บทที่ 17 เฉียวเหลียนเฉิงโอบเอวเธอ/ภรรยาของทหารในบริเวณนั้นต่างเป็นักกินแตง[1]*
เจียงหว่านตอบทันที "บอกมาสิ เป็ครอบครัวกันทั้งทีอย่าทำเป็ห่างเหินหน่อยเลย"
เฉียวเหลียนเฉิงกล่าวต่อ "คุณช่วยสอนผิงอันหน่อย แค่ให้เขารู้วิธีการอ่านก็พอ"
เจียงหว่านเงียบไป "ฉันจะคิดเกี่ยวกับเื่นี้ละกัน"
เธอไม่นึกยินดีจากก้นบึ้งของหัวใจ มีคำกล่าวที่ว่า ‘หากไม่เรียนหนังสือ แม่จะใจดี ลูกก็กตัญญู แต่พอเรียน ก็เหมือนไก่บินสุนัขะโ!’[2]*
เธอกับผิงอันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนัก ถ้าเธอกลายเป็ครูของเขาอีก ผิงอันคงจะเกลียดเธอจนตาย
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังต้องคิดวิธีหาเงินด้วย เื่เรียนไม่เรียนนี่มันไม่ใช่เื่ของเธอเลยสักนิด
เจียงหว่านเดินกลับพลางจมอยู่กับความคิดจนไม่ได้สนใจเท้าของตน เธอจึงเหยียบเสมหะเหนียว ๆ ซึ่งใครบางคนถ่มไว้เข้า
ทำให้เธอลื่นและหงายหลังล้มลง
ในขณะนี้เอง เฉียวเหลียนเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ พลันเข้ามาโอบเอวหญิงสาวและพยุงเธอขึ้น
เจียงหว่านยืนตัวตรงและมองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ "นาย… นายแข็งแรงจัง รับน้ำหนักร้อยสามร้อยชั่ง(ร้อยห้าสิบกิโลกรัม)ของฉันไหวด้วย"
ใบหน้าของเฉียวเหลียนเฉิงมืดมนลง "คุณเดินไม่ดูทางเลยเหรอ?"
เจียงหว่านหัวเราะเบา ๆ
ในเวลานี้ แขนของเฉียวเหลียนเฉิงยังคงโอบรอบเอวของเจียงหว่าน และเพราะเอวของเจียงหว่านหนามากมันจึงเกือบเต็มวงแขนของเฉียวเหลียนเฉิง
จากท่าทางและมุมของทั้งสองคนนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังพลอดรักกันอย่างลึกซึ้งจนไม่อยากแยกออกจากกัน
ในตอนนั้นเองเจียงเสวี่ยก็เปิดประตูออกมาจากห้องและมองลงมาจาก้า
ใบหน้าของเจียงเสวี่ยมืดมนในทันที เธอขบฟันด้วยความเกลียดชัง หมุนตัวกลับและปิดกระแทกประตูอย่างแรง
อีกด้าน เจียงหว่านทรงตัวขึ้นยืนตรง ส่วนทางเฉียวเหลียนเฉิงรีบดึงมือออก แล้วเดินกลับด้วยใบหน้ามืดมน
เนื่องจากเฉียวเหลียนเฉิงกลับมาอย่างกะทันหัน เจียงหว่านที่ตั้งใจจะทำขนมหูแมวจึงล่าช้าไป
เดิมทีเธอไม่ได้วางแผนจะขออะไร แต่เมื่อเธอกลับไปที่ห้องและเห็นผิงอันกำลังเขียนหนังสืออยู่ เธอนึกขึ้นได้ว่าเสื้อผ้าที่เด็กคนนั้นสวมใน่สองสามวันมานี้มีรอยปะ จึงถามเฉียวเหลียนเฉิงว่าเขาพอจะซื้อผ้ามาได้ไหม?
"คุณจะเย็บเสื้อผ้าหรือ?"
เฉียวเหลียนเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ
เธอเองก็ไม่สามารถตำหนิเขาได้ เพราะในอดีตเจียงหว่านไม่รู้อะไรเลยนอกจากกินและเล่นพนัน
แต่ตอนนี้ เจียงหว่านดูเหมือนจะรู้ทุกอย่าง
ราวกับว่าหลังจากถูกตีศีรษะครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายก็ถูกผีสางเข้าสิง!
เจียงหว่านส่ายหัว "ฉันไม่รู้วิธีเย็บเสื้อผ้าหรอก แต่ให้คนอื่นทำแทนได้ต่างหาก ดีกว่าปล่อยให้เด็กนั่นใส่เสื้อมีรอยปะทุกวัน"
เฉียวเหลียนเฉิงเงียบไป แต่ก็เห็นด้วย
แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มทีการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว แต่ถ้าจะซื้อผ้าก็ยังคงต้องใช้ตั๋ว
มันบังเอิญมากที่เฉียวเหลียนเฉิงเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงเอามันออกมาและนำติดตัวไปด้วย
"คุณ้าซื้อผ้าด้วยหรือเปล่า?" เฉียวเหลียนเฉิงมองตั๋วผ้าแล้วหันไปถามเจียงหว่าน
เจียงหว่านส่ายหัว "ลืมไปเถอะ มันใช้ผ้าเยอะเกินไป ไว้ฉันลดน้ำหนักก่อน จะได้ประหยัดผ้า"
เมื่อได้ยินเธอพูดถึงการลดน้ำหนัก เฉียวเหลียนเฉิงก็ยิ่งประหลาดใจมากกว่าเดิม
แต่เขาทำเพียงเหลือบมองเธอโดยไม่ได้พูดอะไรมาก
ขณะกำลังจะออกไป เฉียวเหลียนเฉิงดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้จึงหันกลับมา
"ผมต้องซื้อผ้าเท่าไหร่"
เจียงหว่านเกาหัว "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ ฉันจะวัดตัวผิงอัน นายเอาไปยื่นให้พนักงานขายก็แล้วกัน เธอน่าจะรู้ว่าต้องใช้ผ้าเท่าไร"
"ตอนซื้อผ้ายังต้องดูความกว้าง ความยาวของผ้า ในแนวนอนและแนวตั้งด้วย"
เฉียวเหลียนเฉิงไม่เข้าใจเื่นี้จริง ๆ ซึ่งเขารู้สึกทึ่งกับคำพูดของเจียงหว่าน
เขารีบหยิบดินสอกับกระดาษมาให้ และขอให้เธอช่วยวัด
เวลานี้แสงและอากาศกำลังดี ในลานข้างนอก มีภรรยาของทหารจากทุกครอบครัวออกมานั่งคุยกัน
สะใภ้เฉินหยิบเสื้อไหมพรมที่ถักไว้แล้วครึ่งหนึ่งออกมา นั่งบนเสื่อแล้วเริ่มถักต่อเพื่อฆ่าเวลา
ข้างเธอคือเหอหยวนหยวน ภรรยาของครูฝึกกองพันที่สาม
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก็ธรรมดา แต่ฝีมือของเหอหยวนหยวนดีมาก จนสะใภ้เฉินที่้าทำเสื้อกันหนาวให้ผู้ชายของเธอถึงกับขอให้เหอหยวนหยวนช่วยสอน
……
ไม่ไกลจากฝั่งตรงข้าม หลัวิ่ออกมาพร้อมกับกล่องใส่เปลือกลูกอมและกล่องคลิปหนีบกระดาษ
ใกล้ ๆ เธอ มีผู้หญิงสองคนนั่งอยู่ ทั้งสองเป็พี่น้องกัน คนหนึ่งคือหลี่ซิ่วจือ ภรรยาของผู้บัญชาการกองพันที่สอง และอีกคนคือหลี่ซิ่วหลัน น้องสาวของเธอ
“หลัวิ่ เธอกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” เมื่อเห็นหลัวิ่หยิบกระดาษลูกอมออกมาแล้วพันรอบคลิปหนีบกระดาษ หลี่ซิ่วหลันก็ถามด้วยความสงสัย
หลัวิ่ยิ้มและพูดว่า "ฉันจะทำม่านประตู กระดาษลูกอมพวกนี้พอเอามาบิด ทากาวเชื่อมกันแล้วนำมาแขวนห้อย มันดูดีมากเลยนะ"
ได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหลี่ซิ่วหลันก็เป็ประกาย "จริงด้วย เธอสอนฉันหน่อยสิ"
หลัวิ่ตอบโดยไม่เงยหน้า "มันทำง่ายมาก มาดูสิ"
พอเห็นอย่างนี้ เหอหยวนหยวนซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็มองไปด้วยความสงสัยเช่นกัน หลังจากมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็หันไปถามสะใภ้เฉิน
"พี่สะใภ้ ดูม่านประตูที่หลัวิ่ทำสิ สวยมากเลย พี่ไม่อยากได้เหรือ!"
สะใภ้เฉินชำเลืองมอง "ก็ดูดี แต่กระดาษลูกอมนั่นหาไม่ง่ายเลยนะ"
"ด้วยสภาพของพวกเรา ตลอดทั้งปีสามารถกินลูกอมได้แค่ไม่กี่อันเอง!"
เหอหยวนหยวนก็คิดเช่นกัน "อย่ากังวล ไว้ฉันจะเอาซองลูกอมจากบ้านมาให้ พี่จะได้ประหยัด"
สะใภ้เฉินยิ้มและถามว่า "แล้วเธอไม่คิดจะทำบ้างเหรอ?"
เหอหยวนหยวนพูดอย่างเฉยเมย "ลืมมันไปเถอะ ฉันไม่มีฝีมือทำอะไรแบบนั้นหรอก"
ในขณะกำลังพูด เจียงเสวี่ยก็ออกมาจากห้องและเดินผ่านพวกเธอไปอย่างเย่อหยิ่ง
เมื่อเห็นอย่างนี้ เหอหยวนหยวนก็ถามทันที "จริงสิ เจียงเสวี่ยมีนี่นา!"
"เจียงเสวี่ย บ้านเธอมีซองลูกอมอยู่เยอะไม่ใช่เหรอ เก็บไว้ให้เราหน่อยสิ"
เจียงเสวี่ยตะลึงไปชั่วขณะ แล้วมองเหอหยวนหยวนอย่างสงสัย "ทำไมเธอถึงอยากได้ซองลูกอมล่ะ?"
เหอหยวนหยวนที่มีใบหน้ากลมคล้ายแอปเปิ้ลยกยิ้มและพูดอย่างมีความสุขว่า
"เอามาใช้น่ะ ดูม่านประตูที่หลัวิ่ทำขึ้นสิ สวยนะว่าไหม แต่ฐานะเราไม่ดีเท่าเธอ แถมยังไม่มีห่อขนมมากเท่าเธอด้วย"
ทันทีที่เจียงเสวี่ยได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าฐานะไม่ดีเท่าเธอ เธอก็รู้สึกภูมิใจเล็กน้อย จึงพูดด้วยรอยยิ้ม
“บ้านของฉันมีซองลูกอมเยอะมาก เพราะพ่อแม่ของฉันได้ยินว่าผิงอันน้อยมาที่บ้านบ่อย ๆ พวกเขาเลยส่งถุงลูกอมห่อใหญ่หลายถุงมาให้น่ะ”
"พวกมันเป็ลูกอมกรอบรสผลไม้ ซองลูกอมก็แวววาวสวยมาก"
หลังจากได้ยินคำพูดนี้ หลี่ซิ่วหลันก็ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "ไม่ได้มีแค่ซองลูกอมยี่ห้อกระต่ายขาวเหรอ? เธอมีเหมือนกับของหลัวิ่ แล้วยังมีแบบที่แวววาวด้วยเหรอ?"
เจียงเสวี่ยยิ้มอย่างมีชัย "แน่นอน ฉันจะเอาซองลูกอมมาให้เธอดู! มีทั้งแบบสีทองโปร่งแสง สีขาวโปร่งแสง และสีน้ำเงินกับสีแดงโปร่งแสงด้วย!"
ได้ยินเช่นนี้ หลัวิ่ก็มองไปที่ซองลูกอมกระต่ายขาวของตน พลันรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจเลย
ในเวลานี้ เหอหยวนหยวนหันศีรษะของเธอมาพูดกับพี่สะใภ้เฉิน "พี่สะใภ้ เรียบร้อยแล้ว ม่านประตูที่บ้านของพี่ต้องสวยที่สุดแน่!"
สะใภ้เฉินไม่ได้พูดอะไร แต่เจียงเสวี่ยกลับขมวดคิ้ว "เหอหยวนหยวน เธออยากได้ซองลูกอมหรือเปล่า?"
เหอหยวนหยวนพยักหน้า "ใช่ พี่สะใภ้เฉินจะทำม่านประตูด้วย แต่พวกเราไม่มีซองลูกอมมากเท่าเธอเนี่ยสิ"
พี่สะใภ้เฉินยังไม่ทันได้พูดอะไร แต่เจียงเสวี่ยกลับตะคอกอย่างโกรธจัด "ห่อขนมของครอบครัวฉันไม่ได้มีไว้ให้เธอ"
หลังจากพูดจบ เธอก็มองไปที่หลัวิ่ "หลัวิ่ เธอ้าซองลูกอมไหม? ฉันเก็บมาเยอะ ไว้เอามาให้นะ ส่วนกระดาษห่อกระต่ายง่อย ๆ นี่น่ะทิ้งไปได้เลย!"
หลัวิ่ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ทั้งที่อีกฝ่ายจะให้ซองลูกอมแก่เธอแท้ ๆ แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกอึดอัดล่ะ?
ในขณะนี้ เฉียวเหลียนเฉิงออกมาจากบ้านพร้อมกับกระดาษที่เจียงหว่านเขียน เขาพับกระดาษนั้นเก็บไว้
เมื่อผ่านลานกว้าง เขาเห็นทุกคนก็เอ่ยทักทาย
"สวัสดีพี่สะใภ้ น้องสะใภ้"
หลังจากพูดจบ เขาก็ก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเสวี่ย้าคุยกับเฉียวเหลียนเฉิง แต่ไม่ทันได้เปิดปาก เฉียวเหลียนเฉิงก็วิ่งหนีไปแล้วโดยไม่แม้แต่จะหันมามองเธอสักนิด
[1] ไก่บินสุนัขะโ หมายถึง ทำสิ่งใด ๆ โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ
[2] นักกินแตง หมายถึง พวกชอบสอดรู้สอดเห็นเื่ชาวบ้าน