"และกลุ่มดาวที่อยู่ถัดไปตรงนั้น..."
เสียงแหบเบาดังฝ่าความหนาวเย็นของยามราตรีเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กชายในชุดสีเข้มที่นอนหงายอยู่บนพื้นระเบียงไม้กระดานปลายนิ้วชี้ขวาของเขายังคงวาดค้างอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบชี้ตรงไปยังจุดแสงสว่างที่กระจัดกระจายอยู่บนผืนผ้าใบสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำของท้องฟ้าเหนือจวนตระกูลเสิ่น
"นั่นคือกลุ่มดาวเต่าดำ...ปกปักทิศอุดร"
น้ำเสียงของเสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้มีความกังวานใสไม่ได้มีจังหวะจะโคนของการเล่านิทานชวนฝันเฉกเช่นองค์รัชทายาททว่ามันเป็เสียงที่ราบเรียบ สม่ำเสมอ และเชื่องช้าเขาเว้นจังหวะลมหายใจระหว่างชื่อของดวงดาวแต่ละกลุ่มปล่อยให้ไอความร้อนสีขาวขุ่นลอยกรุ่นขึ้นไปในอากาศก่อนจะจางหายไป
มันเป็เพียงชื่อเป็เพียงตำแหน่งบนแผ่นฟ้าเป็ความรู้ที่ถูกจารึกไว้ในความทรงจำจากแผ่นดินที่ลมพายุพัดแรงกว่าที่นี่
"ส่วนตรงนั้น..."
ปลายนิ้วของเขาขยับเปลี่ยนทิศทางเลื่อนต่ำลงมาใกล้กับแนวหลังคากระเบื้องดินเผา
"กลุ่มดาวเสือขาว...ทิศประจิม"
ความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาลเบื้องบนแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต ท่ามกลางความเวิ้งว้างที่ไม่อาจหยั่งถึงนั้นร่างของเด็กสามคนที่นอนเรียงเคียงกันอยู่บนพื้นระเบียงไม้ดูเล็กจ้อยราวกับฝุ่นผงทว่าภายใต้ความกว้างใหญ่นั้นกลับไม่มีความรู้สึกอ้างว้างหรือโดดเดี่ยวหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
ทว่าในระหว่างที่เสียงแหบเบาของเสิ่นเยี่ยนฉือยังคงทำหน้าที่เป็เข็มทิศชี้ทางบนแผ่นฟ้านั้นความเคลื่อนไหวทางฝั่งซ้ายสุดของระเบียงก็ค่อยๆ หยุดนิ่งลง
เสียงผ้าไหมสีงาช้างที่เคยเสียดสีกับพื้นกระดานไม้จากการพลิกตัวเงียบหายไปเสียงกังวานใสของป้ายหยกมันแพะที่เคยกระทบกับพู่ไหมทุกครั้งที่ผู้สวมใส่ขยับกายบัดนี้หยุดส่งเสียง ติง... ติง... อย่างสิ้นเชิง
จ้าวเหยียนโจวไม่ได้เอ่ยถามคำถามใดๆ ต่อไม่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่มดาวเสือขาวลมหายใจของเด็กชายที่เคยกะท่อนกะแท่นตามประสาคนพูดมากแปรเปลี่ยนเป็จังหวะที่เชื่องช้า ลึกซึ้ง และสม่ำเสมอ
ไอความร้อนที่พ่นออกมาจากริมฝีปากของจ้าวเหยียนโจวทอดตัวเป็สายยาวและคงที่ร่างกายของเขาทิ้งน้ำหนักลงกับพื้นกระดานไม้อย่างสมบูรณ์ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนและาหิมะเมื่อ่สายดึงรั้งสติสัมปชัญญะของเขาให้จมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่แสนปลอดภัย
เขาหลับสนิทไปแล้วท่ามกลางความหนาวเหน็บและเสียงบอกเล่าตำแหน่งดวงดาวที่ราบเรียบ
เสิ่นเยี่ยนฉือรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของจังหวะลมหายใจนั้นทว่าเขาไม่ได้หยุดชะงัก ไม่ได้หันไปมองว่าสหายร่วมลานฝึกได้เข้าสู่ห้วงฝันไปแล้วเขาเพียงแค่ปล่อยให้จ้าวเหยียนโจวหลับใหลไปตามธรรมชาติและยังคงทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
"เหนือขึ้นไปจากแม่น้ำสีเงิน..."
เยี่ยนฉือเอ่ยต่อปลายนิ้วลากผ่านใจกลางของท้องฟ้า
"นั่นคือดาวคันชั่ง..."
เถาอิ่งที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างเด็กชายทั้งสองยังคงเบิกตากลมโตมองตามปลายนิ้วของเขาท้องฟ้าในยามนี้เต็มไปด้วยจุดแสงสว่างนับไม่ถ้วนจนชวนให้พร่ามัวเด็กหญิงพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ความง่วงงุนที่เริ่มก่อตัวขึ้นเป็ริ้วๆ
ความอบอุ่นจากเสื้อคลุมขนกระต่ายตัวหนาที่ห่อหุ้มร่างกายประกอบกับความเย็นเยียบของอากาศภายนอกที่ปะทะใบหน้าสร้างความรู้สึกผ่อนคลายที่ยากจะต้านทาน ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเสียงแหบพร่าและสม่ำเสมอของเสิ่นเยี่ยนฉือที่ดังอยู่ข้างใบหูไม่ได้ให้ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ แต่มันให้ความรู้สึกหนักแน่น มั่นคง และปลอดภัยราวกับรากของต้นไม้ใหญ่ที่ยึดโยงผืนดินเอาไว้
"ดาว...คันชั่ง..."
เถาอิ่งทวนคำเสียงแ่เบาเปลือกตาของเธอเริ่มหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ
"มันใช้ชั่งสิ่งใดหรือ..."
คำถามของเด็กหญิงขาดห้วงและเบาหวิวคล้ายกับการละเมอมากกว่าการ้าคำตอบอย่างจริงจังเธอไม่ได้หันหน้าไปทางเสิ่นเยี่ยนฉือ สายตายังคงพยายามจับจ้องอยู่ที่ท้องฟ้าทว่าจุดสีเงินเ่าั้เริ่มพร่าเบลอและเต้นระริก
เยี่ยนฉือไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันทีเขารอให้ลมพัดผ่านไปหนึ่งระลอก ก่อนจะเปิดริมฝีปาก
"ไม่มีผู้ใดรู้..."เขาตอบเสียงเบา
"มันเป็เพียงสิ่งที่มนุษย์เรียกขาน"
เสียงของเขาเป็ดั่งสมอเรือที่ทอดสมอลงในผิวน้ำที่นิ่งสนิทเถาอิ่งกะพริบตาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เปลือกตาของเธอไม่ได้เปิดขึ้นจนสุดอีกต่อไปความเหนื่อยล้าจากการเล่นหิมะและพิษไข้ที่เพิ่งจะสร่างซาไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเริ่มทวงคืนสิทธิ์ในการพักผ่อน
เธอไม่ได้พยายามฝืนรั้งสติสัมปชัญญะของตนเองอีกต่อไป
ในความเงียบที่โรยตัวลงมาอย่างเชื่องช้าศีรษะเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมสีดำขลับของเถาอิ่งค่อยๆเอียงเอนลงมาทางด้านขวาตามแรงโน้มถ่วงอย่างเป็ธรรมชาติ
และแล้ว น้ำหนักเบาหวิวทว่าชัดเจนก็ทิ้งตัวลงบนท่อนแขนด้านซ้ายของเด็กชายในชุดสีเข้ม
ไออุ่นจากผืนผ้าขนกระต่ายและเส้นผมของเด็กหญิงแผ่ซ่านทะลุผ่านเนื้อผ้าฝ้ายสีเข้มเข้ามาัักับิัของเสิ่นเยี่ยนฉือลมหายใจของเถาอิ่งที่เคยพ่นออกสู่ท้องฟ้า บัดนี้รินรดอยู่ใกล้กับลาดไหล่ของเขาจังหวะการหายใจของเธอแปรเปลี่ยนเป็ความสม่ำเสมอและลากยาว เข้าสู่ห้วงนิทราตามองค์รัชทายาทไปอีกคน
เสียงของเสิ่นเยี่ยนฉือที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยชื่อดวงดาวดวงถัดไปขาดห้วงและหยุดชะงักลงกลางคัน
ริมฝีปากของเขาที่เผยอออกเล็กน้อยปิดสนิทลงในทันทีปลายนิ้วชี้ขวาที่เคยวาดค้างอยู่ในอากาศค่อยๆลดระดับลงมาวางประสานกันไว้บนหน้าท้องดังเดิม
เขาไม่ขยับตัว
เสิ่นเยี่ยนฉือนอนนิ่งงันราวกับรูปสลักหินที่ถูกแช่แข็งร่างกายของเขาแข็งเกร็งไปชั่วอึดใจหนึ่งเมื่อััได้ถึงน้ำหนักที่กดทับลงมาบนท่อนแขนมันไม่ใช่น้ำหนักของดาบไม้ที่ใช้ฝึกซ้อม ไม่ใช่น้ำหนักของกล่องไม้เก่าๆที่เขาเคยกอดรัดไว้แน่นเพื่อเตือนให้ระลึกถึงความสูญเสีย
เด็กชายผู้เติบโตมาพร้อมกับสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดผู้ที่มักจะระแวดระวังทุกความเคลื่อนไหวรอบกายบัดนี้กลับเลือกที่จะสะกดกลั้นสัญชาตญาณเ่าั้เอาไว้อย่างหมดสิ้น
เขาไม่ได้หันใบหน้ากลับมามองคนที่หลับใหลอยู่บนแขนของตนไม่ได้ปรายตาลงไปสำรวจว่าเธอหนาวหรือไม่ ไม่ได้ยกมือขึ้นมาจัดแจงผ้าห่มหรือลูบเส้นผมที่ปรกหน้าของเธอออกให้
เขาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่จะแสดงออกถึงการ'ดูแล' ตามแบบแผน
เขาเพียงแค่หยุดพูดและรักษาร่างกายของตนเองให้ปราศจากความเคลื่อนไหวใดๆเพื่อไม่ให้รบกวนจังหวะการหายใจของคนที่กำลังพิงพิงเขาอยู่
ดวงตาของเสิ่นเยี่ยนฉือยังคงเบิกโพลงทอดสายตาขึ้นไปยังผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้มเบื้องบนเขาล็อกสายตาของตนเองไว้ที่จุดแสงสว่างจุดหนึ่งที่ส่องประกายอยู่อย่างโดดเดี่ยวทางทิศเหนือ
ดาวเป่ยจี๋...ดาวเหนือที่ไม่เคยเปลี่ยนทิศทาง
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความเงียบงันที่สมบูรณ์แบบที่สุดท้องฟ้าเบื้องบนค่อยๆ หมุนวนเปลี่ยนองศาไปตามกลไกของจักรวาลกลุ่มดาวบางกลุ่มคล้อยต่ำลงสู่ขอบฟ้าในขณะที่ดาวเหนือยังคงตอกหมุดอยู่ที่ตำแหน่งเดิมไม่สั่นคลอน
ลมเหนือพัดกรรโชกมาเป็ระลอกหอบเอาความเย็นเยียบมาโลมไล้ร่างกายของเด็กทั้งสามคน เกล็ดน้ำแข็งเล็กๆเริ่มก่อตัวขึ้นตามชายคาและขอบระเบียงไม้กระดาน อากาศหนาวเย็นลงจนแทบจะบาดผิว
ทว่าเสิ่นเยี่ยนฉือยังคงนอนนิ่งอยู่เช่นนั้น
แขนซ้ายของเขาที่รองรับน้ำหนักของศีรษะเถาอิ่งเริ่มรู้สึกชาหนึบทว่าเขาไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อเพื่อคลายความเมื่อยล้า ไม่ได้เปลี่ยนท่านอนเขาควบคุมแม้กระทั่งจังหวะการเต้นของหัวใจและการสูดลมหายใจเข้าออกให้แ่เบาที่สุดเพื่อให้แน่ใจว่าผืนระเบียงแห่งนี้จะสงบเงียบราวกับไม่มีผู้ใดตื่นอยู่
เขาไม่ได้มีความคิดที่ซับซ้อนไม่ได้มีถ้อยคำสวยหรูผุดขึ้นมาในหัวไม่ได้ตั้งคำถามกับตนเองว่าความรู้สึกที่กำลังอัดแน่นอยู่ในอกยามนี้เรียกว่าสิ่งใด
ความเงียบที่โรยตัวอยู่บนระเบียงไม้ไม่ได้ให้ความรู้สึกอ้างว้างหรือกดดันอีกต่อไปมันกลายเป็ความเงียบที่ทำหน้าที่ประคับประคอง ปกป้อง และโอบอุ้ม
ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ทอดตัวอยู่เบื้องบนลานหิมะที่กว้างใหญ่และเหน็บหนาวถูกทอดทิ้งไว้เื้ั
ภาพที่ปรากฏอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรีมีเพียงผืนฟ้าที่ประดับประดาด้วยดวงดาวนับหมื่นแสนและร่างของเด็กสามคนที่นอนเรียงเคียงกันอยู่บนพื้นกระดานไม้
ไอความร้อนสีขาวขุ่นสามสายลอยกรุ่นขึ้นสู่อากาศที่เย็นจัด
สองสายแรกพ่นออกเป็จังหวะเชื่องช้าสม่ำเสมอ และผ่อนคลาย บ่งบอกถึงการเดินทางเข้าสู่ห้วงฝันที่แสนสงบและปลอดภัย
ส่วนไอความร้อนสายที่สาม ยังคงพ่นออกเป็จังหวะที่ตื่นตัวแ่เบา ทว่าคงที่
และท่ามกลางทะเลดาวที่สาดส่องแสงลงมาดาวเหนือยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างเงียบเชียบสาดประกายแสงสีเงินยวงลงมาอาบไล้ร่างของเด็กชายผู้ไม่ยอมขยับเขยื้อน
ไม่มีการเอื้อนเอ่ยคำใดไม่มีการกระทำที่ยิ่งใหญ่
มีเพียงน้ำหนักเบาหวิวบนท่อนแขนซ้ายและดวงตาที่เปิดค้างเฝ้ามองความเวิ้งว้างของท้องฟ้าตลอดทั้งคืน