ตอนที่ 29: ศึกฝ่ายใน
เปิดเทอมวันแรก ฤทธาวัยสิบห้าปีถูกสำนักประกาศ ว่าเป็คนคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถ ที่ไม่มีใครสามารถเปิดได้ สร้างคุณูปการมากมายให้สำนัก ฤทธาเองก็ใกับประกาศนี้
อีกหกเดือน ก่อนการแข่งศึกสี่สำนักจะเริ่มขึ้น การแข่งขันที่จัดขึ้นทุกห้าปี โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็เ้าภาพระหว่างสี่สำนักใหญ่ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชน และเปิดโอกาสให้ศิษย์ระดับหัวกะทิได้แสดงฝีมือ รวมถึงแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันในระดับทวีป ปีนี้สำนักเย่วจีเป็เ้าภาพ และมอบหมายให้หอคอยิญญายุทธ์ดูแล
แต่ก่อนถึงวันนั้น ทางสำนักเย่วจีก็จัดให้มีการคัดเลือกทีมตัวแทนขึ้นภายในก่อน โดยแบ่งเป็สองทีมจากฝ่ายใน คือบ้านขาวและบ้านดำ ทำการแข่งขันกันในสนามประลองของสำนัก ทีมอันดับหนึ่งจะได้เป็ตัวแทนเข้าสู้ศึกสี่สำนัก
ณ. เวลานี้อันดับของศิษย์ในสำนักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หลังจากเด็กปีสี่เดิมขึ้นปีห้าก็ถูกส่งไปฝึกงานที่เมืองซีไห่เมืองหน้าด่านของทวีปใต้ที่ตั้งอยู่ริมแนวป่าเขตอสูร ซึ่งเป็พื้นที่ที่มีสัตว์อสูรปรากฏตัวบ่อยครั้ง และเป็สนามรบสำคัญในการฝึกประสบการณ์จริง
หลังการเปลี่ยนแปลง จิมมี่ปีสี่ขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่ง ศิษย์จากตึกขาวคนหนึ่งอยู่อันดับสอง และซูคิมตามมาเป็อันดับสาม ขณะที่ฤทธาศิษย์ปีสาม กลับไต่อันดับขึ้นมาได้ถึงอันดับที่ยี่สิบ กลายเป็ศิษย์ปีสามเพียงคนเดียวที่ติดหนึ่งในยี่สิบอันดับแรก ส่วนเรโซ่และยอนมินก็เข้าสู่ หนึ่งในห้าสิบอันดับแล้วเช่นกัน
ทีมแสงเงาของพวกฤทธาจึงถูกจัดตั้งขึ้น สมาชิกทั้งห้าคนคือ ซูคิมกระบี่สายฟ้า เชี่ยวชาญค่ายกลวงเวท ควบคุมพื้นที่และสนับสนุนการวางกับดัก มีบทบาทในแนวหน้า และสร้างค่ายกลระหว่างพักแรม จิมมี่ค้อนั์ธาตุไฟ สายทะลวงฟัน บุกทะลวงแนวหน้าดูแลอุปกรณ์และอาวุธ เรโซ่มีดสั้นคู่ธาตุเวลา ชำนาญยันต์เสริมความเร็วและลดความเร็วศัตรู เป็หน่วยสอดแนมและสายป่วนในลานประลอง ยอนมินหอกและโล่ธาตุแสง มีการต่อสู้และป้องกันที่สมดุล และบทบาทเป็หน่วยแพทย์และฤทธา ธาตุแสงและสายฟ้า เชี่ยวชาญหกอาชีพ วางแผนยุทธศาสตร์และอุปกรณ์เสริมทีม
่ห้าเดือนนี้พวกฤทธาซ้อมทีมกันเป็ประจำ
คืนก่อนวันแข่งคัดเลือกในกำไลมิติ เหล่าสมาชิกทีมฝึกซ้อมกันอย่างหนัก ท่ามกลางภูมิประเทศที่เฉิง หวังเซียนสร้างขึ้น เพื่อให้เด็กๆ ได้ฝึก
อาจารย์ปู่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกยิ้มบางๆ พลางมองเด็กทั้งห้าผลัดกันโจมตีสัตว์อสูรที่เขาอัญเชิญออกมาให้ฝึกฝน
“พักกันก่อนเถอะ” หวังเซียนบอกให้เด็กๆ พักหลังฝึกมาหลายชั่วโมงแล้ว
พวกเด็กๆ เดินมานั่งพักกันที่สนามหญ้า
“เรโซ่กับยอนมินต้องร่ายเวทค่ายกลเร็วกว่านี้ ค่ายกลสองชุดนี้ถึงจะได้ผล” จิมมี่เสนอความคิดขณะเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก
“พอระดับสูงขึ้น ปัญหานี้ก็จะถูกแก้ไขแค่รอเวลา แนวความคิดปักหลักสู้ แล้วใช้เวทป้องกัน กับเวทฟื้นฟูในพื้นที่เดียวกันนี่ดีมาก แต่คงใช้ในการแข่งครั้งนี้ไม่ได้”
ซูคิมบอกจุดสำคัญ
“ฤทธาเ้าเสนอแผนนี้มามีแผนอื่นอีกหรือไม่”
ยอนมินถามมาที่ฤทธา แล้วนอนแผ่ที่สนามรอฟังคำตอบ
“ที่ซ้อมกันมาหลายเดือน ข้าว่าพอที่จะสู้ทีมอื่นได้แล้ว ที่เหลือก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอา หรือใครมีความคิดอะไรดีๆ” ฤทธาอยากฟังความเห็นเพิ่มเติม
เรโซ่ยกมือขึ้น
“เราจะทำยังไงถึงจะได้กินบะหมี่ของพ่อฤทธาอ่ะ ข้าหิวมาก” เขาโอดครวญ
ทั้งสี่มองไปที่เรโซ่แล้วหัวเราะ
“ฤทธา” เสียงหวังเซียนดังขึ้นมา
เขากล่าวก่อนจะกวักมือเรียกฤทธาให้เดินมาหา ในขณะที่คนอื่นกำลังพัก ชีต้าร์กับนิลๆ ก็พักเช่นเดียวกัน พวกเขาก็ฝึกที่ป่าไผ่เล็กๆ ที่ขังสัตว์อสูรไว้
“ข้าเคยเป็เหมือนพวกเ้า พวกเ้าต้องจินตนาการถึงการต่อสู้ ในเมื่อพวกเ้ามีข้อมูลของฝั่งตรงข้ามแล้ว”
หวังเซียนบอกเด็กทั้งห้าคน ขณะที่ฤทธากำลังเดินมาหา
จิมมี่กำลังคิดถึงตอนชนะจะต้องทำท่ายังไงถึงจะดูดี
เรโซ่กำลังจินตนาการถึงตอนจับศัตรู จนสามารถเอาบะหมี่มากินตอนนั่งเฝ้า
ฤทธานั่งลงเงียบๆ ฟังด้วยความสนใจ
“ตอนเด็กน่ะ... ข้าคือหนูทดลองของอาจารย์ ฮ่า ฮ่า ข้าเหมือนเ้าเื่พลังฟื้นฟูและถึกทน”
หวังเซียนหัวเราะเบาๆ พลางลูบท้องตัวเองด้วยความรู้สึกผูกพัน
“ท่านอาจารย์ชอบทดลองยา บางทีก็ผสมโอสถจากสมุนไพรที่ไม่มีใครกล้ากิน ข้าก็กิน”
“ทำไมถึงยอมเสี่ยงล่ะครับ?” ฤทธาถาม
“เพราะข้าเชื่อในอาจารย์ อาจารย์อยากสร้างโลกที่เด็กๆ อย่างพวกเ้าจะมีโอกาสได้ยืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผย ข้าก็เลยช่วยรวบรวมข้อมูล ั้แ่สมัยโน้น เริ่มสังเกตว่าเด็กวัย สิบสามถึงสิบเก้าปีคือ่ที่พัฒนาได้เร็วที่สุด พอมีข้า อาจารย์ก็ยิ่งมั่นใจ เพราะโอสถช่วยเร่งการฝึกพื้นฐานได้จริง”
“ที่แยกศิษย์ชายหญิง มีส่วนด้วยรึป่าวครับ?”
ฤทธาถามแม้ยังไม่เข้าใจเื่ชายหญิง
“ใช่ เพราะพอเด็กพวกนี้เริ่มมีใจให้กัน มันจะว่อกแว่ก จิตใจไม่นิ่ง พอเราแยกเพศ ความคิดพวกนี้ก็น้อยลง แถมยังไม่ต้องคอยระวังปัญหาความสัมพันธ์อีกด้วย”
ฤทธาครุ่นคิด เขาไม่เคยรู้ว่าความคิดเื้ัระบบของสำนักนั้นมีที่มาอย่างลึกซึ้งเช่นนี้
อาจารย์ปู่ตบไหล่เขาเบาๆ
“เ้ามีพร์ และมีจิตใจที่เด็ดเดี่ยว ข้าเชื่อว่าเ้าจะพาเพื่อนๆ ผ่านการแข่งขันนี้ไปได้”
ฤทธาแววตาแน่วแน่
“ผมจะพยายามครับ”
“อาจารย์ปู่ครับ ข้าสงสัย ตัวเลขมันไม่ลงตัว ท่านเป็ศิษย์บรรพจารย์ และเป็อาจารย์ของเ้าสำนักคนปัจจุบัน สำนักมีมาเกือบพันปี ข้ายังไม่เข้าใจขอรับ”
ฤทธาคิดเื่นี้มานาน
“ข้าเป็เ้าสำนักรุ่นที่สอง อาจารย์เ้าคือรุ่นที่แปด เ้าพอเดาอะไรได้หรือไม่”
หวังเซียนมองมาที่ฤทธา
ฤทธาคำนวณสักพักก็ร้อง
“โอ้โห”
“ปรกติถ้าข้ารับศิษย์ ก็หมายถึงเด็กคนนั้นคือเ้าสำนักรุ่นต่อไป แต่ไป๋ิคือศิษย์คนสุดท้ายของข้า เพราะข้าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว”
หวังเซียนบอกเด็กน้อย
ฤทธานึกถึงตำรับยาอายุวัฒนะอันหนึ่งขึ้นทันที
“ยาอายุขัยเซียน”
เขารำพึงในใจ
รุ่งเช้า หนึ่งเดือนก่อนแข่งสี่สำนักจะมาถึง วันนี้เป็วันคัดเลือกทีมตัวแทนสำนัก ฤทธาในชุดทางการสีขาวขอบสีฟ้าประจำทีมชายเสียงฆ้องดังขึ้น
การแข่งขันกำลังเริ่มต้นแล้ว…
สนามประลองมีการปรับเปลี่ยน รอบสนามมีกลไกขึ้นมา มีโดมโผล่คลุมรอบสนาม ภายในมีวงเวทที่หลังคาโดม
สนามประลองแปรเปลี่ยนเป็เขตมิติพิเศษ พื้นที่กว้างใหญ่ที่สามารถจำลองภูมิประเทศได้หลากหลาย ทั้งป่าทึบ ทะเลทราย ลำธาร หุบเหว และหมอกลวงตา
ตอนนี้สนามปรับมาเป็ป่าทึบ
ผู้คนรอบสนามเห็นภาพทั้งหมด เริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับบรรยากาศ
การแข่งขันจัดเป็แบบทีม จัดเต็มทั้งพลัง ยุทธวิธี และกลยุทธ์การรบจริง
การแข่งขันรอบสุดท้ายระหว่าง ทีมแสงเงา กับทีมปราบอสูรของบ้านขาวเป็ศิษย์ปีสี่ทั้งหมด ทีมคู่ต่อสู้ประกอบด้วย หลี่จางหัวหน้าทีม ใช้หอกสายฟ้า เชี่ยวชาญการบุกแบบทะลวง แข็งแกร่งและรวดเร็ว อี้หลาน นักพรตธาตุน้ำแข็ง ใช้พลังควบคุมสนามและสกัดพลังฝ่ายตรงข้าม จู้ฝานนักเวทค่ายกลิญญาแห่งตึกขาว เน้นการวางกับดักในสนามรบ ไป๋ซินนักเชิดหุ่นขั้นสาม ธาตุมืด หลบซ่อนซุ่มโจมตีและหลอกล่อ และฮั่วิ นักปรุงโอสถที่เสริมความสามารถตัวเองด้วยโอสถพิเศษ
เมื่อเริ่มต้นการต่อสู้ สนามกลายเป็พื้นที่สมรภูมิในป่า
ซูคิมเปิดฉากด้วยการใช้ค่ายกลวงเวทคุมพื้นที่ของตนโดยรอบ คอยเฝ้าธง ร่วมกับการพุ่งทะลวงของจิมมี่ในเวลาเดียวกัน
จิมมี่ใช้ยันต์เคลื่อนที่พริบตาเข้าไปกลางวงศัตรู ทำลายแนวป้องกันแรกของศัตรูที่กำลังเตรียมวางค่ายกล เป็การบุกเร็วทำลายจังหวะ
ก่อนหน้านั้น
ในกำไลตอนวางแผน ฤทธาเสนอความคิด
“ปรกติพอเริ่มการต่อสู้ เราจะหาพื้นที่ที่เราได้เปรียบ เพื่อวางวงเวทค่ายกลแล้วเฝ้าธงใช่มั้ย คราวนี้เราจะพุ่งไปหาศัตรูเลย พี่จิมมี่กับเรโซ่ไปทำลายจังหวะดึงความสนใจ ข้าจะล่อหัวหน้าทีมฝั่งนั้นเอง”
จิมมี่นึกถึงแผนที่วางกันไว้
“หวังว่าจะได้ผลนะ”
เขาคิดในใจ
ปัจจุบัน...
ฮั่วิเห็นจู้ฝานโดนโจมตีขณะกำลังตั้งค่ายกลเลยไปช่วย
หลี่จางหัวหน้าทีมกำลังพุ่งมาหาซูคิม แต่ฤทธาเข้ามาขวาง ทั้งคู่ปะทะกัน
ขณะที่เรโซ่เคลื่อนที่อย่างเงียบงัน ใช้ยันต์เร่งความเร็วพาตัวเองไปยังจุดอับของศัตรู และปายันต์ะเิเพลิงสกัดบนพื้น เพื่อดึงความสนใจของฝ่ายตรงข้าม
ฮั่วิเสียสมาธิเพราะคิดว่ามีหน่วยรอบโจมตี
ยอนมินรักษาระยะอยู่แนวกลาง สนับสนุนซูคิมมี่กำลังสร้างค่ายเวทป้องกัน เขาสามารถยับยั้งการโจมตีของไป๋ซิน ที่ใช้หุ่นเชิดมาลอบโจมตีได้หลายครั้งอย่างแม่นยำ
ตอนนี้มีการปะทะหลายคู่น่าตื่นตาตื่นใจ
มีเสียงคนดูฮือฮาเป็ระลอก
ส่วนฤทธานั้นล่อศัตรูให้เข้าสู่จุดที่เตรียมไว้ก่อน เรโซ่ทะลวงเข้าโจมตีจู้ฝานจากด้านหลัง
จากการวางแผนล่วงหน้า และการประสานงานอย่างไร้ที่ติ ทำให้ทีมตึกขาวเสียรูปขบวนอย่างรวดเร็ว เมื่อหลี่จางถูกตัดขาดจากทีมโดยค่ายกลของฤทธา
“กรงอัสนี” หลี่จางร้องขึ้นหลังถูกขัง
“บ้าจริง แบบนี้ก็ใช้ยันต์เคลื่อนที่พริบตาไม่ได้น่ะสิ”
หลี่จางคิดขณะหาทางทำลายกรงอัสนี
เมื่อหัวหน้าทีมถูกจับแยกที่เหลือก็ระส่ำระสายเสียสมาธิ แผนไม่ได้เป็อย่างที่คิด พวกเขาจึงถูกโจมตีจากทั้งด้านข้างและด้านหลัง จนพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
สี่คนถูกกำจัดออกไป เหลือเพียงแค่หลี่จางหัวหน้าทีม ที่ถูกทีมแสงเงายืนล้อมไว้ ทีมแสงเงาคว้าชัยชนะ และกลายเป็ทีมอันดับหนึ่งของสำนัก
ทุกคนชื่นชมการประสานงานของทีมแสงเงา
เย็นวันนั้นทุกคนมารวมตัวกันที่บ้านดำ หลังทุกคนมาร่วมยินดีและแยกย้ายกันไปแล้ว พวกทีมแสงเงามาประชุมกันต่อ
“โชคดีที่วันนี้เป็ไปตามแผนทุกอย่าง” เรโซ่เอ่ยขณะกำลังเอาของกินเข้าปาก
“พวกศิษย์พี่เคยสู้กับทุกคนในทีมนั้นมาหมดแล้ว แต่พวกเรายังไม่เคยสู้กับพวกเค้า อย่างดีพวกนั้นก็สนใจแแค่ฤทธา คงไม่มีข้อมูลข้ากับเรโซ่หรอก ฮ่า ฮ่า”
ยอนมินกล่าวอย่างอารมดี
“อีกไม่ถึงเดือนแล้ว เราจะซ้อมยังไงต่อ มาปรึกษากันดีกว่า” จิมมี่เสนอ
“ข้ามีบางอย่างที่สงสัยมานาน และคิดว่าหลายคนในทีมก็สงสัย ก่อนจะซ้อมกันต่อ ข้าต้องไขความกระจ่างก่อน” ซูคิมพูดด้วยท่าทีและน้ำเสียงจริงจัง ทุกคนในทีมเริ่มสนใจ
“ไอ้คำว่า ‘ก็แค่ร้านข้างทาง’ มันคืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง”
ซูคิมหันไปทางฤทธา
“ใช่ ข้าก็อยากรู้” เรโซ่เสริม
“ใช่”
“ใช่”
เสียงยอนมินและจิมมี่พูดแทบจะพร้อมกันแล้วหันมาที่ฤทธา
“ใช่” ….. “กรู๊ววว” ชีต้าร์ หวังเซียนและนิลๆ ออกมาจากกำไล ตอนนี้ทุกสายตามองมาที่ฤทธา
ฤทธาสีหน้าใและประหม่า ไม่คิดว่าจะเจอคำถามอะไรแบบนี้
“เอ่อ…อะไรกันนี่ ข้าก็นึกว่าเื่อะไร”
ฤทธาทำมือให้ทุกคนนั่งลงก่อนที่จะเริ่มเล่า
“ตอนนั้นข้าเจ็ดขวบ แม่กำลังจะพาข้าไปฝาก เพื่อเตรียมฝึกร่างกาย ก่อนถึงบ้านลุงหม่า ต้องผ่านถนนที่เป็ตลาด มีร้านขายของสองข้างทาง แม่ข้าหยุดแล้วบอกข้าว่า ฤทธา…เป้าหมายของลูกคือการเป็จอมยุทธใช่มั้ย แม่จะสมมติว่าลูกต้องใช้เวลาสามสิบปี ถึงจะเป็จอมยุทธที่ประสบความสำเร็จ ระหว่างนี้จนถึงสามสิบปีข้างหน้า ลูกจะต้องเจอเื่ราวมากมาย ให้ถนนเส้นนี้ไปจนถึงบ้านลุงหม่า คือเส้นทางก่อนจะเป็จอมยุทธ ลูกจะต้องเจอเื่ราวมากมาย ทุกข์ สุข เศร้า โกรธ แค้น ยินดีหรืออื่นๆ ลูกต้องรู้ว่าเื่ไหนควรเสียเวลา เื่ไหนไม่ควรเสีย เหมือนกับต้องใช้เวลาสามสิบปีเพื่อเดินไปบ้านลุงหม่า ต้องเจอร้านมากมาย บางร้านที่ต้องแวะก็ต้องแวะ บางเื่ที่ไม่สำคัญ ก็ให้คิดเสียว่า มันเป็แค่ร้านข้างทาง ที่เราต้องผ่าน แต่ไม่จำเป็ต้องแวะไปสนใจให้เสียเวลา”
ฤทธาจบแค่นี้แล้วหันมองทุกคน
“อ่อ” “อ่อ” เสียงทุกคนดังออกมาพร้อมกัน แล้ววงที่ล้อมฤทธาเริ่มผ่อนคลาย
“บางทีเราก็ต้องเจอกับเื่ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ควรคิดให้ได้ว่าควรเสียเวลากับมันหรือไม่ ถ้าไม่ก็ให้คิดซะว่า เป็ร้านข้างทางที่ต้องเดินผ่านอย่างเลี่ยงไม่ได้สินะ เป็การยกตัวอย่างที่ดีจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
หวังเซียนลูบเคราอย่างชอบใจ แล้วหายเข้าไปในกำไล
“ก็แค่ร้านข้าง ฮ่า ฮ่า เข้าใจแล้ว ข้าชอบไว้ขอใช้บ้างนะ”
ซูคิมบอกขณะกำลังจินตนาการว่าจะหาจังหวะใช้บ้าง
ตอนนี้ทุกคนเข้าใจความหมายแล้วก็หัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี
หนึ่งวันก่อนออกเดินทางไปแข่งศึกสี่สำนัก
ข่าวะเืใจก็แพร่กระจายออกมา ยอนมินถูกกล่าวหาว่าขโมยคัดลอกคัมภีร์หมื่นโอสถของโรงแพทย์โอสถ!
หลักฐานที่ปรากฏ คือยันต์ลงอาคมที่พบในห้อง ซึ่งมีลายมือใกล้เคียงกับของยอนมิน และมีร่องรอยการบิดเบือนค่ายกลเวทในห้องบันทึกวิชา
แม้เ้าสำนักจะพยายามชะลอการตัดสิน แต่ด้วยแรงกดดันจากผู้าุโฝั่งแพทย์โอสถ รวมถึงผู้คุมกฎที่สอง รองเ้าสำนักบ้านขาว และศิษย์แพทย์บางคนที่สนิทกับเซี่ยงหยาง การพิจารณาจึงเร่งด่วน เ้าสำนักช่วยได้แค่ลงโทษให้ยอนมินต้องออกจากการเป็ตัวแทน และย้ายไปยังสำนักอื่น โดยหมดสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนี้
โต๊ะประชุมที่บ้านดำ
ฤทธาและทีมของเขาโกรธมาก พวกเขาเชื่อว่านี่เป็แผนของเซี่ยงหยาง ที่้าแก้แค้นยอนมิน ที่เขาได้เป็ศิษย์สายตรงแทนตัวเอง
“ตอนนี้เราต้องมีสมาธิกับการแข่งก่อน ยอนมินแค่ย้ายสำนัก ไม่ได้ตายจากกันไป หลังแข่งค่อยว่ากันอีกที” ซูคิมพยายามดึงสติทุกคนที่กำลังโกรธ และโมโหมากกับเื่ที่เกิด
“หลังแข่งพวกเราค่อยมาช่วยกันสืบ แล้วค่อยหาเวลาไปหายอนมิน” จิมมี่กล่าวเสริม ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
แม้ผู้าุโหลายคนจะเสนอศิษย์คนอื่นให้มาแทนตำแหน่งของยอนมิน แต่ทีมแสงเงาก็ปฏิเสธ พวกเขาเลือกจะไปแข่งขันด้วยกันเพียงสี่คน
วันถัดมา
ลมพัดผ่านลานฝึกอย่างเงียบงัน
เมื่อการประกาศรายชื่อทีมตัวแทนของสำนักเย่วจีสิ้นสุดลง เสียงซุบซิบของเหล่าศิษย์ก็แผ่กว้างออกไปดุจคลื่นใต้น้ำ
“อะไรนะ? ทีมของฤทธาเหลือแค่สี่คนเหรอ?”
“ยอนมินโดนไล่ออก? เป็ไปได้ยังไง!”
กลุ่มเด็กปีสามสงสัยกันอย่างมาก
ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความจริงที่ว่าทีมชายตัวแทนของสำนักเย่วจีเหลือเพียงสี่คนได้สร้างความแตกตื่นไปทั่วสำนัก
ฤทธาไม่พูดอะไรเขาเก็บข่มอารมณ์ไว้ ทำเพียงแค่มองไปข้างหน้าอย่างแน่วแน่ ไม่เหลียวหลังกลับไปมองอดีต แม้จะรู้ว่าเื้ัคำสั่งไล่ออกนั้น มีอะไรบางอย่าง
ที่มากกว่าแค่การฝ่าฝืนกฎระเบียบ
จบตอน.