ชายชราโฉ่วโม่
ร้านขายเปียโนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ไป๋เฉินและหลี่หลินอยู่มากนัก พวกเขาเดินไปไม่นานก็มาถึง
ร้านเปียโนร้านนี้มีชื่อร้านว่า ‘ร้านโฉ่วโม่’ เป็นร้านเปียโนที่ใหญ่มากทีเดียว
เพราะเพียงมองจากนอกร้านก็เห็นเปียโนยี่ห้อต่างๆ อยู่จำนวนหลายหลัง
“ดูเหมือนว่าเจ้าของร้านจะชื่อโฉ่วโม่นะ” ไป๋เฉินมองไปที่ป้ายชื่อร้าน พลางพูดออกมา
หลี่หลินพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเธอเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง เธอย่อมรู้ว่าเจ้าของร้านเป็นชายชราที่ชื่อโฉ่วโม่ และเธอมักจะเรียกเขาว่าปู่โม่
ส่วนสาเหตุที่เธอมาที่ร้านเปียโนแห่งนี้นั้น ย่อมเป็นเพราะว่าเธอมาซื้อเปียโนกับพ่อแม่ของเธอ
“เข้าไปในร้านกันเถอะ” หลี่หลินพูดพลางเดินนำเข้าไปก่อน
ไป๋เฉินทำเพียงเดินตามเธอเข้าไปภายในร้านเปียโนโฉ่วโม่
ขณะที่เดินเข้าไปนั้น เขาก็เห็นพนักงานชายในชุดเครื่องแบบของร้านขายเปียโนเดินเข้ามาหา ใบหน้าของอีกฝ่ายล้วนประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งการค้า
“ต้องการดูเปียโนยี่ห้อไหนครับ?”
“ขอเดินดูก่อนแล้วกันค่ะ” หลี่หลินตอบอย่างสุภาพ ก่อนจะพาไป๋เฉินเดินดูภายในร้าน เพื่อดูเปียโนยี่ห้อต่างๆ
ส่วนพนักงานชาย เมื่อเห็นว่าลูกค้าไม่ต้องการความช่วยเหลือ เขาก็เดินกลับไปประจำที่เดิมอย่างผิดหวังเล็กน้อย
เพราะถ้าหากว่าลูกค้าซื้อเปียโนหลังที่เขาแนะนำ เขาก็จะได้ส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ด้วย
“นั่นหนูหลินไม่ใช่เหรอ?”
ขณะที่หลี่หลินกำลังพาไป๋เฉินเดินดูเปียโนอยู่นั้น ก็มีเสียงของชายชราคนหนึ่งดังขึ้น
เธอรีบหันไปมองอย่างรวดเร็ว และแล้วเธอก็ได้เห็นชายชราในชุดฟรีสไตล์นั่งอยู่หน้าเปียโนหลังหนึ่ง
ผมของเขาทั้งหมดเป็นสีขาวแล้ว รวมไปถึงคิ้วและหนวดของเขาด้วย ใบหน้าเองก็เหี่ยวย่นตามแบบฉบับของคนชรา
“ปู่โม่” หลี่หลินพูดออกมาด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าจะได้พบกับปู่โม่ หรือเจ้าของร้านเปียโนแห่งนี้อย่างชายชราโฉ่วโม่ที่นี่
เพราะตามที่พ่อของเธอบอกชายชราคนนี้เคยเป็นนักเปียโนมืออาชีพมาก่อน การที่จะพบเขานั้นไม่ง่ายเลย แม้ว่าจะเป็นที่ร้านของเขาเองก็ตาม
ชายชราโฉ่วโม่มองหลี่หลินด้วยรอยยิ้ม แม้เขาจะพบกับเธอครั้งเดียวเขาก็จดจำเธอได้ เนื่องจากพ่อของเธอเป็นประธานบริษัทของหลี่กรู๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำธุรกิจของเมืองซิงโจว
เขามองเธออยู่พักหนึ่งก็สังเกตเห็นคนที่อยู่ข้างๆ เธออย่างไป๋เฉิน
เขาพบว่าชายหนุ่มคนนี้อยู่ในชุดที่ราคาไม่แพงและไม่น่าจะเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะ แต่เขาก็ไม่ได้คิดมากในเรื่องนี้
เขาพลันหันหน้ากับไปมองหลี่หลินด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม “นี่แฟนของหนูหลินใช่ไหม ทำไมไม่แนะนำให้ปู่รู้จักบ้าง?”
“มะ...ไม่ใช่ค่ะ!” หลี่หลินรีบปฏิเสธด้วยใบหน้าที่ขึ้นสี เธอส่ายหน้าไปมาอย่างรุนแรง “เขาเป็นแค่เพื่อนค่ะ!”
ไป๋เฉินมองดูท่าทีของหลี่หลินด้วยรอยยิ้ม เขาพบว่าเธอแสดงออกมาแบบนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ
เขาพลันมองไปที่ชายชราโฉ่วโม่ ก่อนจะพูดทักทาย “สวัสดีครับ ผมชื่อไป๋เฉิน เป็นเพื่อนของหลี่หลิน”
“โอ้ว สวัสดีๆ” ชายชราโฉ่วโม่ยิ้มรับ “เธอจะเรียกฉันว่าปู่โม่เหมือนกับหนูหลินก็ได้นะ”
“เข้าใจแล้วครับ ถ้างั้นผมจะเรียกคุณว่าปู่โม่”
ไป๋เฉินไม่คิดอะไรมากในเรื่องนี้ เพราะเขาคิดว่าคงจะไม่ได้มาที่นี่อีก ที่เขามาวันนี้ก็เพื่อที่จะเล่นเปียโนให้หลี่หลินดู เพื่อที่เขาจะได้ชนะพนันและได้จูบเธอก็เท่านั้น
“ดีแล้วๆ” ชายชราโฉ่วโม่ยิ้ม “ว่าแต่พวกเธอสองคนมาทำอะไรกัน หรือว่าจะมาซื้อเปียโน?”
“ไม่ใช่ค่ะปู่โม่ คือว่าหนูจะมาขอลองเล่นเปียโนหน่อยได้ไหมคะ” หลีหลินรีบพูด
ชายชราโฉ่วโม่พยักหน้าอย่างไม่คิดอะไรมาก “ได้อยู่แล้ว หนูหลินมาลองตัวที่ปู่กำลังเล่นอยู่นี้ก็ได้ คุณภาพของมันดี ไม่แพ้หลังที่หนูซื้อไปแน่นอน”
เขาพูดพลางลุกออกจากเก้าอี้เปียโนไปยืนอยู่ข้างๆ แทน
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดที่จะจากไปทำอย่างอื่น เขาต้องการอยู่ดูหลี่หลินเล่นเปียโน ว่าเธอเล่นได้ดีไปถึงขั้นไหนแล้ว เผื่อว่าเขาจะได้แนะนำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเธอ
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือคนที่ลองเล่นนั้น ไม่ใช่หลี่หลิน แต่เป็นไป๋เฉิน
“นายไปสิ ถ้านายเล่นไม่ได้อย่าลืมที่ตกลงกันไว้ล่ะ” หลี่หลินหันมามองไป๋เฉิน พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มของผู้ชนะ
ไป๋เฉินยิ้มให้เธอกลับ “เธอก็อย่าลืมล่ะว่าถ้าฉันเล่นได้...”
“แน่นอน” เธอพยักหน้ารับอย่างไม่รู้สึกอะไร เพราะเธอคิดว่ายังไงไป๋เฉินก็ไม่มีทางที่จะเล่นเป็นอยู่แล้ว
การพนันครั้งนี้ฝ่ายที่จะชนะ ย่อมต้องเป็นเธออยู่แล้ว!
ส่วนที่เธอเห็นท่าทีของเขาแบบนี้ เธอก็คิดแค่เพียงว่าเขาไม่อยากเสียหน้ามากก็เท่านั้น จึงไม่ได้ยอมแพ้ตั้งแต่แรก
“หือ? คนที่จะลองเล่นไม่ใช่หนูหลินเหรอ?” ชายชราโฉ่วโม่พูดด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าคนที่จะลองเล่นจะเป็นไป๋เฉิน ไม่ใช่หลี่หลิน
“ใช่ค่ะปู่โม่ เขาจะเล่น” หลี่หลินพูด ขณะเดียวกัน เธอก็ใช้สายตาเร่งให้ไป๋เฉินรีบๆ ทำให้มันจบ
ไป๋เฉินไม่ได้พูดอะไร เขาระบายรอยยิ้มออกมาบนใบหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้เปียโน
เพียงเขานั่งลงบนเก้าอี้เปียโน เขาก็สังเกตเห็นกรดาษโน๊ตเพลงวางอยู่ตรงหน้าพอดี ถึงเขาจะไม่รู้ว่ามันเป็นเพลงเกี่ยวกับอะไร แต่เขาก็เข้าใจโน๊ตของมันทั้งหมด เขาสามารถเล่นเพลงนี้ได้
โดยไม่รอให้หลี่หลินได้บอกให้เล่น เขาวางถุงกระดาษเสื้อผ้าของเธอไว้ที่ตัก มือทั้งสองข้างของเขาก็เริ่มวางลงที่ตัวโน๊ตของเปียโน ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงที่เห็นบนกระดาษ
ท่วงทำนองที่นุ่มละมุนปนเศร้าสร้อยพลันดังขึ้นมา เสียงบรรเลงเปียโนราวกับเป็นเสียงของระฆังสวรรค์ ที่สามารถสะกดจิตใจของผู้ฟังได้
ท่วงทำนองแรกแม้ว่าจะเป็นท่วงทำนองที่นุ่มละมุนเป็นเศร้าสร้อย แต่พอไปถึงท่วงทำนองช่วงหลังๆ มันก็หนักหน่วงขึ้น กลายเป็นท่วงทำนองที่กดดัน...
ความโศกเศร้าถาโถมเข้ามาอย่างไม่สามารถที่จะหยุดยั้งได้!
ท่วงทำนองนี้...เป็นท่วงทำนองที่บีบรัดหัวใจของผู้ฟังอย่างมาก สามารถบรรยายท่วงทำนองนี้ได้เพียงอย่างเดียวว่า...มันน่าเศร้าเกินไป!
จบบทที่ 27