บทที่ 15 เธอคือใคร
เหวินหน่วนมองดูบ้านหลังตรงหน้าเธออย่างตื่นเต้น ครั้งหนึ่งภรรยาน้อยของเ้าของที่ดินแอบคบชู้กับคนงานในบ้านหลังนี้
ว่ากันว่าภรรยาน้อยคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงที่ไม่ดี จึงไม่มีใครในหมู่บ้าน้าที่จะจัดการกับทั้งคู่
ทว่าหนึ่งปีผ่านไป สองคนนั้นกลับเสียชีวิตภายในบ้านหลังนี้
บางคนบอกว่าพวกเขาถูกฆาตกรรมโดยนักฆ่าที่เ้าของบ้านว่าจ้างมา บ้างก็บอกว่าพวกเขาถูกฆ่าโดยโจรเจียงหยางที่พยายามปล้นเงินพวกเขาไป
คำเล่าลือต่อมาก็คือบ้านหลังนี้มีคนตายและมีผีสิง เมื่อเวลาผ่านไป บ้านแห่งนี้ก็ได้กลายเป็บ้านผีสิงเลื่องชื่อ
ในชีวิตที่แล้ว มีคู่รักคู่หนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้หลังจากผ่านไปหลายปี ในขณะที่พวกเขาให้คนงานรื้อบ้าน พวกเขาเจอเข้ากับสมบัติที่ถูกซ่อนอยู่ในบ้าน
เหวินหน่วนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น แต่เธอได้ยินว่ามีกล่องหลายใบถูกขุดขึ้นในเวลาต่อมา กล่องหนึ่งใบเต็มไปด้วยเครื่องประดับแสนสวย อีกกล่องหนึ่งเต็มไปด้วยทองคำแท่ง
ชีวิตที่แล้ว เหวินหน่วนได้ยินลู่กัวจื่อบ่นอยู่บ่อยครั้งว่าครอบครัวของพวกเขาไม่มีวิสัยทัศน์ ถ้าพวกเขาซื้อบ้านหลังนี้ก่อน สมบัตินั้นจะเป็ของพวกเขา สมบัติมีมูลค่ามากจนอย่างน้อยก็ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนไปชั่วชีวิตได้
ลู่กัวจื่อไม่ได้คิดแบบนั้นคนเดียว หลายคนในหมู่บ้านก็คิดเช่นเดียวกัน
แต่ใครจะคิดว่ามีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในบ้านผีสิงแห่งนี้กัน?
เมื่อนึกถึงสมบัติเ่าั้ เหวินหน่วนยิ้มอย่างเ้าเล่ห์และยืนอยู่นอกลานหน้าบ้านพักหนึ่ง คิดว่าจะทำความสะอาดบ้านอย่างไร ก่อนที่หญิงสาวจะรีบไปที่ฐานทัพ
งานลูกจ้างชั่วคราวคือการทำทุกอย่างตามคำสั่ง
ทุกคนได้เห็นการทำงานของเหวินหน่วนในโรงอาหารใน่สองวันที่ผ่านมาแล้ว พวกเขาต่างก็ชอบผู้หญิงทำงานหนักและมองโลกในแง่ดีคนนี้
เมื่ออีกฝ่ายเห็นเหวินหน่วนมาทำงานก็แปลกใจ “น้องชายของคุณมาขอลางานเพราะว่าคุณปวดหัวไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่"
“หนูกินยาแล้วเดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ” เหวินหน่วนลูบหัวของตัวเองสองสามครั้ง
“ไว้เดี๋ยวฉันไปดูให้ว่าจะจองหอพักให้คุณได้บ้างไหม” เฒ่ากั่วบอกเธออย่างเงียบ ๆ “ถ้าคุณเข้ากะกลางคืนหรืออะไรก็ตาม คุณจะได้พักอาศัยอยู่ในหอพักได้”
"ฮ่าฮ่า" ผู้เฒ่ากั่วพูดด้วยรอยยิ้ม "ถ้าคุณทำงานหนักมากพอ คุณก็จะได้เป็พนักงานประจำของที่นี่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเหวินหน่วนก็ยิ่งกว้างขึ้น เธอรีบลงมือทำงานเหมือนมีพลังงานไร้ขีดจำกัดไหลทั่วร่างกายของเธอ ทว่าผ่านเวลาอาหารกลางวันไปพักใหญ่แล้ว เหวินหน่วนก็ยังไม่เห็นลู่จินฉวนมากินข้าว ดังนั้นเธอจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล หรือเขาจะยุ่งมากจนลืมกินข้าวอีกแล้ว?
"ผู้เฒ่ากั่ว" หัวหน้าเจาผู้ดูแลครัวพูดกับเขา "อย่าลืมสั่งให้คนงานเหลืออาหารไว้ส่วนหนึ่งสำหรับคนที่ยังไม่มากินด้วยล่ะ"
เหวินหน่วนกำลังล้างผักยกยิ้ม "หัวหน้าเจา ฉันเก็บอาหารเอาไว้ส่วนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว”
หัวหน้าเจาพยักหน้า
เหวินหน่วนได้รับมอบหมายให้อยู่เวรรอกลุ่มคนที่ยังไม่ได้กินข้าวที่จะเข้ามาในภายหลัง
"เธอจริง ๆ ด้วย" เหวินหน่วนกำลังจะงีบหลับ แต่เธอก็ได้ยินเสียงกะทันหัน เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นจางจื้อกัง ชายใบหน้ากลมในวันนั้นหัวเราะเสียงดัง
"มีอาหารเหลือบ้างไหม" ลู่จินฉวนถามด้วยเสียงแหบแห้ง
"มี ๆ" ศีรษะน้อย ๆ ของเหวินหน่วนผงกหงึก ๆ "หัวหน้าเจาสั่งเป็พิเศษแล้วว่าให้เก็บอาหารไว้รอพวกคุณ รอสักครู่ ฉันจะอุ่นอาหารให้พวกคุณเดี๋ยวนี้"
เมื่อเธอหันกลับไป ลู่จินชวนก็เห็นผ้ากอซด้านหลังศีรษะของเธอ
“หัวเธอไปโดนอะไรมา” ก่อนที่เขาจะทันถาม จางจื้อกังก็พูดขึ้นมาแล้ว “เธอาเ็งั้นเหรอ”
เหวินหน่วนอุทานออกมา เธอตระหนักได้ว่าเธอปกปิดาแได้ไม่ดี เธอถอดหมวกออกก่อนหน้านี้ แต่เธอลืมสวมมันคืน ตอนนี้เธอไม่ใช่หนูน้อยหมวกแดงอีกแล้ว หญิงสาวหน้าแดงพลางพูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า "ขอกล่องอาหารกลางวันของพวกคุณหน่อย"
เธอไม่ได้อธิบายว่าตัวเองาเ็ได้อย่างไร
จางจื้อกังยังคงอยากรู้ แต่ลู่จินฉวนที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขายื่นกล่องอาหารกลางวันให้เหวินหน่วนไปแล้วโดยไม่ถามอะไรต่อ
เหวินหน่วนตักข้าวใส่ให้เขาจนเต็มกล่อง "ยังมีเหลืออยู่อีกนะ ถ้าพวกคุณกินไม่อิ่ม"
ลู่จินฉวนช่วยเธอไว้มาก เธอไม่มีอะไรจะตอบแทนเขา สิ่งเดียวที่เธอทำได้ตอนนี้คือทำให้เขาอิ่มท้อง
ลู่จินฉวนไม่พูดมาก เขาเดินไปนั่งโต๊ะแถวแรกพร้อมกล่องอาหารกลางวันและเริ่มกินอาหาร
จางจื้อกังและคนอื่น ๆ รีบส่งกล่องอาหารกลางวันให้เหวินหน่วน
เมื่อเห็นลู่จินฉวนกำลังกินอาหาร เหวินหน่วนไม่ได้อยู่เฉย ๆ เธอสังเกตเห็นว่าลู่จินฉวนกินไม่คล่องคอ เมื่อเห็นว่ามีหัวไชเท้าอยู่ในครัว เธอจึงนำหัวไชเท้าไปต้มในน้ำและแอบเอาน้ำตาลกรวดและลูกสำรองใส่ลงไปในน้ำต้มด้วย
เธอไม่กล้าใส่มากแต่ดื่มแบบนี้จะมีรสหวานนิด ๆ
ช่วยให้คอชุ่มชื่น
"ผู้เฒ่ากั่วให้น้ำดื่มกับฉัน แต่ฉันยังไม่ได้ดื่มมันเลย" หลังจากที่ลู่จินฉวนกินเสร็จ เขาก็เห็นหญิงสาว ถือกระติกขนาดใหญ่เข้ามา "ฉันเห็นว่าคุณกินอาหารไม่คล่องคอ..."
ลู่จินฉวนรู้สึกคันคอเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ จางจื้อกังทำท่ากอดกระติกเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะปฏิเสธ "สาวน้อยช่างเอาใจใส่จริง ๆ"
ผู้กองของเขาเริ่มมีอาการเจ็บคอั้แ่เมื่อวานนี้และรู้สึกไม่สบายตัวตลอดเวลา
ลู่จินฉวนมองเธอด้วยสายตาไร้อารมณ์ "ขอบคุณ"
หลังจากพูดจบเขาก็วางตราประทับอาหารลงบนโต๊ะ
เหวินหน่วนอยากบอกว่าไม่เป็ไร แต่เธอก็เห็นว่าเขาถือกระติกเดินจากไปแล้ว
จางจื้อกังยิ้มโชว์ฟันขาวขนาดใหญ่ให้เธอขณะเดินตามลู่จินฉวนไป "ผู้กองของเราก็แบบนี้ เธอเก็บตราประทับอาหารไว้เถอะ"
เหวินหน่วนนิ่งเงียบไป "..."
ลู่จินฉวนกลับไปที่ห้องของเขาพร้อมกระติกขนาดใหญ่ เขาขมวดคิ้วจ้องมองที่กระติกอยู่ครู่หนึ่ง เขาเปิดฝาออกแล้วลองจิบดู
เขานิ่งไป
เขาจิบอีกแก้วด้วยความไม่อยากเชื่อ
รสหวาน
ลู่จินฉวนเหมือนคนเสียสติ หลังจากจิบไปสักพัก
เขาลุกขึ้นและออกไปพร้อมกับกระติก
ทว่าเขาบังเอิญพบจางจื้อกังที่ประตู "ผู้กอง คุณจะไปไหน เอ๊ะ มันอร่อยไหม"
เขาไม่ได้ตอบคำถามแต่รีบเดินจากไป
“ผู้กอง เสียงของคุณดีขึ้นแล้วหรือเปล่า” จางจื้อกังร้องเรียกจากด้านหลัง
ลู่จินฉวนหยุดเดิน
คอของเขาไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว…
…
“หมายความว่านายรับรสชาติของมันได้เมื่อนายดื่มเข้าไป?” โจวจินถาม
"อืม" ลู่จินฉวนจิบอีกครั้ง "รสหวาน"
"นั่งลงให้ฉันตรวจร่างกายนายหน่อย" โจวจินพูดอย่างจริงจัง
โจวจินเป็หมอที่ฐานทัพและยังเป็เพื่อนของลู่จินฉวน เขาเป็หนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าลู่จินฉวนมีปัญหาการรับรู้รสชาติอาหาร
"ไม่จำเป็" ลู่จินฉวนส่ายหัว "ฉันลองกินอย่างอื่นแล้ว ไม่รับรสเหมือนเดิม"
“หรือว่า..." เขาขมวดคิ้ว "ฉันกินได้เฉพาะอาหารที่เธอทำเท่านั้นเหรอ?"
มันฝรั่งเส้นทอด
"นายหมายถึงคนเดียวกันกับที่ทำน้ำหวานนี่และมันฝรั่งเส้นทอดครั้งที่แล้วใช่ไหม"
"เธอคือใคร?"