บทที่ 11
ในอีกด้านหนึ่ง...“อะไรนะ!!.. ถูกเหมาไปหมดแล้ว.. นี่พวกคุณทำงานกันยังไงเนี้ย ผมก็โทรสอบถามไปแล้วเมื่อวาน พวกคุณบอกว่ามี แล้วมาวันนี้พวกคุณบอกว่ามันถูกขายไปทั้งหมดเนี้ยนะ แล้วพวกคุณขายมันไปได้ยังไงกัน!!..”เสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจของคิง เขาต้องการที่จะซื้อคอนโดซีซ่าที่เป็นคอนโดใหม่ และจากข่าวคราวที่ได้ยินมามันนับว่าหรูหราพอๆกับโรงแรมห้าดาวเลยทีเดียว เขากะว่าวันนี้จะถ่ายรูปลงอวดเพื่อนที่มหาวิทยาลัย แน่นอนว่ากว่าที่จะอ้อนพ่อเขามาซื้อได้ก็ลำบากไม่น้อย แต่ตอนนี้พวกมันถูกขายหมดไปตามโควตาของธนาคารไปแล้ว“ต้องขออภัยคุณชายด้วยนะครับ แต่ทางเราเองก็ลำบากใจเช่นกันที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น.. เราก็ทำตามกฎของผู้ซื้อก่อนเสมอครับ และเมื่อสักครู่ที่ผ่านมามันเพิ่งถูกเหมาไปทั้งหมดครับ” เกียรติไกรกล่าวออกมาตามความจริง ถ้าหากเขาไม่ทำอย่างนี้ก็อาจจะโดนตำหนิจากทางสาขาใหญ่เอาได้ การที่จะตามใจทายาทรุ่นที่สองหรือสามมันก็เป็นเรื่องที่ควรทำ แต่ถ้าหากเทียบกับผู้ที่มีทรัพย์สินรวมกันนับแสนล้าน คงไม่ต้องบอกว่าเขาควรจะปฏิบัติอย่างไร ตอนนี้เขาก็แค่จะต้องรับมือกับคุณชายขี้โมโหคนนี้ให้ได้ก็พอ“ไม่!! โทรหาคนที่เพิ่งเหมาไปเดี๋ยวนี้!! บอกไปว่าผมต้องการซื้อต่อจากมัน..” คิงยังคงไม่ยอมแพ้ เขาให้ผู้จัดการธนาคารโทรตามคนที่เพิ่งซื้อไปกลับมาขายให้กับเขา นับว่ามันเป็นพฤติกรรมที่เอาแต่ใจมาก เกียรติไกรได้แต่ปั้นหน้ายิ้ม แต่ภายในใจเขาอยากจะเข้าไปตบสั่งสอนเจ้าเด็กเหลือขอนี่จริงๆ“ต้องขออภัยด้วยนะครับ แต่ทางเราไม่มีนโยบาย...” เกียรติไกรพยายามพูดกล่าวออกมาอย่างสุภาพ และใจเย็น แต่เขายังไม่ทันได้พูดให้จบ คิงก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยอารมณ์เสีย“มันเป็นใคร!!.. และผมเป็นใคร!!.. คุณคิดจะเลือกมันอย่างนั้นเหรอ.. ได้!! เตรียมรับสายจากพ่อของผมได้เลย..” คิงพูดอย่างเดือดดาล แต่สีหน้าของผู้จัดการคนนี้กลับยังคงไม่เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว นั่นแปลได้เพียงอย่างเดียวคือผู้จัดการเลือกมัน ไม่ใช่เขา คิงเดินออกมาจากห้องของผู้จัดการอย่างอารมณ์เสีย เขาหยิบมือถือออกมาก่อนจะกดโทรไปหาพ่อของตัวเอง แน่นอนว่าเขาได้ใส่สีตีไข่เพิ่มอีกเล็กน้อย เขากะว่าจะเล่นงานไอ้ผู้จัดการสาขานี้ไปด้วย เกียรติไกรมองคิงพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนที่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะของเขาจะดังขึ้น และไม่ต้องสืบเลยว่ามันเป็นสายของใคร เพราะดูจากสีหน้าของคิงที่กำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ด้านนอก“สวัสดีครับ เกียรติไกร พูดสายครับ..” เขาพูดรับสายตามปกติเหมือนที่เคยทำ“คุณเกียรติไกร.. ผม ‘สิวะ’ เอง.. ผมขอทราบเหตุผลหน่อยว่าทำไมคุณถึงได้ทำอย่างนี้กับลูกชายคนเดียวของผม คุณไม่กลัวว่าตำแหน่งของคุณจะหลุดลอยไปหากกล้ามีปัญหากับผม หรือบริษัทของผมหรืออย่างไร” สิวะพ่อของคิงโทรมาเพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจะขู่ออกไปเล็กน้อยเผื่ออีกฝ่ายจะนึกอะไรออกบ้าง“ผมไม่ทราบว่าท่านประธาน ‘สิวะ’ ได้ยินอะไรมาจากลูกชายของคุณนะครับ แต่ผมขอกล่าวกันตามตรงในฐานะที่เราก็รู้จักกันมานาน ลูกชายของคุณกำลังเข้ามาแทรกแซงการทำงานของผม และคนที่ลูกชายคุณจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายนั้นมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา.. ทรัพย์สินของเขาคนนั้นถูกโอนตรงมาจากสถานีดันเจี้ยน ท่านคงเข้าใจความหมายที่ผมต้องการจะสื่อใช่ไหมครับ..”เกียรติไกรกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ เขาไม่ได้โกรธอะไรอีกฝ่าย แต่สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อนั้นคือ เขาเองก็ลำบากใจหากเข้าไปยุ่งวุ่นวายเรื่องนี้ และมันก็เกินขอบเขตหน้าที่ของเขาไปมากแล้ว อีกอย่างเหตุที่เขากล่าวตรงๆกับท่านประธานสิวะก็เพราะอยากให้เขาประเมินตัวเองให้ดีก่อนที่จะกระโจนเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้“ดันเจี้ยน.. นักล่า.. ถ้าคุณเกียรติไกรพูดมาขนาดนี้ก็คงจะเป็นนักล่าระดับสูงสินะครับ.. ขอบคุณสำหรับมิตรภาพในครั้งนี้ ผมไม่รบกวนเวลาของคุณแล้ว” สิวะรู้ดีว่าการที่ผู้จัดการตัวน้อยๆกล้าที่จะขัดขืนเขา มันก็คงเป็นเพราะอีกฝ่ายที่เขาจะไปมีเรื่องด้วย อาจจะมีอำนาจมากกว่า หรือไม่ก็เป็นพวกนักล่าระดับสูงที่มีทั้งทรัพย์สิน ความแข็งแกร่ง เครือข่ายอิทธิพล ซึ่งการที่ขัดแย้งกับพวกเขา ฝ่ายที่จะสูญเสียก็คงจะเป็นเขาเอง นับว่าผู้จัดการไว้หน้าเขาแล้วในครั้งนี้ ส่วนเกียรติไกรก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับวางสายโทรศัพท์ลงไป.. ‘ก็น่าจะคิดได้ตั้งนานแล้วไหมล่ะ ทำไมมันโง่กันทั้งสองพ่อลูกเลยวะ.. คนที่เหมาคอนโดได้โดยที่สามารถซื้อได้เลยจะมีสักกี่คนกันล่ะ..เห้อ..’ เกียรติไกรคิดภายในใจ มันควรคิดได้ตั้งแต่เมื่อวานที่โทรมาแล้วยังมีให้ซื้อ แต่พอมาวันนี้พวกมันถูกเหมาไปหมด นั่นก็แปลว่าคนที่ซื้อสามารถจ่ายออกไปได้อย่างไม่ต้องคิดอะไรให้มากยังไงล่ะ หลังจากถอนหายใจก็กลับไปนั่งที่เก้าอี้เพื่อทำงานต่อ เพราะยังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องเคลียร์ให้เสร็จโดยเร็ว“ทำไมมันถึงนิ่งไปล่ะ.. หรือมันสิ้นหวังไปแล้ว?” คิงที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้ข้างนอก มองพฤติกรรมของผู้จัดการด้วยความมึนงง เหมือนกับว่าเรื่องของเขาไม่ได้ส่งผลกระทบกับมันเลยสักนิดเดียว และในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น...“ครับพ่อ... ว่าไงนะครับ นักล่าระดับสูงอย่างนั้นเหรอครับ.. เข้าใจแล้วครับพ่อ ผมกำลังจะกลับ” คิงกดวางสายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก โลกใบนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ตั้งแต่มีสิ่งที่เรียกว่าดันเจี้ยน ถ้าเป็นเมื่อก่อนขอแค่คุณมีเงินก็จะมีอำนาจตามมา แต่ตอนนี้คุณจะต้องมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง“มันต้องเป็นเพราะไอ้หน้าจืดนั่นแน่ๆ วันนี้ฉันถึงได้ซวยอย่างนี้.. ถ้าเจอแกที่มหาวิทยาลัย ฉันเอาแกแน่” คิงเดินออกไปทางประตูโดยที่ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป.. อีกทางด้านหนึ่ง..“ร้านตรงนี้น่าสนใจแฮะ.. ติดป้ายประกาศขายพอดี ลองถามดูหน่อยดีกว่า” ไอซ์ที่ขับรถออกมาจากห้างได้สักระยะหนึ่ง เขาเห็นทำเลร้านคาเฟ่ที่มันติดป้ายประกาศ ขาย/เช่า และที่สำคัญมันเป็นทำเลทองมาก เพราะมันเป็นทางเข้าของโซนบริษัททั้งขนาดเล็กจนไปถึงใหญ่ หรือจะเรียกว่ามันเป็นอุตสาหกรรมมนุษย์เลยก็ว่าได้ ไม่รอช้าไอซ์ขับรถเข้าไปจอดบริเวณหน้าร้านทันที ก่อนจะเลื่อนมือไปจับโทรศัพท์ที่เพิ่งถอยมาใหม่ และกดเบอร์โทรไปตามหมายเลขที่ติดเอาไว้“.สวัสดีครับ.. พอดีเห็นป้ายประกาศขายร้านคาเฟ่น่ะครับ เลยจะโทรมาสอบถามเรื่องราคาขายสักหน่อยน่ะครับ..” เขาพูดไป และก็ชะเง้อมองข้างในอย่างสนใจ“ค่ะ.. ราคาขายที่ตั้งเอาไว้ที่ 15 ล้านบาทนะคะ.. พอไหวไหมคะ..” ปลายสายตอบกลับมา แน่นอนว่ามันค่อนข้างแพง แต่ดูจากขนาดที่ดิน สิ่งปลูกสร้างที่แข็งแรง ทำเลที่ดิน ราคาประมาณนี้มันก็พอดีแล้ว“ราคาสูงไปหน่อยนะครับ แต่ว่าผมขอดูข้างในหน่อยได้ไหมครับ ถ้าสภาพอะไรยังดีอยู่ ผมก็ไม่เกี่ยงเรื่องราคา..” ไอซ์ตอบกลับปลายสาย และทางนั้นก็กำลังจะเดินทางมาพบเขาใน 20 นาที ไอซ์ที่ต้องรอไม่มีอะไรให้ทำ เขาก็เลยจอดรถข้างฟุตบาทหน้าทางเข้าร้าน และนั่งทดสอบมือถือใหม่อย่างฟินๆ ไม่นานรถเก๋งคันสีขาวยี่ห้อดังก็เคลื่อนตัวเข้ามาเปิดประตูรั้วของร้านนี้ ไอซ์ที่เห็นอย่างนั้นก็แสดงตัวว่าเป็นคนที่ขอมาดูร้าน และได้ขับรถเข้าไปจอดภายในร้านทันที“สวัสดีค่ะ.. ฉันชื่อปังปอนนะคะ ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรคะ จะได้เรียกกันง่ายๆ..” ปังปอนสาวตัวเล็กน่ารัก ความสูงราวๆ 165 ซม.เท่านั้นเอง แต่ไอซ์ต้องยอมรับเลยว่าเธอคนนี้น่ารักมากจริงๆ“สวัสดีครับคุณปังปอน เรียกผมว่าไอซ์ก็ได้ครับ.. เราเริ่มดูสถานที่กันเลยไหมครับ..” ด้วยความน่ารัก และรอยยิ้มของเธอ มันทำให้ไอซ์ประหม่าเล็กน้อย ปังปอนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้ม และเดินนำไปแนะนำสถานที่ในทันที...