บทที่ 29 ผู้บำเพ็ญจากสำนักใหญ่ช่างแข็งแกร่ง ไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไป
'980?'
หลินม่อชะงักไปเล็กน้อยเมื่อมองแผงคุณสมบัติของจินฮ่วน
ซูฉี่อู่ซึ่งอยู่ในระดับสร้างรากฐานขั้นที่เก้า ยังมีพลังต่อสู้เพียงแปดร้อยเท่านั้น
แต่คนผู้นี้อยู่เพียงสร้างรากฐานขั้นที่เจ็ด พลังต่อสู้กลับสูงเกือบทะลุหนึ่งพันไปแล้ว!
'หรือว่านี่คือความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญจากสำนักใหญ่?
มิน่า ซูฉี่อู่ถึงได้ถ่อมตัวขนาดนี้ ดูท่าคงไม่ใช่แค่เื่ฐานะของอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว!'
หลินม่อก้มหน้าลงพลางครุ่นคิด
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เขามีความรู้เกี่ยวกับสำนัก ตระกูล และผู้บำเพ็ญพเนจรเหล่านี้ไม่มากนัก
แต่เขาก็พอรู้ว่า ศิษย์จากสำนักใหญ่นั้นแข็งแกร่งที่สุด
'ทั้งเคล็ดวิชา อาคม การสร้างรากฐาน อาวุธวิเศษ และโอสถ ทุกสิ่งที่ศิษย์สำนักใหญ่ใช้ล้วนเป็ของชั้นเลิศ พลังต่อสู้จึงเหนือกว่าผู้บำเพ็ญจากตระกูลมาก
ส่วนผู้บำเพ็ญพเนจร...'
หลินม่อชะงักไป
ผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานขั้นกลางที่เขาฆ่าในเมืองก็คือผู้บำเพ็ญพเนจร จะว่าไปแล้วก็นับว่าอ่อนแอยิ่งนัก แทบไม่ต่างจากซูฉี่เซิ่งเลยด้วยซ้ำ
ในขณะนั้น บนแท่นหลังจากที่ซูฉี่อู่แนะนำตัวเสร็จ เขาก็รีบกล่าวประจบทันที
"ท่านทูตจิน หลังจากที่ชิงลั่วของข้าเข้าสำนักแล้ว คงต้องรบกวนท่านช่วยดูแลนางให้มากหน่อยนะขอรับ"
"วางใจเถิด ในเมื่อข้าเห็นน้องซูเป็ศิษย์น้อง ย่อมต้องดูแลอย่างเต็มความสามารถ
หึหึ..." จินฮ่วนยิ้มบาง ๆ สายตากวาดมอง
"ศิษย์พี่จินช่างมีเมตตานัก เพียงแต่... ข้ายังมีเื่หนึ่งที่ยังไม่กระจ่าง"
ซูฉี่อู่ตั้งสติ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วเอ่ยถาม
"โอ้? เื่อะไรหรือ?" จินฮ่วนยิ้ม
"ข้าได้ยินมาว่า ศิษย์ที่มีพร์ยอดเยี่ยมของสำนักใหญ่ มีโอกาสจะได้ดำรงตำแหน่งศิษย์สายตรง
ไม่ทราบว่า... ลั่วเอ๋อร์ของข้าจะสามารถ...?"
สิ้นคำพูดนี้ ดวงตาของจินฮ่วนหดแคบลงเล็กน้อย แม้แต่สีหน้าก็เปลี่ยนไป เขามองซูฉี่อู่ด้วยสายตาเคร่งขรึม
"เื่ศิษย์สืบทอดไม่ใช่เื่ที่คนอย่างเ้ากับข้าจะมาพูดคุยกันได้
หากนางมีศักยภาพเช่นนั้นจริง เมื่อเข้าสำนักไปแล้วก็จงไปแย่งชิงมาเอง!
คนนอกอย่าได้พูดมากเกินความจำเป็ เข้าใจหรือไม่?"
น้ำเสียงของจินฮ่วนทุ้มต่ำ และแฝงไปด้วยการเตือนอย่างชัดเจน
ซูฉี่อู่ชะงัก ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับััได้ถึงความหวาดกลัวจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย
"แหะ ๆ ท่านทูตจินสั่งสอนได้ถูกต้องแล้วขอรับ"
ซูฉี่อู่หัวเราะแห้ง ๆ ไม่กล้าซักไซ้ต่อ
จินฮ่วนดูเหมือนจะหมดความสนใจที่จะรั้งอยู่ต่อ
"ข้าต้องขอตัวลาไปก่อน จำไว้ว่าอีกสามวัน สุสานบรรพจารย์จะเปิดออก
ครั้งนี้ตระกูลซูสามารถส่งมาได้สิบคน ห้ามขาดหรือเกินกว่านี้ เมื่อสุสานปิดลง ข้าจะมารับศิษย์น้องซูกลับสำนัก"
พูดจบ จินฮ่วนก็สะบัดมือเรียก กระบี่บินเล่มหนึ่งพุ่งตรงมาหาเขา จากนั้นร่างของเขาก็กลายเป็ลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายลับไป
"น้อมส่งท่านทูตจิน"
คนในตระกูลซูรีบกล่าวส่ง
แผ่นหลังของจินฮ่วนค่อย ๆ จางหายไปที่ปลายขอบฟ้า...
หลังจากจินฮ่วนจากไป ห้องโถงตระกูลซูก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ผู้าุโและคนในตระกูลหลายคนต่างมีสีหน้าปลาบปลื้มยินดี
"ท่านผู้นำตระกูล! สุสานบรรพจารย์จะเปิดออกจริง ๆ ด้วย!"
"ใช่แล้วท่านผู้นำตระกูล! นี่เป็โอกาสทองของตระกูลซูเราเลยนะขอรับ!"
"ถูกต้อง! หากสามารถ่ชิงสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินมาได้ ตระกูลซูของเราย่อมต้องมีผู้บรรลุระดับสร้างรากฐานเพิ่มขึ้นอีกหลายคนแน่นอน!"
ภายในห้องโถง เสียงโห่ร้องดังสนั่น
ซูฉี่อู่เองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเ้าจงไปปรึกษากัน ดูว่าครั้งนี้ใครจะได้เข้าไปในสุสานบรรพจารย์บ้าง"
สิ้นคำพูดของซูฉี่อู่ ทั่วทั้งห้องโถงก็กลับมาโกลาหลอีกครั้ง
"ลูกข้า! ลูกข้าซูซาน ตอนนี้อยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ห้าแล้ว ย่อมมีคุณสมบัติเพียงพอ!"
"ข้า ๆ ๆ หลานข้าเขียนยันต์และสลักค่ายกลได้! ควรได้เข้าสุสานบรรพจารย์!"
"ยังมีข้าด้วย ข้าด้วย..."
"..."
คนในตระกูลซูต่างแย่งกันแนะนำตัวอย่างชุลมุน
ส่วนซูชิงลั่วยังคงยืนอยู่ที่เดิม นิ่งเงียบโดยไม่เอ่ยคำใด เพราะนางรู้ และคนทั้งตระกูลซูก็รู้ ว่าในรายชื่อนี้ต้องมีชื่อของซูชิงลั่วอย่างแน่นอน
ที่ด้านหลังฝูงชน หลินม่อมองดูทุกคนแย่งชิงกัน พลางลูบคางของตน
'สุสานบรรพจารย์ชิงอวิ๋นแห่งนี้ อนุญาตให้เพียงผู้บำเพ็ญระดับกลั่นลมปราณเข้าไปได้
ตอนนั้นตานเฉินจื่อเข้าไปได้เพราะถูกตีจนเหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญา
ระดับบำเพ็ญที่แท้จริงของข้าคือสร้างรากฐาน คาดว่าคงเข้าไปไม่ได้
แต่ว่า... มีระบบช่วยปกปิด ข้าอาจจะลองดูได้!' หลินม่อครุ่นคิด
ฟังก์ชันการปกปิดของระบบนั้นล้ำลึกยิ่งนัก ตราบใดที่เขาไม่ลงมือเอง ก็ไม่มีใครสามารถมองเห็นระดับบำเพ็ญของเขาได้
ดังนั้น สุสานบรรพจารย์แห่งนี้ก็ใช่ว่าจะลองไม่ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินม่อจึงมองหาเงาร่างของซูชิงลั่ว
คนในตระกูลซูตกลงเื่รายชื่อการเข้าสุสานบรรพจารย์เสร็จสิ้นแล้ว ขณะนี้กำลังแยกย้ายกันไป
หลินม่อเดินฝ่าฝูงชนมาหยุดตรงหน้าซูชิงลั่ว
ซูฉี่อู่ยังไม่จากไป เมื่อเห็นหลินม่อ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"หลิน... หลินม่อ เ้ามีธุระอะไร?"
ในใจของซูฉี่อู่รู้สึกหวั่นใจ ั้แ่ได้ฟังคำพูดของบรรพชนตระกูลซู เขายิ่งรู้สึกว่าหลินม่อลึกลับ ยามนี้ถึงกับมีความรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก ส่วนหลินม่อนั้นไม่ได้มองเขาเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่กำชับซูชิงลั่วว่า "สุสานบรรพจารย์อันตราย เมื่อเข้าไปแล้วเ้าต้องระมัดระวังให้มาก"ฃ
นี่... โอสถกับยันต์นี้ เ้าจงรับไว้"
หลินม่อพูดพลางพลิกข้อมือ ปรากฏขวดโอสถหนึ่งขวดและยันต์ระดับสองขั้นต่ำหนึ่งแผ่น
"ให้ข้าหรือ? ท่านไปเอาของพวกนี้มาจากไหน?"
ซูชิงลั่วใกับการกระทำของอีกฝ่าย
"นี่... เก็บได้พร้อมกันในคืนนั้นน่ะ"
หลินม่อตอบปัด ๆ แล้วยัดของใส่มือซูชิงลั่วโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
ความรักอันลึกซึ้งของบิดาทำให้หัวใจของซูชิงลั่วรู้สึกอบอุ่น นางรู้สึกว่ายิ่งมองหลินม่อก็ยิ่งดูดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเผลอหลุดปากออกมาว่า "ขอบคุณเ้าค่ะท่านพ่อ..."
สิ้นคำพูดนี้ แม้แต่ตัวนางเองก็ชะงักไป
ั้แ่ท่านแม่หายตัวไป นางไม่เคยเรียกหลินม่อว่าท่านพ่ออีกเลย แม้แต่คำพูดตามมารยาทนางก็เรียกว่าบิดา แต่วันนี้กลับเรียกออกมาได้อย่างเป็ธรรมชาติยิ่งนัก!
หลินม่อเองก็อึ้งไปเช่นกัน เขาไม่เคยคิดเลยว่าซูชิงลั่วจะเปลี่ยนมาเรียกเขาว่าท่านพ่อกะทันหันเช่นนี้!
"เอ่อ... เ้า... ข้า... ลั่วเอ๋อร์..."
หลินม่อทำตัวไม่ถูก ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่ในใจกลับรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก
เมื่อมองดูซูชิงลั่วผมสั้นสีเงินที่ก้มหน้าด้วยความเขินอาย ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจของเขากลับมีความรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับว่า...เด็กสาวคนนี้ยอมรับในตัวเขาแล้ว
ขณะที่ซูฉี่อู่ซึ่งอยู่ด้านข้าง ั้แ่เห็นยันต์แผ่นนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่าง!
'นั่นมัน... ยันต์ของซูฉี่เหวิน!
นี่คือ... ไม่คิดจะเสแสร้งอีกต่อไปแล้วหรือ?' ซูฉี่อู่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซูฉี่เหวินไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นเป็ศัตรู บอกได้เพียงว่าอยู่คนละฝ่ายในตระกูลซู ตามหลักแล้ว ตราบใดที่ไม่มีศัตรูภายนอก การตายของซูฉี่เหวินถือเป็เื่ดีสำหรับเขา!
ทว่า เมื่อเห็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของซูฉี่เหวินปรากฏอยู่ในมือหลินม่อด้วยตาตนเอง ความเย็นะเืก็แล่นพล่านไปทั่วร่าง สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่หยุด
ส่วนหลินม่อนั้นไม่ได้มองเขาเลยตลอดเวลา หลังจากให้กำลังใจซูชิงลั่วอีกสองสามประโยค เขาก็รีบมุ่งหน้ากลับห้องอย่างรวดเร็ว
'แม้ว่าของที่ข้ามอบให้ชิงลั่วจะไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรนัก แต่ตอนนี้สุสานบรรพจารย์กำลังจะเปิด ข้าควรหาของบางอย่างมาพกติดตัวไว้บ้างจะเป็การดี' หลินม่อพึมพำในใจ
และในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เขารอคอยอย่างยิ่ง ก็ดังขึ้นที่ข้างหูของเขาในที่สุด!