบหน้าเลยสักนิดเดียวนับเป็โชคดีที่ชาติชายคิดจะช่วยเหลือเพราะไม่อย่างนั้นแล้วชาตินี้พี่ชายของเธอคงได้แค่แอบรักอยู่อย่างนี้ไปตลอดชีวิตเป็แน่
ชาติชายหัวเราะตามพลางพยายามนึกภาพเพื่อนรักเวลาเขินเดวิดไม่เคยรักผู้หญิงคนไหนมาก่อนั้แ่คบกันมาเขาไม่เคยเห็นเพื่อนจีบใครเลยมีแต่ผู้หญิงเป็ฝ่ายตามจีบเสียเองมากกว่าเนื่องจากเพื่อนเขาเป็คนรูปร่างหน้าตาดีทีนี้พอมาเจอผู้หญิงที่รักจริงๆเข้าก็เลยทำตัวไม่ถูกขึ้นมาซึ่งเขาก็เข้าใจและเห็นใจ
“ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้อลิซพานายเดย์ไปที่บ้านปาตอนเย็นนะเราจะได้เริ่มปฏิบัติการเป็กามเทพกันเลย พี่อยากให้ปากับนายเดย์มีความสุข ถ้าทั้งสองคนรักกันพี่จะดีใจมากๆเลย”
“อลิซก็เหมือนกันค่ะ อลิซชอบพี่ปามากอลิซจะช่วยพี่เดย์ทุกวิถีทางเลยทีเดียว”
“พรุ่งนี้อลิซพานายเดย์มาก่อนแล้วเราค่อยมาคิดกันว่าจะทำยังไงต่อไป”ชาติชายบอกคนรักด้วยน้ำเสียงเริงร่า ทั้งสองคุยกันอีกพักใหญ่ๆก่อนจะวางสายไป ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนพลางนึกขอโทษเพื่อนรักขึ้นมาในใจไว้ล่วงหน้า
ขอโทษนะปา ที่ชาติต้องทำแบบนี้เพราะชาติหวังดีและอยากให้ปามีความสุขนะ
เย็นวันนี้ที่บ้านของปาริฉัตรครึกครื้นเป็พิเศษเพราะมีแขกมาทานข้าวเย็นเพิ่มขึ้นด้วยอีกสามคนหญิงสาวลงมือเข้าครัวด้วยตัวเองโดยมีกิ่งแก้วเป็ลูกมือช่วยอาหารมื้อนี้เป็อาหารไทยล้วนๆเนื่องจากแขกทั้งสามคนร้องขออยากทานซึ่งเธอก็ไม่ขัดข้อง ปาริฉัตรทำอาหารไทยหลายอย่างมีทั้งพวกแกงต้มและผัดโดยลดปริมาณความเผ็ดลงมาหน่อย เพราะพี่ชายของอลิซยังไม่คุ้นชินกับรสชาติแบบนี้เหมือนน้องสาว
เธอกับเดวิดรู้จักกันค่อนข้างผิวเผินเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะเป็พี่ชายของอลิซก็ตามความที่เดวิดเป็ผู้ชายดังนั้นเื่ที่จะคุยจึงไม่มีอะไรมากนักนอกจากการทักทายกันเพียงธรรมดาอีกอย่างชายหนุ่มก็มักเดินทางไปต่างประเทศอยู่บ่อยๆ ตามอาชีพช่างภาพอิสระจึงทำให้พบกันน้อยมาก
อาหารเย็นมื้อนี้ผ่านไปอย่างมีความสุขเพราะบรรยากาศครื้นเครงเป็กันเองและรสชาติอาหารก็อร่อยปาริฉัตรรู้สึกว่าเดวิดมาหนนี้จะช่างพูดมากเป็พิเศษเพราะเขาชวนเธอคุยไม่หยุดปากเลยั้แ่มาถึงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่บางครั้งแทบจะไม่คุยกับเธอเลยเอาแต่มองหน้าเท่านั้น ชายหนุ่มเล่าถึงประสบการณ์ต่างๆในต่างแดนที่ได้ไปเจอมาให้ทุกคนฟังซึ่งเรียกเสียงหัวเราะได้เป็ระยะๆ
เมื่อทานอาหารเสร็จทุกคนก็ย้ายจากโต๊ะอาหารไปนั่งคุยกันต่อที่โต๊ะหน้าบ้านยกเว้นกิ่งแก้วที่ต้องพาน้องเอมขึ้นไปอาบน้ำนอนชาติชายชวนคุยหลายเื่และแต่ละเื่จะต้องมีเดวิดคอยช่วยเล่าเสริมตลอดทว่าทำไปทำมาจากตอนแรกที่คุยกันอยู่สี่คนกลับกลายเป็มีแค่สองคนเท่านั้นที่พูดโต้ตอบกัน
ส่วนอีกสองคนได้แต่นั่งเงียบมองสบตากันยิ้มๆหญิงสาวรู้สึกว่าทั้งสามคนแปลกๆ ไปเนื่องจากคอยแต่มองหน้ากันตลอดเวลายิ่งเดวิดแล้วยิ่งดูออกง่ายเข้าไปใหญ่เพราะดูเหมือนเขาค่อนข้างประหม่าเวลาคุยกับเธอ ทำให้เธออดยิ้มขันในบางครั้งไม่ได้
“คุณปาชอบถ่ายรูปไหมครับ”
“เฉยๆ ค่ะ “
“เหรอครับ” เดวิดนิ่งเงียบเหมือนจะหมดคำถามและเหมือนทุกครั้งที่เวลาไม่รู้จะพูดอะไรก็มักจะชำเลืองมองไปยังอีกสองคนที่นั่งอยู่ซึ่งก็ไม่รอดพ้นสายตาของเธอไปได้
“พี่ปาคะพี่เดย์เป็ช่างถ่ายภาพมือหนึ่งเลยนะคะ หนังสือแมกกาซีนชื่อดังหลายๆเล่มขอให้พี่เดย์ไปถ่ายภาพให้ทั้งนั้นเลยละค่ะ”
“เหรอคะ เก่งจังค่ะ”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับอลิซพูดเกินไป” เดวิดยิ้มเขินๆ ที่ถูกเอ่ยชม ใบหน้าเขาแดงระเรื่อขึ้นและเพราะเป็คนขาวเลยทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งดูแล้วก็น่ารักดี
“ถ้าคุณปาไม่รังเกียจผมอยากถ่ายรูปคุณได้ไหมครับ”เดวิดกลั้นใจรวบรวมความกล้าขอออกไป เขาอยากถ่ายภาพคนที่เขารักเก็บไว้ด้วยตัวเองปาริฉัตรยิ้มรับก่อนบอกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า
“จะถ่ายรูปฉันไปทำไมกันคะถ่ายไปก็ขายไม่ได้หรอกค่ะ”
“ไม่เอาไปขายหรอกครับ ไม่มีวันขายอย่างแน่นอน”เดวิดบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาที่มองเธอนั้นจริงใจและแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่มีต่อเธอ
หญิงสาวเสมองไปทางอื่นอย่างรู้สึกไม่สบายใจกับสายตาเช่นนี้จึงรีบเปลี่ยนเื่คุย
“อลิซเคยบอกว่าคุณเดย์เคยไปเที่ยวที่เมืองไทยและเคยขึ้นดอยเอาของไปแจกชาวบ้านบนนั้นด้วยหรือคะ”
ชาติชายกับอลิซถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกันเพราะรู้ว่าปาริฉัตรจงใจเปลี่ยนเื่ส่วนเดวิดหน้าเสียไปนิดก่อนจะปรับสีหน้าเป็ปกติแล้วยิ้มรับกับคำถามของเธอ
“ครับผมเคยไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง พอดีเพื่อนที่เป็คนไทยชวนไปเที่ยวที่บ้านของเขาเขาก็เลยพาผมขึ้นไปเที่ยวบนดอยด้วยผมจึงได้รู้ว่าคนข้างบนนั้นยังลำบากกันอยู่มาก ผมกับเพื่อนก็เลยนำของใช้ต่างๆไปแจกชาวบ้านบนนั้นน่ะครับ”
“ดีจังค่ะฉันก็เคยอยากทำแบบนั้นบ้างแต่ไม่มีโอกาสสักครั้ง อยู่บนเขาแบบนั้นพวกเขาคงลำบากกันน่าดูเลยนะคะ”
“ก็พอดูละครับแต่ก็ใช่ว่าชาวบ้านบนดอยจะลำบากไปซะหมดทุกคนหรอกนะครับ ผมเห็นบางครอบครัวมีอันจะกินสร้างบ้านหลังใหญ่ๆก็มีแต่ก็น้อยครับ”
“ใช่ค่ะมีน้อยเพราะชาวบ้านบนนั้นจะทำมาหากินอะไรก็ลำบากพอดู นอกจากการเกษตรแล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลยปีไหนผลผลิตน้อยก็ขาดทุนย่อยยับเลย”
“ครับ ผมเห็นด้วย คุณปารู้ไหมครับดอยที่ผมขึ้นไปน่ะวิวสวยมากผมยังถ่ายภาพเก็บไว้เลยครับ ผมจำได้ว่ามีอยู่ภาพหนึ่งผมไปถ่ายตรงหน้าผาตอนเช้าที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นสายหมอกยามเช้าทำให้ที่นั่นสวยงามเหมือนดังอยู่บนสรวง์ทีเดียวครับ”
“หรือคะฟังคุณเดย์พูดแล้วฉันชักอยากไปเห็นบ้างเสียแล้วสิคะ”
“คุณปาก็หาเวลาว่างไปสิครับถ้าจะไปจริงๆ ผมขออาสาเป็ไกด์พาเที่ยวนะครับเพราะผมรู้จักที่นั่นดี”
“ขอบคุณค่ะ”ปาริฉัตรยิ้มรับก่อนจะคุยถึงเื่อื่นๆ อีกจิปาถะ ชาติชายกับอลิซมองหน้ากันแล้วยิ้มให้กันอย่างสมใจเมื่อดูท่าคนทั้งคู่จะคุยกันถูกคอมากยิ่งขึ้นไม่เหมือนตอนแรกที่แทบจะเรียกได้ว่าถามคำตอบคำกันเลยทีเดียว นับว่าเป็นิมิตหมายอันดีของเดวิดที่สามารถเข้าใกล้ปาริฉัตรได้อีกก้าวหนึ่งแล้วต่อไปเขาก็เอาใจช่วยเพื่อนให้สร้างสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งมากกว่าความเป็เพื่อนให้ได้
ทั้งสี่คนนั่งคุยกันเพลินจนเวลาล่วงเข้าเกือบสามทุ่มชาติชาย อลิซและเดวิดเห็นว่ารบกวนเ้าของบ้านนานแล้วจึงได้ลากันกลับไปหลังจากเพื่อนๆกลับไปแล้วปาริฉัตรก็เข้าบ้านปิดประตูหน้าต่างจนหมดเรียบร้อยก็เดินขึ้นชั้นบนไปหญิงสาวแวะดูลูกน้อยที่ห้องครู่หนึ่งก่อนจะเดินเข้าห้องนอนของตัวเองไปเพื่ออาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน
ปาริฉัตรก้าวออกจากห้องน้ำด้วยผ้าขนหนูกระโจมอกก่อนจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดนอนกระโปรงสีหวานแล้วเดินมานั่งหวีผมที่หน้ากระจกหญิงสาวนึกถึงเื่ในวันนี้แล้วก็อดขำไม่ได้ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าเดวิดคิดเช่นไรด้วยท่าทางของเขาดูออกง่ายจะตายไป แต่ตอนนี้เธอยังไม่พร้อมจะเปิดใจรับใครเข้ามาจึงทำเป็วางเฉยต่อท่าทีของชายหนุ่มเสีย
ทว่าพอเห็นท่าทางจ๋อยๆ ของเขาแล้วเธอก็อดสงสารไม่ได้แต่เธอก็ไม่อยากให้เขามาคาดหวังอะไรในตัวเธอมากนัก เพราะใจของเธอยังไม่พร้อมเปิดรับใครจริงๆหัวใจของเธอมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถได้ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังคงเป็เช่นนั้นอยู่เธอจึงไม่อยากสร้างความหวังให้กับใครในเมื่อรู้ใจตัวเองดีว่าเป็เช่นไร
เพื่อนเธอก็อีกคนช่างสนับสนุนกันดีนักนึกถึงตอนที่เดินไปส่งทั้งสามคนที่รถเธอเดินเคียงมากับชาติชายจึงได้พูดเป็เชิงบอกให้รู้ว่าเธอรู้นะว่าเขาคิดจะทำอะไร
‘อย่าพยายามอีกเลยชาติก็รู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้’
ตอนนั้นชาติชายหันมามองแล้วเลิกคิ้วใส่ก่อนจะคลายลงแล้วตอบเสียงจริงจังว่า
‘ทำไมมันจะเป็ไปไม่ได้ถ้าปาจะให้โอกาสนายเดย์สักครั้งปา...อย่าจมอยู่กับอดีตที่ไม่มีทางหวนคืนอีกเลยนะ ลองเปิดใจรับความรู้สึกของนายเดย์มันสักครั้งเถอะนะนายเดย์มันรักปาจริงๆ และมันก็เป็คนดีสามารถทำให้ปาและน้องเอมมีความสุขได้ เลิกปิดกั้นตัวเองได้แล้วเชื่อเราเถอะ ปาก็รู้ว่าเราหวังดีกับปาและน้องเอมเสมอ’
คำพูดของเพื่อนทำให้ปาริฉัตรต้องคิดแน่นอนเธอรู้ว่าเดวิดเป็คนดีแต่คนดีเพียงอย่างเดียวมันไม่ได้หรอก มันต้องขึ้นอยู่กับใจของเธอด้วยว่าจะรักเขาหรือเปล่าถ้าไม่รักต่อให้เขาดีเลิศปานใดก็ไม่มีความหมาย เอ...หรือเธอจะลองให้โอกาสเดวิดอย่างที่เพื่อนบอกดีนะแต่เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเธอยังเปิดใจยอมรับเขาไม่ได้มันจะทำให้เขาเสียใจซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเธอคงไม่มีหน้าจะคบเขาดังเพื่อนได้สนิทใจอีกต่อไปแน่ๆ
หญิงสาวถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะวางหวีลงแล้วเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มเธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดึงเดวิดลงมาร่วมทุกข์กับเธอด้วยอย่างเด็ดขาดเธอรู้ว่ามันเ็ปมากแค่ไหนจึงไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บด้วยเธอขออยู่แบบนี้ต่อไปจะดีกว่าเพราะเท่าที่มีอยู่เธอก็มีความสุขมากพออยู่แล้วปาริฉัตรยิ้มบางๆ ให้กับตัวเองก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความรู้สึกที่ไม่แจ่มใสนัก
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนสภาพอากาศภายในประเทศอังกฤษก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆใบไม้ก็เริ่มเปลี่ยนสีจนดูมีสีสันสวยงาม ผู้คนเริ่มที่จะหาเสื้อผ้าหนาๆมาสวมใส่เพื่อป้องกันความหนาวเย็นรถยนต์กลางเก่ากลางใหม่แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังกะทัดรัดแห่งหนึ่งชายหนุ่มทั้งสามคนก้าวลงจากรถโดยมีกระเป๋าเดินทางสองใบหิ้วติดเข้าบ้านไปด้วย สองในสามคนนั้นมีท่าทางอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดเพราะเพิ่งเดินทางข้ามทวีปมาเมื่อเข้าไปในบ้านกันแล้วหนึ่งหนุ่มผู้เป็เ้าของบ้านก็เดินไปเปิดตู้เย็นคว้าเบียร์กระป๋องออกมาสามกระป๋องแล้วนำมาให้เพื่อนอีกสองคนที่นั่งรออยู่ที่โซฟา
“ขอบใจ”
“ขอบคุณครับ”
พงศกรกับวัฒนากล่าวขอบคุณพร้อมกับรับเบียร์กระป๋องมาเปิดดื่มให้พอชื่นใจ
“กร...นายมาที่นี่แล้วนายเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ”หมอนิรุตน์ถามขึ้นขณะเดินไปนั่งบนโซฟาอีกตัวไม่ห่างกันมากนัก
“อืม...” พงศกรครางตอบเบาๆขณะคลึงกระป๋องเบียร์ในมือเล่น หมอนิรุตน์มองเพื่อนด้วยสายตาห่วงใยอาการของเพื่อนเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากราวกับสิ้นหวังทุกสิ่งในชีวิตแต่แล้วคุณหมอหนุ่มก็แทบจะสำลักเบียร์ที่ดื่มเข้าไปเมื่อจู่ๆพงศกรก็ลุกพรวดขึ้นยืนแล้วหันมาถามเขาว่า
“ไอ้รุตน์ แกรู้ที่อยู่ปาหรือเปล่าวะ”
“ไอ้บ้า จู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาได้ ใหมดเลย”
“ขอโทษ ตกลงแกรู้ที่อยู่ปาหรือเปล่า”
“ถามทำไมวะอย่าบอกนะว่าถ้าฉันบอกว่ารู้แกจะรีบไปหาเขาทันทีน่ะ”
พงศกรใช้การนิ่งแทนคำตอบพลางจ้องหน้าเพื่อนเขม็งก่อนที่คำตอบของหมอนิรุตน์จะทำให้เขาอารมณ์เสีย
“ไม่มี”
“แล้วทำไมแกไม่ถาม”
“อ้าว...ไอ้กร แกจะบ้าหรือไง จู่ๆ ถ้าฉันไปถามเื่ส่วนตัวของเขาคุณปาจะคิดยังไงวะ เขาเข้าใจว่าฉันกับเขาไม่รู้จักกันนะโว้ย”
พงศกรถอนใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิดเขาใจร้อนอยากจะพบปาริฉัตรเร็วๆ เขาอยากจะคุยกับเธอให้รู้เื่ซึ่งดูเหมือนเพื่อนจะเดาความ้าของเขาออก จึงเอ่ยเตือน
“ใจเย็นๆ สิวะ เดี๋ยวอีกสองวันแกก็ได้เจอเขาแล้วอดทนหน่อยสิ แกรอมาได้ตั้งกี่ปีกะอีกแค่สองวันทำไมจะรอไม่ได้ล่ะ”
พงศกรทรุดตัวลงนั่งแล้วเอนตัวพิงพนักโซฟาด้วยความขัดเคืองใจตอนนี้ใจเขามันร้อนดังไฟแผดเผา ยิ่งรู้ว่าอยู่ใกล้ๆ ก็ยิ่งร้อนใจมากยิ่งขึ้นเขาอยากจะเจออยากจะพูดปรับความเข้าใจกับเธอไม่อยากจะรอให้เสียเวลาเพราะเขากลัวว่าถ้ามัวใจเย็นอยู่อย่างนี้เธอจะหนีหายไปอีกซึ่งเขาคงทนไม่ได้อีกต่อไป
“เ้านายไปพักผ่อนก่อนดีไหมครับ” วัฒนาบอกอย่างเป็ห่วงเนื่องจากหลายวันมานี่เขารู้ว่าเ้านายนอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดมากเื่คุณปา
“ฉันเห็นด้วยกับวัฒนานะ ดูท่าทางนายอ่อนเพลียมากเลยฉันว่านายไปนอนพักผ่อนก่อนเถอะ ตื่นขึ้นมาจะได้สดชื่นขึ้น” หมอนิรุตน์เห็นด้วยกับคำพูดของวัฒนาและก็หันมาบอกคนต้นคิดด้วยว่า“นายเองก็ต้องไปนอนด้วยเหมือนกันนะวัฒนาเพราะหน้าตาท่าทางนายก็ไม่ได้ต่างไปจากไอ้กรสักเท่าไรนักหรอก”
วัฒนายกมือลูบหน้าตัวเองก่อนจะพยักหน้ารับเพราะเขาก็รู้สึกอ่อนเพลียเหมือนกัน
“แล้วนายต้องไปโรงพยาบาลอีกหรือเปล่า” พงศกรถามพลางลุกขึ้นยืน
“ไปสิ ฉันมีตรวจคนไข้อีกสองสามรายน่ะพวกนายขึ้นไปพักผ่อนเถอะ ฉันไปไม่นานหรอกเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว”
พงศกรพยักหน้ารับแล้วเดินนำวัฒนาขึ้นบันไดไปยังชั้นบนซึ่งเพื่อนได้จัดเตรียมห้องพักไว้ให้เรียบร้อยแล้วหมอนิรุตน์มองตามพลางส่ายหน้าให้กับอาการที่เพื่อนเป็อยู่ นี่แหละนะความรักทำให้คนเรามีทั้งสุขและทุกข์ได้ทุกคนจริงๆไม่มีใครสามารถหลีกหนีได้หรอกไม่ว่าจะเป็ความรักแบบไหนก็ตาม