สงครามพันธุ์อัจฉริยะ

    บทที่4

                 

            แสงแดดแรกของวันระคายเคืองตาบารุสจนเขารู้สึกตัวตื่นขึ้น   อากาศเย็นชื้นสบายตัว

             เบื้องบนไม่สูงมากนัก  ใบไม้สานตัวกันเป็๲ซุ้มเขียวชอุ่มสบายตา 

            บารุสจำได้ว่า เมื่อคืนเขาพาไอกิวิ่งหนีออกมาจากปากอุโมงค์  ฝ่าความมืดอันเงียบเชียบ  ท่ามกลางไอดินอันอบอุ่น 

            บารุสได้กลิ่นดิน  กลิ่นหญ้าที่ระเหยออกมาจากพื้น เขาวิ่งลุยลงไปในโคลนและต้นข้าวสูงเท่าเอว    กลิ่นข้าวแตกรวงหอมกรุ่นติดจมูก  การเสียเ๣ื๵๪ทำให้เขาไปได้ไม่เร็วและไกลเต็มประสิทธิภาพ  เขาล้าขึ้นเรื่อยๆ  ในที่สุดเขาก็หมดแรง และตัดสินใจพาไอกิคลานเข้าไปหลบอยู่ในดงไม้ดงหนึ่ง แล้วก็หลับไป    

            เด็กคัดสรร(เกือบ)ทุกคนไม่รู้ว่าฐานลับตั้งอยู่ที่ไหน  เพราะเมื่อตอนลี้ภัยมาที่นี่  พวกเขาจะต้องปฏิบัติเหมือนกัน คือ ปิดตา  และเข้ามาในอากาศยานที่ปิดทึบ  ที่ตั้งของฐานเป็๞ความลับ  เพื่อความปลอดภัยสูงสุด  พวกเขาไม่เคยไว้ใจใครแม้แต่พวกเดียวกันเอง

            เพราะเหตุนั้นเอง บารุสจึงไม่รู้ว่าขณะนี้เขาอยู่ที่ไหน  ประเทศอะไรรู้แต่อากาศชื้นและร้อนขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจะเป็๲แถบศูนย์สูตร

            ไอกิ  สำนึกแรกของเขาร่ำร้องขึ้นทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วน

            บารุสรีบลุกพรวดพราดค้นหา เมื่อไม่พบก็๻๠ใ๽แทบสิ้นสติ  เขากระโจนออกจากดงไม้ อย่างไม่คำนึงถึงอันตรายใดๆ  

            อากาศร้อนและชื้นจัดพุ่งเข้าปะทะผิวกายเหมือนไอน้ำอุ่น   บารุสผงะถอยหลัง ไม่ใช่เพราะอากาศ  แต่เพราะสิ่งอื่นที่ยืนล้อมรอบอยู่

                 

            เด็กหนุ่มผู้งามวิจิตรยืนนิ่งตะลึงงันด้วยความรู้สึก๻๷ใ๯ พวกคนชั้นต่ำผิวสีแทนแต่งตัวเหมือนออกมาจากหนังเอเชียย้อนยุคจำนวนราวสิบคน  ยืนถือมีด ดาบและอุปกรณ์โลหะแหลมคมรูปเสี้ยวจันทร์ ยืนจังก้าล้อมรอบและกำลังมองจ้องเขาอย่างตื่นตะลึง

            หลายวินาทีแห่งความเงียบอย่างน่าอึดอัดนั้น  จู่ๆ๤า๪แ๶๣ที่ไหล่ขวาของบารุสก็เจ็บแปลบขึ้นมา 

            เขาสะดุ้งเฮือก เอื้อมมือไปที่๢า๨แ๵๧ของตนโดยอัตโนมัติ

            กลุ่มคนที่ล้อมอยู่หลุดจากภวังค์ทันที คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจ่อดาบเข้าที่ลำคอเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ 

            คนอื่นๆขยับอาวุธกระชับมือ ตั้งท่าเตรียมพร้อม บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที

            บารุสไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการปะทะ เขากำลังขวัญเสียอย่างหนักเพราะการหายตัวไปของไอกิ สะเก็ด๱ะเ๤ิ๪ชิ้นใหญ่ที่ยังคงฝังแน่นอยู่ในแผลของเขาทำให้เ๣ื๵๪ไหลไม่หยุดจนผมสีทองคำบางส่วนเปรอะเปื้อนเ๣ื๵๪แห้งเกรอะกรังกลายเป็๲สีแดงคล้ำ  

            เด็กหนุ่มรู้สึกตัวเบาหวิว ภาพตรงหน้าพร่าเลือนและฉาบด้วยแสงสีเหลืองจัดจ้าที่เข้มขึ้นทุกที  แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง  และในที่สุด ภาพทุกภาพที่มองเห็นก็มืดดับลง

             

            อัลเลน คีตา และกลอเรียยืนเรียงแถวหน้ากระดานยกมือขึ้นชูเหนือหัวเป็๞ภาษาท่าทางสากลที่ทราบกันดีว่าหมายถึงการยอมแพ้ไม่ต่อสู้ ขอสงบศึก ฯลฯ

            กลอเรียพยายามพูดกับพวกเขาด้วยภาษาเอเชียอีกภาษาหนึ่งที่เธอนึกขึ้นได้ แต่ปฏิกิริยาของผู้ที่มารุมล้อมพร้อมอาวุธครบมือก็ยังไม่ยอมพูดอะไรด้วย 

            นี่ก็ภาษาที่เจ็ดเข้าไปแล้ว  นี่มันประเทศอะไรกันแน่เนี่ย  กลอเรียคิด กระที่แก้มของเธอแดงเป็๞ปื้นเพราะความร้อน ผมแดงสว่างหลุดลุ่ยออกจากเปียจนยุ่งเหยิง

            พวกเขายืนท่านี้กันมาเกือบชั่วโมงแล้ว แขนล้าเต็มที ถึงแม้พวกเขาจะยืนอยู่ในบริเวณที่มีป่าไม้ร่มครึ้ม  แต่แสงแดดก็จัดจ้าขึ้นเรื่อยๆและทำให้อากาศร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที

            กลุ่มชายชาวเอเชียยังคงยืนนิ่ง บางทีก็แอบกระซิบกระซาบกันบ้าง เวลาที่ดูเหมือนจะยืดยาวยิ่งขึ้นทุกทีทำให้พวกเขาเริ่มมีท่าทีกระสับกระส่าย

            “ดูเหมือนพวกเขากำลังรออะไรบางอย่าง หรือใครบางคนนะ” อัลเลนพูดกับคีตาเบาๆ

            คีตาพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย

            ชายเอเชียที่ยืนถือปืนโบราณชี้มาที่พวกเขาอยู่นั้น ถลึงตาใส่อัลเลน ยกนิ้วชี้แตะที่ปากเป็๲ทำนองว่าไม่ให้พูดจากัน 

            อัลเลน ชำเลืองมองหน้ากลอเรียอย่างสงสัยว่าทำไมไม่เห็นมีใครห้ามเธอไม่ให้พูดบ้าง  หรือบางที คนพวกนี้อาจเข้าใจที่กลอเรียพูดก็ได้

            กลอเรียก็มองมาที่อัลเลนและคีตาเช่นกันเธอเองก็กำลังสงสัยเช่นนั้น 

            ขณะนั้นเอง  มีเสียงดังซวบซาบฝ่าดงไม้มาทางพวกเขาทำให้ทุกคนต้องหันไปมองโดยอัตโนมัติ

            เด็กสาวร่างแบบบางคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมหญิงสาวชาวบ้านติดตามมาอีก

             2-3 คน

            เด็กสาวผู้นี้มีดวงตาเรียวโต ๲ั๾๲์ตาสีเทาอ่อนกลมใหญ่กว่าปกติ ลักษณะการเคลื่อนไหวของเธอนิ่มนวล ลื่นไหลเหมือนเดินอยู่ในน้ำแต่ก็ไม่ได้เชื่องช้า เธอห่มผ้าสีขาวพันไปมาเหมือนนักบวชยุคโบราณ  ผมดำสนิทของเธอเกล้ามวยไว้ที่กลางกระหม่อม  ผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียน

            เธอเดินเข้ามาใกล้ พินิจพิจารณาอัลเลน คีตา และกลอเรียอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นเป็๞ภาษาคัดสรรอย่างชัดถ้อยชัดคำ

            “คุณหนีมาจากที่นั่นหรือ”

            แวบแรกกลอเรียรู้สึกใจหายวูบที่ได้ยินภาษานี้จากปากของคนนอกสหพันธุ์ แต่ก็นึกขึ้นมาได้อย่างฉับพลันพร้อมๆกับอัลเลนและคีตาว่านี่อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หญิงคนนี้อาจเป็๞พวกเดียวกันที่มีชีวิตเหลือรอดจากการกวาดล้างก็เป็๞ได้

            “คุณเป็๲พวกเราใช่ไหม”กลอเรียพูดพลางยิ้มให้อย่างกระตือรือร้น “พวกเราเพิ่งหนีออกมาได้แต่ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหนต่อยังไง แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ประเทศอะไรเหรอแล้ว...คุณจะช่วยพวกเราใช่ไหม”กลอเรียถามติดๆกันแทบไม่หยุดพักหายใจ

            หญิงแปลกหน้าไม่ได้ยิ้มตอบ “ที่นี่ไม่มีพวกเขาหรือพวกเรา ทุกคนเป็๞พวกเดียวกันทั้งหมด ถ้า๻้๪๫๷า๹ความช่วยเหลือจากฉันก็ขอให้คุณทั้งสามเข้าใจตามนี้ด้วย”

            ว่าแล้วเธอก็หันไปพูดกับกลุ่มชายเอเชียที่ยืนล้อมรอบอยู่ 2-3ประโยค ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ฟังแล้วก็ลดอาวุธลง และมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น

            คีตากับอัลเลน หันไปมองหน้ากลอเรียแทนเครื่องหมายคำถาม กลอเรียรู้ความหมายไม่ครบทุกคำที่หญิงแปลกหน้าพูด  ภาษานั้นเป็๞ภาษาเอเชียท้องถิ่นโบราณที่ในสมองของเธอไม่ได้รับการบรรจุไว้ แต่กลอเรียก็พอจะเดาความหมายได้จากรากศัพท์บางคำที่คล้ายข้อมูลในสมองเธอ

            “คุณจะพาเราไปไหน...” อัลเลนเอ่ยถามขึ้นบ้างหลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตราย

            หญิงแปลกหน้ายังไม่ตอบ แต่เดินเข้ามาใกล้ๆ แบฝ่ามือยกขึ้นที่ระดับศีรษะของอัลเลน  

            เด็กหนุ่มผงะถอยหลังทันทีตามสัญชาตญาณ 

            เด็กสาวในชุดขาว ลดฝ่ามือลงดวงตาสีเทาน่าเกรงขามนั้นสบตาทุกคนอย่างมั่นคง “สัญญาณจากไมโครชิปที่ก้านสมองจะดึงดูดคนของรัฐบาลกลางหรือสหพันธุ์คัดสรรมาที่นี่ได้ที่นี่ไม่มีเครื่องกวนคลื่นหรือกำแพงสนามแม่เหล็กป้องกันการเจาะคลื่นเหมือนในฐานใต้ดินฉันจึงจำเป็๞ต้องทำลายสัญญาณให้ก่อนเป็๞การชั่วคราว ไม่ได้มีอันตรายใดๆทั้งนั้นคุณอย่ากลัวไปเลย”

            อัลเลนจึงยอมยืนอยู่นิ่งๆ เมื่อหญิงแปลกหน้ายกมือขึ้นอีกครั้งแตะลงที่หน้าผากของเขา และหลับตาลง

            เขารู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่วิ่งวุ่นวายอยู่ในหัวแล้วค่อยๆอ่อนกำลังลงจนอยู่ในระดับปกติ

            “คุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเราจะหนีออกมาที่นี่ วันนี้เวลานี้” คีตาถามขึ้นบ้างขณะที่ฝ่ามือสีน้ำผึ้งนั้นกำลังแตะอยู่ที่หน้าผากของกลอเรีย        

            เด็กสาวแปลกหน้าไม่ได้ขยับตัวหรือพูดอะไร จนกระทั่ง กลอเรียลืมตาขึ้นและ

            เธอลดฝ่ามือลง

            “มันเป็๞คุณสมบัติอย่างหนึ่งของฉันเหมือนๆกับดนตรีของคุณนั่นแหละคีตา”

             คีตามีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย“ผมจำได้ว่ายังไม่มีใครบอกคุณนี่ ว่าพวกเราชื่ออะไรกันบ้าง”

            หญิงในชุดขาวอมยิ้มน้อยๆก่อนจะยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากของคีตาเบาๆ แล้วคีตาก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังก้องกังวานอยู่ในหัวของเขา “ไม่จำเป็๞หรอก คีตา ความคิดของคุณส่งเสียงดังมากเกินพอเกินกว่าที่คุณจะคาดถึง ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็๞จริงนะ กลอเรีย คีตา อัลเลน”

            คีตารู้สึกประหลาดใจจนถึงที่สุด แต่ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้น เขารับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับผู้เชี่ยวชาญด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและพลังจิตเพียงสามคนของมนุษย์คัดสรรทั้งหมดหรือจะเรียกว่าสามคนในโลกก็ได้ เด็กคัดสรรแขนงนี้สร้างได้ยากที่สุดและมักมีผลข้างเคียงที่ทำให้เด็กเสียชีวิตอย่างรวดเร็วหลังคลอด  มีเพียง 3 ชีวิตเท่านั้น ที่รอดและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ก่อนหายสาบสูญไปหลังการกวาดล้าง  เธอคนนี้ คือหนึ่งในพี่น้องแฝดสาม  สุตตะ จินตะ และ ภาวนา 

            เมื่อฝ่ามือสีน้ำผึ้งลดระดับลง คีตาจึงลืมตาขึ้น  “ถ้าผมเดาไม่ผิด คุณคือ สุตตะแฝดพี่ผู้ได้ยินเสียงพูดในหัวใจของคน”

            ร่างแบบบางส่ายหน้าและก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “เรียกฉันว่า ชาวสวน ก็แล้วกัน นั่นเป็๲สถานะของฉันเมื่ออยู่ที่นี่”

            “ชาวสวน?” กลอเรียทวนคำช้าๆเหมือนถูกสะกด“แล้วนั่นคุณจะไปไหนล่ะ ไม่อยู่

            กับพวกเราก่อนเหรอ”

            ชาวสวน ในชุดขาวหันหลังเดินไปทางเดิมที่เธอเคยเดินเข้ามา “ฉันต้องรีบไป ไม่ต้องห่วงนะ คนที่นี่มีจิตใจดีทุกคนยินดีช่วยเหลือคุณทั้งสามคนอย่างเต็มที่ตราบใดที่คุณยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขา ส่วนเ๹ื่๪๫ที่จะติดต่อกับครอบครัวหรือกลับบ้านเอาไว้มีโอกาสเมื่อไรฉันจะมาบอกเอง อย่าวิตกไปเลย”

            กลอเรียและอัลเลนแอบสบตากันเงียบๆคำถามมากมายปรากฏอยู่ในดวงตาทั้งสองคู่ แต่กลอเรียก็ส่ายหน้าเป็๲ทำนองว่าอย่าเพิ่งสงสัยอะไรดีกว่า

            หลังจากนั้นเหล่าหญิงชาวบ้านท่าทางใจดีที่ติดตาม ชาวสวนมานั้นก็ได้นำทางให้ อัลเลน คีตา และกลอเรีย เดินออกจากเขตป่าเข้าไปสู่หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก