นิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว**

    Re-new ตอนที่ 79 หัวหมู

    ตอนที่ 79 หัวหมู

     

    เสี่ยวเฉารู้สึกโล่งอก นางจึงพยักหน้าและยิ้ม“ข้ามิคิดเลยว่าท่านลุงผู้ดูแลก็ชอบกินด้วยเหมือนกัน จริง ๆ แล้วเต้าหู้เลือดของข้าทำมาจากเลือดไก่เจ้าค่ะใช้สูตรลับต้มขึ้นมา ถึงจะดูมิน่ากิน แต่ก็อร่อยมากนะเจ้าคะ”

     

    “เลือดไก่ ? มิมีกลิ่นคาวเลือดเลย อีกทั้งยังนิ่มและลื่นอีกด้วยยอดเยี่ยม ! ยอดเยี่ยมจริง ๆ ! ” ความเร็วในการกินของผู้ดูแลหลิวไม่ลดลงเลยทั้ง ๆ ที่กำลังพูดอยู่เขาได้ยินว่าคนที่จินหลิงใช้เลือดเป็ดทำซุป แต่ไม่คิดว่าเลือดไก่ก็สามารถเอามากินได้ด้วย!

     

    เมื่อหัวหน้าคนงานเห็นว่าผู้ดูแลหลิวกินเต้าหู้เลือดอย่างมีความสุขก็โล่งอกเขาหยิบเงิน 5 อีแปะส่งให้เสี่ยวเฉา “เอ้านี่ !เงินที่เหลือข้าให้เป็นรางวัล วันหน้าเจ้าจะขายเต้าหู้เลือดที่ท่าเรืออีกหรือไม่ ?”

     

    เสี่ยวเฉาก็ไม่ได้มีท่าทีพิธีรีตองมากเกินไปนักนางยิ้มพร้อมกับรับเงินมาและเอ่ยว่า “วันหน้าข้าก็จะมาขายอาหารจานเนื้อราคา 1อีแปะกับน้องอีกเจ้าค่ะ แต่อาจจะมิได้ขายเต้าหู้เลือด แต่ท่านหัวหน้ามิต้องห่วงอาหารจานเนื้อของข้าก็อร่อยมิแพ้เต้าหูเลือดเป็นแน่”

     

    “เสี่ยวเฉา ป้าใหญ่บอกลุงว่าเจ้ามาขายของที่นี่ลุงเลยมาตามหาเจ้า” หลิวเป่ย ลุงใหญ่ของเสี่ยวเฉาก้าวยาว ๆ เข้ามาหานาง เขาเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า“กินมื้อเช้าแล้วรึ ? วันนี้ลุงใหญ่ได้งานเลยมาชวนเจ้ากับฉีโตวไปกินหมั่นโถวขาวด้วยกัน”

     

    “ท่านลุงใหญ่ พวกเรากินข้าวเช้ากันก่อนจะมาที่นี่แล้วเจ้าค่ะท่านลุงยังมิได้กินใช่หรือไม่ ? ข้ายังมีอาหารตุ๋นอีกครึ่งห่อ ท่านลุงเอาไปกินกับแผ่นแป้งสิเจ้าคะ”เสี่ยวเฉารู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ป้าใหญ่มาขายอาหารที่นี่ นางจะเอาอาหารมาให้ลุงใหญ่ด้วยเสมอดังนั้นนางจึงยัดอาหารตุ๋นที่เหลือจากที่ให้เหล่าคนงานลองชิมใส่มือของหลิวเป่ยทันที

     

    “นี่เป็นอาหารที่เจ้าเอามาขายรึ ? หอมมากเลยนี่ลุงกินแค่แผ่นแป้งกับผักดองได้ เหตุใดเจ้ามิขายอันที่เหลือนี่เล่า ? ”พอหลิวเป่ยได้กลิ่นหอมน่ากินของมัน เขาก็แอบกลืนน้ำลาย แต่เขาไม่อยากเอาเปรียบหลานตนเอง

     

    เสี่ยวเฉาไม่รับห่ออาหารคืนมา นางขยิบตาให้ลุงใหญ่แทน“วันนี้ข้าขายดีมากเจ้าค่ะ อาหารตุ๋นที่ข้าเตรียมมาถูกขายไปจนหมดแล้ว ส่วนที่เหลือครึ่งห่อนี่ท่านลุงจะให้ข้าขายได้เยี่ยงไร? ใช่ว่าจะหั่นเหรียญอีแปะเป็นครึ่งหนึ่งได้นี่เจ้าคะ ท่านลุงใหญ่ไปทำธุระของท่านลุงเถอะเจ้าค่ะข้าจะไปเดินดูของที่ตลาดเสียหน่อย...”

     

    พูดจบนางก็ดึงมือของน้องชายวิ่งออกไป

     

    เมื่อหัวหน้าคนงานเห็นเหตุการณ์นี้เขาจึงหัวเราะออกมาเสียงดัง“น้องหลิว นั่นหลานของเจ้ารึ ! อาหารที่นางขายราคา1 อีแปะนั่นอร่อยดีนะ ขนาดผู้ดูแลหลิวจากเมืองหลวงยังเอ่ยชมว่าอร่อย ถ้าเจ้ามิอยากกินก็ขายให้ข้าได้นะ”

     

    อาหารตุ๋นทั้งหมดที่เขาซื้อมาเมื่อกี้ลงไปอยู่ในท้องของผู้ดูแลหลิวหมดแล้วเขาได้กัดเต้าหู้เลือดไปเพียงแค่ 2 คำเท่านั้นเอง ตอนนี้เขาก็เลยโหยหามันมากทีเดียว

     

    “หัวหน้าซุนเอ่ยอะไรเช่นนั้น ? ถ้าหากท่านชอบก็เอาไปเลยขอรับจะพูดเรื่องซื้อขายกันทำไม ? ” พวกเขาต้องได้รับการตรวจสอบจากหัวหน้าคนงานซุนก่อนถึงจะได้งานที่ท่าเรือถ้าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหัวหน้าซุน พวกเขาก็จะได้งานง่ายขึ้นในอนาคต

     

    หัวหน้าคนงานซุนพอใจมากที่หลิวเป่ยเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องเขากินอาหารตุ๋นแสนอร่อยนั่นแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “เมื่อสองสามวันก่อนมีหลานมาด้วยมิใช่รึ? วันนี้มาหรือไม่ ? เด็กนั่นดูตัวสูงแข็งแรงดีนะ ดูเหมือนจะแรงเยอะดีอีกด้วยถ้าเขากินข้าวเสร็จแล้วก็พาเขามาช่วยขนของด้วยสิ...”

     

    คนที่หัวหน้าคนงานพูดถึงก็คือหลิวจื้อเหว่ยลูกชายของบ้านสองตระกูลหลิวด้วยความที่อายุของเขายังน้อย หัวหน้าคนงานจึงไม่อยากจ้างเขา

     

    เป็นที่รู้กันทั่วไปอยู่แล้วว่าคนงานจะได้ค่าจ้าง20 - 30 อีแปะต่อวันจากการขนสินค้าที่ท่าเรือ เมื่อหลิวเป่ยได้ยินสิ่งที่หัวหน้าคนงานซุนพูดเขาก็ดีใจมากและกล่าวซ้ำ ๆ ว่า “ขอบคุณหัวหน้าซุน ! วันนี้หลานของข้าก็มาขอรับมิต้องห่วงเด็กนั่นคุ้นเคยกับการใช้แรงงาน เขาเป็นคนซื่อสัตย์เป็นอย่างมาก เขาจะมิทำให้หัวหน้าซุนผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ! ”

     

    “จะขอบคุณทำไมกัน ?คราหน้าก็ให้หลานสาวของเจ้าเก็บเนื้อเอาไว้ 1 ห่อทุกวันด้วย  กินนิดเดียวแค่นี้ไม่หายอยากเลยจริง ๆ มิต้องห่วงข้าจ่ายให้คุ้มราคาอยู่แล้ว ! ”ผู้ดูแลหลิวกินจนอิ่มแล้วก็จากไป ตอนนี้หัวหน้าซุนกำลังกินและดื่มอย่างมีความสุขเขาพอใจกับอาหารเป็นอย่างมาก

     

    ท่าเรือถังกู่มีตลาดขนาดกลางอยู่ทุกวันที่ 3, 6, 9 และ 15 ของเดือนรวมถึงวันปีใหม่  ผู้คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมาขายสินค้าของตนเองหรือซื้อสินค้าที่พวกเขาต้องการ

     

    แม้จะเรียกว่าตลาด แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นถนนคนเดินมากกว่าตลาดทั้งสองด้านของตลาดมีบ้านเตี้ย ๆ ที่ทำจากหญ้า บางที่ก็จะมีบ้านอิฐที่ดูสะดุดตาแต่ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ทำจากหญ้าหรืออิฐ มันจะเปิดก็ตอนที่ตลาดเปิดเท่านั้น โดยปกติแล้วประตูบ้านพวกนั้นจะปิดอย่างแน่นหนา

     

    วันนี้เป็นวันที่ 16 เดือน 2 และเป็นวันเปิดตลาดถึงตลาดจะเล็กแต่ก็ยังมีผู้คนอยู่ไม่น้อย  สองข้างทางถูกแปรเปลี่ยนเป็นตลอดผักขนาดย่อม

     

    บางคนแบกหัวไชเท้ากับผักกาดขาวแช่แข็งมาขายส่วนคนอื่น ๆ ก็แบกไก่, เป็ด และไข่ที่พวกเขาเลี้ยงไว้มาขาย มีพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันอีกด้วยทุกคนพยายามเรียกลูกค้ากันอย่างเต็มที่ เสียงคนขายของ, ต่อรองราคาและเสียงซุบซิบนินทาดังสอดประสานกันทำให้ดูคึกคักและมีชีวิตชีวายิ่งนักเสี่ยวเฉาจูงมือน้องชายเดินฝ่าฝูงชน บางคราพวกเขาก็เซไปมาเพราะถูกผู้คนเบียด

     

    “เสี่ยวเฉา ? ฉีโตว ? มาที่นี่กันเองรึ ?หรือว่าที่บ้านมิมีอาหารกิน ? ” ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้พวกเขาเดินมาได้ไม่ทันไรก็เจอเข้ากับคนคุ้นเคยเข้าเสียแล้ว คนที่กล่าวทักก็คือปู่ของเสี่ยวเฉาและที่เดินตามอยู่ด้านหลังก็คือลุงของนาง หยูต้าชาน ที่กำลังแบกตะกร้าปลาอยู่

     

    แม้ว่าเสี่ยวเฉาจะไม่พอใจปู่และลุงของนางแต่นางก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับพวกเขา เด็กหญิงจึงยิ้มบาง ๆ ให้และตอบว่า “มิใช่เจ้าค่ะ ฉีโตวกับข้าแค่มาเดินดูเฉยๆ ”

     

    เฒ่าหยูมองหลานชายหลานสาวที่ดูหมางเมินกับเขาแล้วคิดถึงลูกชายคนรองที่ออกจากบ้านไปแบบไม่มีอะไรติดตัวถ้าไม่ใช่เพราะญาติทางสะใภ้รองที่ส่งเงินมาให้ลูกของเขากับพวกชาวบ้านที่ช่วยเหลือเขาพวกเขาก็คงไม่มีบ้านอยู่ในวันที่หนาวเย็นเช่นนี้ พอเขาคิดแล้วก็อดรู้สึกผิดขึ้นไม่ได้

     

    คิดแล้วเขาก็หันไปคว้าตะกร้าปลาจากต้าชานแล้วเทปลาเหลืองขนาดเล็ก10 ตัวที่ขายไม่ออกลงในตะกร้าของเสี่ยวเฉาเฒ่าหยูใช้มือที่มีกลิ่นคาวปลาลูบหัวฉีโตวแล้วเอ่ยว่า“เอาปลากลับไปกินที่บ้านนะ...มีเงินติดตัวกันหรือไม่ ? ถ้ามิมีปู่จะซื้อของที่เจ้าอยากได้ให้”

      

    หยูต้าชานขยับปากขณะที่มองพ่อของเขาแต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาหลายวันมานี้เมื่อไม่มีหยูไห่ผู้เชี่ยวชาญในการจับปลาพวกเขาก็จับปลาได้น้อยลงเรื่อย ๆ อีกทั้งชนิดของปลาที่จับได้ก็น้อยลงเช่นกัน พวกเขาเสียลูกค้าประจำในเมืองไปสองสามรายแล้วตอนนี้การค้าของพวกเขาเลวร้ายลงเรื่อย ๆ แล้ว

     

    ทุกครั้งที่พวกเขาเอาเงินกลับบ้านนางจางจะบ่นว่าน้อยเกินไปและไม่พอค่าใช้จ่ายในครอบครัวเงินที่พวกเขาได้จากการขายปลาวันนี้เป็นจำนวนเงินที่ต่ำที่สุดที่เคยได้มาถ้าพวกเขายังซื้อของให้เด็ก ๆ อีก เขากลัวว่าพอกลับถึงบ้าน คงจะโดนนางจางก่นด่าเสียยืดยาวไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่!

     

    เมื่อเขาเห็นเสี่ยวเฉาส่ายหน้าและเอ่ยว่า“มิต้องหรอกเจ้าค่ะท่านปู่ พวกเราเอาเงินมาด้วย” เขาก็รู้สึกโล่งอก ที่บ้านแม่ของเขาเอาแต่บ่นเรื่องเงินส่วนภรรยาของเขาก็พูดมากเกินไป ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกรำคาญมากยิ่งนัก

     

    หลังจากกล่าวลาปู่แล้วเสี่ยวเฉาก็เดินต่อไป ทันใดนั้นนางก็เห็นร้านขายเนื้อหมูเข้า นางจึงดึงฉีโตวเดินเข้าไปคนขายเนื้อผิวดำร่างอ้วนและมีเคราหยาบ ๆ พันกันยุ่งเหยิงดวงตาใหญ่เป็นพิเศษทำให้เวลาที่เขามองใครจะดูเหมือนว่าเขากำลังถลึงตาจ้องอยู่จึงดูน่ากลัวพอสมควร

     

    แต่คนที่รู้จักเขาทุกคนจะรู้ว่าคนขายเนื้อหวังเป็นคนดีเวลาที่เขาขายเนื้อ เขาไม่เคยลดปริมาณหรือแอบเปลี่ยนเนื้อของลูกค้าเลยสักครั้งและยังแถมให้ลูกค้าประจำของเขานิดๆ หน่อย ๆ อยู่ตลอดอีกด้วย ชื่อเสียงของเขาจึงค่อนข้างดีในแถบหมู่บ้านใกล้เคียง

     

    “แม่หนูน้อย เจ้าสนใจจะซื้อเนื้อรึ ? ”คนขายเนื้อหวังรู้ว่าหน้าตาของเขามักจะทำให้เด็กกลัวและร้องไห้อยู่บ่อย ๆดังนั้นเมื่อเห็นสองพี่น้องเขาจึงรีบยิ้มอย่างที่เขาคิดว่าเป็นยิ้มใจดีให้กับเด็ก ๆอีกทั้งยังทำเสียงนุ่มเรียกพวกเขาอีกด้วย แต่เขาไม่รู้ตัวว่าสีหน้าเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวมากขึ้นไปอีก

     

    ฉีโตวกลัวจนหนีไปหลบอยู่ด้านหลังพี่สาวแต่พอคิดได้เขาก็ก้าวออกมายืนอยู่ข้างหน้าพี่สาวของเขา เขาคุยโวที่บ้านไว้ว่าจะปกป้องพี่สาวของเขาให้ดีแต่ดูจากหมัดที่กำแน่น  ตัวสั่น หน้าแดงก็เห็นได้ชัดว่าเขากำลังจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว

     

    เมื่อคนขายเนื้อหวังเห็นว่ายิ้มของเขาให้ผลตรงกันข้ามเขาก็เกาหัวอย่างเก้อ ๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากชมฉีโตว “เจ้าหนูกล้าหาญดีนี่นารู้จักปกป้องพี่สาวด้วย เป็นลูกผู้ชายต้องคอยปกป้องผู้หญิง เจ้าทำถูกต้องแล้ว ! ”

     

    ดูจากท่าทางและน้ำเสียงของเขาแล้วเสี่ยวเฉาก็บอกได้ว่าชายคนนี้เป็นเจ้าทึ่มที่หน้าโหดแต่ใจดี นางจับบ่าน้องชายแล้วขยี้หัวเขาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ท่านลุงชม เหตุใดถึงยังมิรีบขอบคุณอีก ? ”

     

    ฉีโตวก้มหัวแบบอาย ๆ แล้วตอบว่า “ขอบคุณขอรับ...”

     

    “เด็กดี เด็กดีจริง ๆ...เจ้าอยากได้อะไรล่ะ? ประเดี๋ยวลุงลดให้” คนขายเนื้อหวังหัวเราะเสียงดังเสียงของเขาดังราวกับเสียงฟ้าผ่า

     

    หยูเสี่ยวเฉามองเนื้อในร้าน นางเห็นว่ามีเนื้อส่วนขาขนาดกลางๆ ไม่อ้วนไม่ผอมเหลืออยู่ไม่ถึง 2 ชั่ง และยังมีมันหมู, กระดูกหมูไม่กี่ชิ้น และหัวหมูขนาดใหญ่1 หัว

     

    สายตาของเสี่ยวเฉาจึงสะดุดอยู่ที่หัวหมูทันทีนางเอ่ยถามว่า “คุณลุงเจ้าคะ หัวหมูนี้ขายเยี่ยงไร ? แล้วมีตับหมู, หัวใจหมู, กระเพาะหมูกับไส้หมูขายด้วยหรือไม่เจ้าคะ ? ”

     

    ในยุคนี้หัวหมูเกือบทั้งหมดจะถูกใช้เป็นเครื่องเซ่นต่อเทพเจ้ามีเพียงไม่กี่ครอบครัวเท่านั้นที่จะกินหัวหมู เหตุผลหลักที่คนไม่กินหัวหมูก็เพราะพวกเขาไม่ชอบรสชาติของมัน  ถ้าทำออกมาได้ไม่ดี น้ำมัน, เกลือ, ฟืนและธัญพืชที่พวกเขาใช้ไปกับหัวหมูก็จะเสียเปล่า

     

    แต่เนื่องจากวันตรุษจีนผ่านไปแล้วจึงไม่มีใครสนใจหัวหมูอีกเลยหลังจากได้ยินคำถามของนาง คนขายเนื้อจึงเอ่ยถามอย่างหวังดีว่า “แม่หนูน้อย เหตุใดครอบครัวของเจ้าถึงอยากได้หัวหมูล่ะ? คิดจะเอามันไปทำอันใดรึ ? หัวหมูมิอร่อยหรอกนะ เหตุใดมิซื้อกระดูกหมูไปทำซุปล่ะ ?ลุงขายราคาถูก ๆ ให้ได้นะ ส่วนตับหมูกับหัวใจหมูถูกขายไปหมดแล้วล่ะกระเพาะหมูกับไส้หมูเหม็น ๆ สกปรก ไม่โยนทิ้งก็เอาให้หมากิน ครอบครัวเจ้าเลี้ยงหมาด้วยรึ? ”

     

    อย่างที่คาดเอาไว้...คนในยุคนี้ไม่มีวิธีทำความสะอาดอวัยวะภายในที่เหม็นและสกปรกของสัตว์และเพราะไม่มีวิธีทำความสะอาด พวกเขาจึงไม่กล้ากินมันแต่กระเพาะหมูกับไส้หมูเอามาตุ๋นแล้วอร่อยมากเลยนะ อีกทั้งหัวหมูตุ๋นก็เป็นหนึ่งในอาหารที่ขายดีที่สุดในร้านของนางเมื่อชาติก่อนด้วย!

     

    “ข้าก็มิรู้เช่นกันว่าจะเอาไปทำอะไร ท่านพ่อของข้าบอกให้มาซื้อน่ะเจ้าค่ะหัวหมูราคาต่อชั่งเท่าไหร่รึเจ้าคะ ? ขอกระเพาะหมูกับไส้หมูทั้งหมดด้วยนะเจ้าคะ...” เสี่ยวเฉาชี้ไปที่หัวหมูพร้อมกับยิ้มและขอให้เขาขายมันให้กับนาง

     

    คนขายเนื้อพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “มิต้องชั่งหรอกปกติหัวหมูจะขายหลังจากคนซื้อคนขายตกลงกันได้ ราคาปกติจะอยู่ที่ 8 อีแปะ แต่ตอนนี้มิใช่ช่วงเทศกาลลุงจะขายให้เจ้า 6 อีแปะก็แล้วกัน วันนี้กระเพาะหมูกับไส้หมูมิได้โยนทิ้ง ถ้าเจ้าอยากได้ลุงก็แถมให้ไปเลย”

     

    ไอหยา !หัวหมูปกติจะหนักประมาณ 7 - 8 ชั่ง แต่ขายแค่ 6 อีแปะ ! ถูกมาก! อีกทั้งยังได้กระเพาะกับไส้ฟรีอีกด้วย ! หยูเสี่ยวเฉารู้สึกว่ามาเดินเที่ยวครานี้คุ้มค่ายิ่งนัก

     

    เมื่อคิดถึงธุรกิจระยะยาวของนางเสี่ยวเฉาก็ถามขึ้นทันทีว่า “ท่านลุงเจ้าคะ มีเนื้อเหลืออยู่ในร้านไม่มากเช่นนี้แสดงว่าการค้าของท่านลุงต้องดีมากเป็นแน่ท่านลุงฆ่าหมูบ่อยแค่ไหนรึเจ้าคะ ? ”

     

    คนขายเนื้อหวังหัวเราะเสียงดังและตอบอย่างภูมิใจว่า“ต้องขอบคุณพวกชาวบ้าน ร้านเนื้อของลุงขายดีเลยล่ะ ข้าจะฆ่าหมู 1ตัวเกือบทุกครั้งที่ตลาดเปิด ส่วนตอนอื่น ๆ ข้าก็จะยุ่งกับการจับหมูในหมู่บ้านน่ะ”

    คล้ายกับเรื่องนิยายแปล ทุ่งรวงทอง **จบแล้ว** ที่คุณอ่าน

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    นิยาย แฟนตาซี
    235K 400
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.13M 4052