หลังจากนั้นผู้เฒ่าจงเหมยก็ได้เรียกให้หลัวหยางเดินตามเขาไป ซึ่งชายหนุ่มก็มิได้เอ่ยคำใดนอกจากพยักหน้ารับด้วยความสงสัยอยู่ในใจเล็กน้อย เหตุใดชายชราผู้นี้จึงยังมีสิ่งใดอีกที่้าจะกระทำหรือเปิดเผยแก่เขา
พอเดินมาถึงบริเวณบ้านพักหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายสุดของหมู่บ้านหินผา
สถานที่แห่งนี้กลับเงียบสงัดกว่าที่ใดในรัศมีหลายลี้ บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยความร่มรื่นจากเงาไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านครอบคลุมไปทั่ว ลำธารสายเล็กไหลรินผ่านอย่างช้าๆ แสงแดดยามเช้าที่สาดผ่านกลีบใบส่องสะท้อนบนผิวน้ำระยิบระยับ
ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ล้อมรอบก่อเกิดเป็ม่านธรรมชาติที่ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนหลุดออกจากกาลเวลา
เป็จุดพักที่สงบร่มเย็นและดูเหมือนจะถูกลืมเลือนจากโลกภายนอก
ซึ่งหากเทียบกับสถานที่อื่นในหมู่บ้านหินผาแห่งนี้ ก็ไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่าที่นี่คือสถานที่เงียบสงบและบริสุทธิ์ที่สุดที่หลัวหยางเคยััมา
เมื่อมาถึงหน้าบ้านไม้เก่าแก่ที่มุงหลังคาด้วยหญ้าแห้งอย่างเรียบง่าย
ผู้เฒ่าจงเหมยก็หยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามามองหลัวหยางพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นเจือแววลึกซึ้ง
“เ้ารอข้าสักครู่นึงนะ.. ข้าผู้เฒ่ามีของขวัญที่จะให้เ้าน่ะ”
กล่าวจบชายชราก็ก้าวเดินเข้าไปภายในตัวบ้านอย่างช้าๆ โดยมิได้อธิบายสิ่งใดต่อ ส่วนหลัวหยางก็รับคำเพียงสั้นๆ
“เข้าใจแล้วท่านผู้เฒ่าจง”
ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนโขดหินธรรมชาติที่อยู่ใกล้ริมลำธาร ลมเย็นพลิ้วไหวปะทะใบหน้าอย่างนุ่มนวล
เสียงกระซิบของสายน้ำที่ไหลรินเจือด้วยกลิ่นอายธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ช่างทำให้ใจของเขาสงบลงอย่างไม่รู้ตัว
แววตาของเขาเหม่อมองไปยังผืนน้ำใส สะท้อนเงาเมฆน้อยลอยคลอเคลียทิวเขาเบื้องบน สีหน้าของเขาผ่อนคลายอย่างยิ่งจนยากจะจินตนาการว่า บุรุษผู้นี้เมื่อค่ำคืนก่อนยังฝ่าฟันโชคชะตาของตนเองอยู่เลย
เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสียงประตูไม้ที่ถูกผลักออกก็ดังขึ้นตามด้วยฝีเท้าที่ย่างกรายมาอย่างมั่นคง
และเมื่อหลัวหยางเหลือบมองขึ้นไปเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏก็ทำให้ดวงตาของเขาเบิกโพลงเล็กน้อย
ชายชราผู้เฒ่าจงเหมยยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับสิ่งหนึ่งในมือ
สิ่งที่ปรากฏอยู่ในมือของเขาคือกระบี่เล่มหนึ่งซึ่งถูกเก็บไว้ในฝักสีดำสนิท เนื้อไม้ดูธรรมดาแต่กลับให้ความรู้สึกสงบนิ่ง
ด้ามจับของมันทำจากโลหะเงินที่แม้จะถูกขัดจนไม่เงาวาวมากนักแต่ก็ดูแข็งแกร่งและเย็นเยียบในยามต้องแสงเช้า
“ท่านผู้เฒ่า.. นี่คือ..”
หลัวหยางเอ่ยถามขึ้นด้วยความแปลกใจเจือความตื่นเต้นเล็กน้อยในน้ำเสียง
เขาเคยเห็นอาวุธของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่แวะเวียนมายังหมู่บ้านหินผาบ่อยครั้ง มีทั้งกระบี่ที่เปล่งแสงอ่อนจาง กระบองเหล็กที่เต็มไปด้วยลวดลาย หรือพัดหยกที่แผ่ไอสังหารออกมาเพียงแค่ััสายตา แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าชายชราผู้นี้
ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย สวมเสื้อผ้าธรรมดา และใช้เวลาส่วนใหญ่เดินดูต้นไม้ริมทาง จะมีอาวุธซุกซ่อนเอาไว้ภายในบ้านของตน
จงเหมยมองเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วยิ้มออกมาอย่างอบอุ่น
“นี่คือ.. กระบี่เหล็กกล้า มันไม่ได้เป็ของวิเศษวิโสอะไรหรอกนะ”
“ใน่แรกเริ่มที่ข้าวาดฝันว่าจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่เก่งกาจ ข้าได้สะสมเงินก้อนหนึ่งอย่างยากลำบาก แล้วเดินทางเข้าเมืองไปซื้ออาวุธเล่มนี้มา มันก็คือกระบี่เหล็กกล้าเล่มนี้นั่นแหละ แม้จะมิได้มีชื่อเสียงหรือคุณสมบัติพิเศษใดๆ แต่มันคือสหายคู่ใจของข้าใน่เวลานั้น!”
ชายชราหลุบตามองลงราวกับย้อนกลับไปในห้วงความทรงจำของตนเอง
“อย่างไรก็ดี.. กาลเวลาผ่านไป ข้าก็มิอาจไปถึงปลายทางได้อย่างที่เคยฝันไว้”
“ร่างกายก็โรยราไปตามอายุขัย จนต้องยอมรับความจริงว่า ข้านั้นมิได้ถูกเลือก!”
ขณะที่กำลังกล่าว ชายชราก็เงยหน้าขึ้นมองหลัวหยางอีกครั้งด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“แต่ว่าเ้าน่ะไม่เหมือนข้า.. เมื่อคืนนี้ข้าเห็นแสงของเจตจำนง ข้าเห็นสายรุ้งท่ามกลางความมืดมิด.. มันคือสัญญาณแห่งผู้ถือครองกระบี่ที่แท้จริง ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ข้าผู้เฒ่าคนนี้เชื่อว่าเ้านี่แหละคือคนที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางแห่งโลกใบนี้!”
เขายื่นกระบี่ออกไปอีกครั้งด้วยท่าทีที่มั่นคง
“เพราะงั้น.. ข้าจึงขอมอบมันให้กับเ้า เป็อาวุธป้องกันตัวในยามที่เ้ายังอ่อนแอ เป็เสมือนสหายคนแรกที่เ้าจะได้ออกเดินทางร่วมกัน!”
หลัวหยางมองกระบี่เล่มนั้นอย่างนิ่งงัน สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ปะปนกันอยู่ในดวงตา
ก่อนจะค่อยๆยื่นมือออกไปรับกระบี่ด้วยความเคารพแล้วกล่าวอย่างหนักแน่น
“ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่า ข้าจะรักษากระบี่นี้ดั่งชีวิต และจะใช้มันเพื่อเปิดเส้นทางด้วยสองมือของตนเอง!”
เมื่อนิ้วของเขาัักับด้ามจับของกระบี่เหล็กกล้า ราวกับมีพลังบางอย่างไหลผ่านร่างกาย
เสียงของอาจารย์ระบบพลันดังขึ้นในจิตอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงหัวเราะต่ำที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล
【หึหึหึ กระบี่ไร้พลังแต่เปี่ยมด้วยเจตจำนงแห่งอดีต..】
【ไม่เลวเลยไอ้เด็กบ้า ข้าจะยอมจารึกสิ่งนี้ไว้เป็จุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งการสังหารโชคชะตาของเ้าละกัน】
จากนั้นกล่องข้อความระบบก็ปรากฏขึ้นในจิตใจของหลัวหยาง
【ติ๊ง! ผู้ใช้ได้รับอาวุธ: “กระบี่เหล็กกล้าไร้ชื่อ”】
【คุณสมบัติ: ไม่มีพลังวิเศษใดๆทั้งสิ้น】
【สถานะพิเศษ: ความทรงจำแห่งความฝัน – ผู้ใช้สามารถหลอมรวมจิติญญาลงในอาวุธเพื่อปลุกพลังแฝงในอนาคต】
【หมายเหตุจากระบบ: เ้านี่แหละคือบ้า แต่บางทีความบ้าแบบนี้อาจจะเปลี่ยนโลกได้】
เมื่อหน้าต่างข้อความหายไป หลัวหยางก็ยื่นมือข้างหนึ่งไปจับกระบี่ กระบี่เหล็กกล้าเล่มนั้นถูกชักออกมาช้าๆ
ปรากฏใบกระบี่เรียวตรงแต่เปี่ยมไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา สีเงินหม่นที่ปรากฏอยู่บนเนื้อโลหะไม่ได้มีประกายเรืองรองเยี่ยงของวิเศษ ให้ความรู้สึกเงียบขรึมและหนักแน่น เมื่อปลายกระบี่ส่องสะท้อนกับแสงแดดยามสาย
ในนาทีนั้นเองที่จิตของหลัวหยางก็พลันสะท้านสั่น คลื่นพลังที่มองไม่เห็นบางอย่างได้ไหลทะลักเข้าสู่กลางจิตใจ
ทันใดนั้นภาพความทรงจำหลากหลายก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวสมองอย่างกะทันหัน
แววตาของหลัวหยางเบิกโพลง ร่างกายของเขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยืนนิ่งดั่งรูปสลัก
กลุ่มเงาภาพเคลื่อนไหวปรากฏขึ้นในห้วงจิตใจของเขาอย่างเด่นชัด ภาพของชายชราจงเหมยในวัยหนุ่ม ผู้มีร่างกายแข็งแรง ใบหน้าอันเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและดวงตาที่เร่าร้อน เขายืนอยู่กลางลานหินที่ล้อมรอบด้วยป่าทึบ มือหนึ่งถือกระบี่เหล็กกล้าเล่มนี้อย่างมั่นคง
อีกมือหนึ่งกุมาแที่หน้าอก เืสดๆไหลอาบร่างแต่กลับไม่มีวี่แววแห่งความย่อท้อ
ภาพต่อมาคือท่วงท่าการร่ายกระบี่อันแปลกประหลาด ทั้งการเหวี่ยง ปัด ฟาด แทง และวกกลับในองศาที่เหลือเชื่อ
ความลื่นไหลของท่ากระบี่ราวกับสายน้ำไหลจากยอดเขาลงสู่หุบเหว แล้วพลันแปรเปลี่ยนเป็ท่วงท่าที่โฉบเฉี่ยวประหนึ่งอสรพิษพุ่งทะยานออกจากพงหญ้า รวดเร็วและไร้เสียง สังหารศัตรูในชั่วพริบตาเดียว
“ทะ.. ท่านอาจารย์..”
“ภาพพวกนี้มันคือ...”
หลัวหยางอุทานขึ้นภายในใจ น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความระคนระหว่างประหลาดใจและเคารพ
เขาไม่เคยััประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ภาพที่เห็นช่างชัดเจนราวกับเขาคือผู้ที่ได้ผ่านเื่ราวเ่าั้ด้วยตนเอง มันเป็มากกว่าความทรงจำ แต่มันคือประสบการณ์ที่หลอมรวมกลายเป็กระแสข้อมูลและอารมณ์ถ่ายเทสู่ผู้กระบี่เล่มนี้
【หึหึ แน่นอนว่านี่เป็พลังอำนาจส่วนนึงของเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล】
【มันสามารถทำให้เ้ามองเห็นประสบการณ์จากอาวุธได้ยังไงล่ะ ทำให้เ้าได้ััวิถีของผู้ถือครองคนก่อนๆ เรียนรู้จากความล้มเหลวและชัยชนะจากกระบี่เล่มนั้นๆ มันเป็ความสามารถที่หาได้ยากยิ่งในโลกนี้】
หลัวหยางพอได้รับฟังคำอธิบายก็เริ่มเข้าใจอะไรหลายๆสิ่ง
ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวโดยไม่ลังเลในทันที เหมือนร่างกายกำลังขานรับสัญญาณบางอย่างที่ตกผลึกอยู่ในจิตใจ เขาตวัดใบกระบี่ออกจากข้อมือขวาด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความเฉียบคม แล้วเริ่มร่ายรำไปตามความทรงจำที่กำลังปรากฏอยู่ในจิติญญา
ท่วงท่าของเขาค่อยๆเปลี่ยนจากความงุ่มง่ามกลายเป็ลื่นไหล จากลื่นไหลกลายเป็เฉียบคม จากเฉียบคมกลายเป็สังหาร
กระบวนท่าที่ออกมานั้นเป็ท่าแทงฉับพลันแบบงูที่พุ่งฉกเหยื่อโดยไม่มีการเตือน กระบี่เหล็กกล้าพลันแปรเปลี่ยนจากอาวุธธรรมดากลายเป็อสรพิษร้ายในมือของผู้เชี่ยวชาญ การฟาดฟันวนเวียนเป็วงกว้างแล้วหักมุมเฉียบพลันประหนึ่งหางงูฟาดซ้ำให้ตายสนิท
ผู้เฒ่าจงเหมยที่กำลังยืนอยู่ด้านหนึ่ง พอเห็นภาพตรงหน้าเข้าก็พลันอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงใ
“นั่นคือวรยุทธพื้นฐาน”
“เพลงกระบี่อสรพิษ!”
“นี่เ้า.. ทำได้ยังไง!?”
ชายชราถึงกับก้าวถอยหลังเล็กน้อย ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง ความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้า
เพราะวรยุทธกระบี่อสรพิษนั้นเป็ท่าไม้ตายเดียวที่เขาเคยฝึกฝนและใช้เพียงไม่กี่ครั้งในชีวิต
หลัวหยางเองก็มิได้เอ่ยคำใดในทันที เขาหยุดท่วงท่าร่ายกระบี่ของตนก่อนจะเก็บกระบี่เข้าฝัก แล้วจึงหันมามองใบหน้าของชายชราผู้เปี่ยมด้วยความตะลึง ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่กว้างอย่างชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสา
“ก็ข้าอัจฉริยะน่ะท่านผู้เฒ่า!”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจปะปนกับความขี้เล่น
ดวงตาสุกสกาวของเขาเปล่งประกายราวกับชายหนุ่มที่เพิ่งค้นพบของเล่นชิ้นใหม่
แต่ไม่ว่าคำพูดนั้นจะเป็เพียงการล้อเล่นหรือความจริง ในใจของชายชราจงเหมยกลับเต็มไปด้วยอารมณ์ปะปน ทั้งตื่นตะลึง ภูมิใจ และหวาดหวั่น เขามองหลัวหยางอย่างนิ่งงัน แววตาเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก
“อะ.. ไอ้เ้าเด็กปีศาจ ข้าไม่รู้จะอธิบายถึงพร์ของเ้าในตอนนี้ดี!”