แสงแดดแรกของวันระคายเคืองตาบารุสจนเขารู้สึกตัวตื่นขึ้น อากาศเย็นชื้นสบายตัว
เบื้องบนไม่สูงมากนัก ใบไม้สานตัวกันเป็ซุ้มเขียวชอุ่มสบายตา
บารุสจำได้ว่า เมื่อคืนเขาพาไอกิวิ่งหนีออกมาจากปากอุโมงค์ ฝ่าความมืดอันเงียบเชียบ ท่ามกลางไอดินอันอบอุ่น
บารุสได้กลิ่นดิน กลิ่นหญ้าที่ระเหยออกมาจากพื้น เขาวิ่งลุยลงไปในโคลนและต้นข้าวสูงเท่าเอว กลิ่นข้าวแตกรวงหอมกรุ่นติดจมูก การเสียเืทำให้เขาไปได้ไม่เร็วและไกลเต็มประสิทธิภาพ เขาล้าขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็หมดแรง และตัดสินใจพาไอกิคลานเข้าไปหลบอยู่ในดงไม้ดงหนึ่ง แล้วก็หลับไป
เด็กคัดสรร(เกือบ)ทุกคนไม่รู้ว่าฐานลับตั้งอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อตอนลี้ภัยมาที่นี่ พวกเขาจะต้องปฏิบัติเหมือนกัน คือ ปิดตา และเข้ามาในอากาศยานที่ปิดทึบ ที่ตั้งของฐานเป็ความลับ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด พวกเขาไม่เคยไว้ใจใครแม้แต่พวกเดียวกันเอง
เพราะเหตุนั้นเอง บารุสจึงไม่รู้ว่าขณะนี้เขาอยู่ที่ไหน ประเทศอะไรรู้แต่อากาศชื้นและร้อนขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจะเป็แถบศูนย์สูตร
ไอกิ สำนึกแรกของเขาร่ำร้องขึ้นทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วน
บารุสรีบลุกพรวดพราดค้นหา เมื่อไม่พบก็ใแทบสิ้นสติ เขากระโจนออกจากดงไม้ อย่างไม่คำนึงถึงอันตรายใดๆ
อากาศร้อนและชื้นจัดพุ่งเข้าปะทะผิวกายเหมือนไอน้ำอุ่น บารุสผงะถอยหลัง ไม่ใช่เพราะอากาศ แต่เพราะสิ่งอื่นที่ยืนล้อมรอบอยู่
เด็กหนุ่มผู้งามวิจิตรยืนนิ่งตะลึงงันด้วยความรู้สึกใ พวกคนชั้นต่ำผิวสีแทนแต่งตัวเหมือนออกมาจากหนังเอเชียย้อนยุคจำนวนราวสิบคน ยืนถือมีด ดาบและอุปกรณ์โลหะแหลมคมรูปเสี้ยวจันทร์ ยืนจังก้าล้อมรอบและกำลังมองจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง
หลายวินาทีแห่งความเงียบอย่างน่าอึดอัดนั้น จู่ๆาแที่ไหล่ขวาของบารุสก็เจ็บแปลบขึ้นมา
เขาสะดุ้งเฮือก เอื้อมมือไปที่าแของตนโดยอัตโนมัติ
กลุ่มคนที่ล้อมอยู่หลุดจากภวังค์ทันที คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจ่อดาบเข้าที่ลำคอเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ
คนอื่นๆขยับอาวุธกระชับมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อม บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที
บารุสไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการปะทะ เขากำลังขวัญเสียอย่างหนักเพราะการหายตัวไปของไอกิ สะเก็ดะเิชิ้นใหญ่ที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในแผลของเขาทำให้เืไหลไม่หยุดจนผมสีทองคำบางส่วนเปรอะเปื้อนเืแห้งเกรอะกรังกลายเป็สีแดงคล้ำ
เด็กหนุ่มรู้สึกตัวเบาหวิว ภาพตรงหน้าพร่าเลือนและฉาบด้วยแสงสีเหลืองจัดจ้าที่เข้มขึ้นทุกที แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง และในที่สุด ภาพทุกภาพที่มองเห็นก็มืดดับลง
อัลเลน คีตา และกลอเรียยืนเรียงแถวหน้ากระดานยกมือขึ้นชูเหนือหัวเป็ภาษาท่าทางสากลที่ทราบกันดีว่าหมายถึงการยอมแพ้ไม่ต่อสู้ ขอสงบศึก ฯลฯ
กลอเรียพยายามพูดกับพวกเขาด้วยภาษาเอเชียอีกภาษาหนึ่งที่เธอนึกขึ้นได้ แต่ปฏิกิริยาของผู้ที่มารุมล้อมพร้อมอาวุธครบมือก็ยังไม่ยอมพูดอะไรด้วย
นี่ก็ภาษาที่เจ็ดเข้าไปแล้ว นี่มันประเทศอะไรกันแน่เนี่ย กลอเรียคิด กระที่แก้มของเธอแดงเป็ปื้นเพราะความร้อน ผมแดงสว่างหลุดลุ่ยออกจากเปียจนยุ่งเหยิง
พวกเขายืนท่านี้กันมาเกือบชั่วโมงแล้ว แขนล้าเต็มที ถึงแม้พวกเขาจะยืนอยู่ในบริเวณที่มีป่าไม้ร่มครึ้ม แต่แสงแดดก็จัดจ้าขึ้นเรื่อยๆและทำให้อากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที
กลุ่มชายชาวเอเชียยังคงยืนนิ่ง บางทีก็แอบกระซิบกระซาบกันบ้าง เวลาที่ดูเหมือนจะยืดยาวยิ่งขึ้นทุกทีทำให้พวกเขาเริ่มมีท่าทีกระสับกระส่าย
“ดูเหมือนพวกเขากำลังรออะไรบางอย่าง หรือใครบางคนนะ” อัลเลนพูดกับคีตาเบาๆ
คีตาพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย
ชายเอเชียที่ยืนถือปืนโบราณชี้มาที่พวกเขาอยู่นั้น ถลึงตาใส่อัลเลน ยกนิ้วชี้แตะที่ปากเป็ทำนองว่าไม่ให้พูดจากัน
อัลเลน ชำเลืองมองหน้ากลอเรียอย่างสงสัยว่าทำไมไม่เห็นมีใครห้ามเธอไม่ให้พูดบ้าง หรือบางที คนพวกนี้อาจเข้าใจที่กลอเรียพูดก็ได้
กลอเรียก็มองมาที่อัลเลนและคีตาเช่นกันเธอเองก็กำลังสงสัยเช่นนั้น
ขณะนั้นเอง มีเสียงดังซวบซาบฝ่าดงไม้มาทางพวกเขาทำให้ทุกคนต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ
เด็กสาวร่างแบบบางคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมหญิงสาวชาวบ้านติดตามมาอีก
2-3 คน
เด็กสาวผู้นี้มีดวงตาเรียวโต ั์ตาสีเทาอ่อนกลมใหญ่กว่าปกติ ลักษณะการเคลื่อนไหวของเธอนิ่มนวล ลื่นไหลเหมือนเดินอยู่ในน้ำแต่ก็ไม่ได้เชื่องช้า เธอห่มผ้าสีขาวพันไปมาเหมือนนักบวชยุคโบราณ ผมดำสนิทของเธอเกล้ามวยไว้ที่กลางกระหม่อม ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน
เธอเดินเข้ามาใกล้ พินิจพิจารณาอัลเลน คีตา และกลอเรียอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นเป็ภาษาคัดสรรอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“คุณหนีมาจากที่นั่นหรือ”
แวบแรกกลอเรียรู้สึกใจหายวูบที่ได้ยินภาษานี้จากปากของคนนอกสหพันธุ์ แต่ก็นึกขึ้นมาได้อย่างฉับพลันพร้อมๆกับอัลเลนและคีตาว่านี่อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หญิงคนนี้อาจเป็พวกเดียวกันที่มีชีวิตเหลือรอดจากการกวาดล้างก็เป็ได้
“คุณเป็พวกเราใช่ไหม”กลอเรียพูดพลางยิ้มให้อย่างกระตือรือร้น “พวกเราเพิ่งหนีออกมาได้แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนต่อยังไง แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ประเทศอะไรเหรอแล้ว...คุณจะช่วยพวกเราใช่ไหม”กลอเรียถามติดๆกันแทบไม่หยุดพักหายใจ
หญิงแปลกหน้าไม่ได้ยิ้มตอบ “ที่นี่ไม่มีพวกเขาหรือพวกเรา ทุกคนเป็พวกเดียวกันทั้งหมด ถ้า้าความช่วยเหลือจากฉันก็ขอให้คุณทั้งสามเข้าใจตามนี้ด้วย”
ว่าแล้วเธอก็หันไปพูดกับกลุ่มชายเอเชียที่ยืนล้อมรอบอยู่ 2-3ประโยค ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ฟังแล้วก็ลดอาวุธลง และมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น
คีตากับอัลเลน หันไปมองหน้ากลอเรียแทนเครื่องหมายคำถาม กลอเรียรู้ความหมายไม่ครบทุกคำที่หญิงแปลกหน้าพูด ภาษานั้นเป็ภาษาเอเชียท้องถิ่นโบราณที่ในสมองของเธอไม่ได้รับการบรรจุไว้ แต่กลอเรียก็พอจะเดาความหมายได้จากรากศัพท์บางคำที่คล้ายข้อมูลในสมองเธอ
“คุณจะพาเราไปไหน...” อัลเลนเอ่ยถามขึ้นบ้างหลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตราย
หญิงแปลกหน้ายังไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาใกล้ๆ แบฝ่ามือยกขึ้นที่ระดับศีรษะของอัลเลน
เด็กหนุ่มผงะถอยหลังทันทีตามสัญชาตญาณ
เด็กสาวในชุดขาว ลดฝ่ามือลงดวงตาสีเทาน่าเกรงขามนั้นสบตาทุกคนอย่างมั่นคง “สัญญาณจากไมโครชิปที่ก้านสมองจะดึงดูดคนของรัฐบาลกลางหรือสหพันธุ์คัดสรรมาที่นี่ได้ที่นี่ไม่มีเครื่องกวนคลื่นหรือกำแพงสนามแม่เหล็กป้องกันการเจาะคลื่นเหมือนในฐานใต้ดินฉันจึงจำเป็ต้องทำลายสัญญาณให้ก่อนเป็การชั่วคราว ไม่ได้มีอันตรายใดๆทั้งนั้นคุณอย่ากลัวไปเลย”
อัลเลนจึงยอมยืนอยู่นิ่งๆ เมื่อหญิงแปลกหน้ายกมือขึ้นอีกครั้งแตะลงที่หน้าผากของเขา และหลับตาลง
เขารู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่วิ่งวุ่นวายอยู่ในหัวแล้วค่อยๆอ่อนกำลังลงจนอยู่ในระดับปกติ
“คุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเราจะหนีออกมาที่นี่ วันนี้เวลานี้” คีตาถามขึ้นบ้างขณะที่ฝ่ามือสีน้ำผึ้งนั้นกำลังแตะอยู่ที่หน้าผากของกลอเรีย
เด็กสาวแปลกหน้าไม่ได้ขยับตัวหรือพูดอะไร จนกระทั่ง กลอเรียลืมตาขึ้นและ
เธอลดฝ่ามือลง
“มันเป็คุณสมบัติอย่างหนึ่งของฉันเหมือนๆกับดนตรีของคุณนั่นแหละคีตา”
คีตามีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย“ผมจำได้ว่ายังไม่มีใครบอกคุณนี่ ว่าพวกเราชื่ออะไรกันบ้าง”
หญิงในชุดขาวอมยิ้มน้อยๆก่อนจะยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากของคีตาเบาๆ แล้วคีตาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา “ไม่จำเป็หรอก คีตา ความคิดของคุณส่งเสียงดังมากเกินพอเกินกว่าที่คุณจะคาดถึง ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็จริงนะ กลอเรีย คีตา อัลเลน”
คีตารู้สึกประหลาดใจจนถึงที่สุด แต่ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้น เขารับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและพลังจิตเพียงสามคนของมนุษย์คัดสรรทั้งหมดหรือจะเรียกว่าสามคนในโลกก็ได้ เด็กคัดสรรแขนงนี้สร้างได้ยากที่สุดและมักมีผลข้างเคียงที่ทำให้เด็กเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหลังคลอด มีเพียง 3 ชีวิตเท่านั้น ที่รอดและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก่อนหายสาบสูญไปหลังการกวาดล้าง เธอคนนี้ คือหนึ่งในพี่น้องแฝดสาม สุตตะ จินตะ และ ภาวนา
เมื่อฝ่ามือสีน้ำผึ้งลดระดับลง คีตาจึงลืมตาขึ้น “ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณคือ สุตตะแฝดพี่ผู้ได้ยินเสียงพูดในหัวใจของคน”
ร่างแบบบางส่ายหน้าและก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “เรียกฉันว่า ชาวสวน ก็แล้วกัน นั่นเป็สถานะของฉันเมื่ออยู่ที่นี่”
“ชาวสวน?” กลอเรียทวนคำช้าๆเหมือนถูกสะกด“แล้วนั่นคุณจะไปไหนล่ะ ไม่อยู่
กับพวกเราก่อนเหรอ”
ชาวสวน ในชุดขาวหันหลังเดินไปทางเดิมที่เธอเคยเดินเข้ามา “ฉันต้องรีบไป ไม่ต้องห่วงนะ คนที่นี่มีจิตใจดีทุกคนยินดีช่วยเหลือคุณทั้งสามคนอย่างเต็มที่ตราบใดที่คุณยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขา ส่วนเื่ที่จะติดต่อกับครอบครัวหรือกลับบ้านเอาไว้มีโอกาสเมื่อไรฉันจะมาบอกเอง อย่าวิตกไปเลย”
กลอเรียและอัลเลนแอบสบตากันเงียบๆคำถามมากมายปรากฏอยู่ในดวงตาทั้งสองคู่ แต่กลอเรียก็ส่ายหน้าเป็ทำนองว่าอย่าเพิ่งสงสัยอะไรดีกว่า
หลังจากนั้นเหล่าหญิงชาวบ้านท่าทางใจดีที่ติดตาม ชาวสวนมานั้นก็ได้นำทางให้ อัลเลน คีตา และกลอเรีย เดินออกจากเขตป่าเข้าไปสู่หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก