ระบบทายาทมาเฟีย

    อกหักไม่พอ ยังต้องอับอายด้วย

     

            ผมสูดลมหายใจเข้าลึก แหงนหน้ามองเพดานสีขาวเปลือยเปล่าเพื่อไล่ของเหลวไหลกับเข้าไปในตา ทุกอย่างจบแล้ว ก็แค่เริ่มต้นใหม่ ผมบอกตัวเองแบบนั้นก่อนจะตัดสินใจหมุนลูกบิดประตูห้องเรียน

    เสียงของอาจารย์เฉลิมพลยังคงดังเอื่อยๆ เป็๲ระดับเสียงโทนเดียวระหว่างที่ผมเดินชิดผนังไปยังโต๊ะ๪้า๲๤๲ เพื่อนสามสี่คนยกมือเล็กน้อยส่งมาให้จากทั่วทุกมุมห้อง แต่ผมเปลี่ยวเกินกว่าจะนั่งกับใครตอนนี้ ผมเลือกโต๊ะมุมแถวสุดท้ายเพื่อปลีกวิเวกคนเดียว วางเอกสารปึกหนาที่ถือมาด้วยลงอย่างหมดแรงซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่วิชาวัสดุวิศวกรรมที่กำลังเรียนอยู่


            ผมนึกอยากให้อาจารย์สอนด้วยน้ำเสียงตื่นตัวกว่านี้อีกสักหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยไม่ทำให้ผมจมลงไปในความทรงจำที่มีแต่คำพูดของส้ม

            

            ‘วุ่นวายมาก’ 


            ‘เมื่อคืนน้ำโทรหาเราจนเราแทบจะเป็๲บ้าอยู่แล้ว’ 


            ผมล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง นึกสงสัยว่าโทรหาส้มไปมากแค่ไหนกันถึงทำให้อีกฝ่ายรำคาญขนาดนั้น แต่พอกดปลดล็อกหน้าจอด้วยการสแกนลายนิ้วมือเสร็จ เสียงร้องครวญครางก็ดังก้องทั้งห้อง


            “อ๊ะ! อ๊ะ! อ๊าาาาาาาาาา อื้อออออออ~~~~” 


            ตามมาด้วยเสียงรัวป๊าบๆ ไม่ยั้งทำเอาผมหลุดสบถออกมา


            “เชี่ย!”


            รีบกดล็อกหน้าจอทันทีที่เห็นภาพเปลือยสองร่างกำลังทำกิจกรรมเข้าจังหวะอย่างครึกครื้น ยังไม่ต้องคิดถึงรายละเอียดยิบย่อยที่กระทบลูกตาพาสติเตลิด แล้วห้องเรียนก็เงียบกริบ เสียงสวดมนต์ของอาจารย์เฉลิมพลหายไปแล้ว แทนที่ด้วยเสียงหัวใจผมที่เต้นแรงยิ่งกว่ากลองชุด ในหัวมีแต่คำว่า


            ฉิบหาย!


            “เอ่อ…นิสิตครับ” อาจารย์เฉลิมพลพูด ผมไม่อยากเงยหน้าขึ้นมาเลย แต่ก็ต้องทำพลางยิ้มแหยะๆ “อดใจอีกสองชั่วโมงนะ แต่ถ้าไม่ไหวผมอนุญาตให้ไปห้องน้ำได้ครับ”


            เสียงหัวเราะดังลั่น บอกได้คำเดียวเลยว่าอายมาก อายทั้งที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ความเศร้ายังไม่ทันหายความอายก็เข้ามาแทรกอีก ผมหันมองไอ้กันต์ มิ้นท์และไอ้ปอที่ขำจนท้องแข็ง นี่ยังไม่รวมเพื่อนคนอื่นๆ ที่ส่งเสียงวิ๊ดวิ้วผิวปากอย่างหฤหรรษ์อีก


            “เอาล่ะๆ” อาจารย์เฉลิมพลยกมือปราม “ตั้งสติแล้วเรียนต่อนะ อย่าเพิ่งคิดอะไรไปไกล”


            ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครตั้งสติได้แล้ว ไอ้เพื่อนแสบทั้งหลายต่างหันมาทำท่าล้อเลียนไม่หยุด ส่วนผู้หญิงก็ใช้มือปิดปากหัวเราะคิกคัก ความอับอายทำผมต้องยกเอกสารปึกหนาขึ้นมาปิดหน้าบางๆ ของตัวเอง


            “อะไรวะเนี่ย” ปากบ่นพึมพำส่วนสายตาก็เหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิท แต่ไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะมันอีก กลัวมันร้องโหยหวนยิ่งกว่าเดิม ใช้เวลาสองชั่วโมงซ่อนตัวหลังกระดาษเอสี่จนกระทั่งจบคลาส แผนการนอนที่เตรียมมาล้มเหลวหมด        


            เสียงเก้าอี้ครูดพื้นดังขึ้นพร้อมกับเสียงพูดคุยจอแจหลังจากอาจารย์ออกจากห้อง ผมภาวนาให้ทุกคนลืมมันไปซะ แต่ดูท่าว่ามันจะตรงกันข้าม

        

            “อ๊ะ!….อื้มมมมม….อ๊าาาาา” ไอ้บ้าคนแรกทำเสียงล้อเลียน


            “เห้ยไอ้มิ้นท์ ถ้าไม่ไหวเข้าห้องน้ำได้นะเว้ย” แล้วทั้งหมดก็หลุดหัวเราะลั่น ยกเว้นผมที่เอามือกุมขมับแน่น

    พวกเวร!


            “ไม่เอาครับ อย่าล้อเพื่อนผม” เสียงคุ้นหู๻ะโ๷๞กลบเสียงของคนทั้งหมด “มันเพิ่งอกหัก ของขาดครับ เห็นใจหน่อย”


            บัดซบกว่าเดิมอีก…


            ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นเสียงฝีเท้าก็คนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นใบหน้าทั้งหมด ผมก็ถอนหายใจ วางกระดาษในมือกระแทกโต๊ะเสียงดังตึง!


            “พวกมึงใช่ไหม” พูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้น “ที่แกล้งกูอ่ะ”


            “แกล้งไร ใครแกล้งมึง” ไอ้มิ้นท์ทำหน้ามึนแต่โคตรมีพิรุธ ไอ้ปอแสร้งหันมองทางอื่น ส่วนไอ้กันต์ซึ่งเป็๞ผู้ชายผิวเข้มเพียงคนเดียวกลับยืนกลั้นขำอย่างกวนส้นเท้า


            “ก็ไอ้คลิป…” ผมหยุดเมื่อเห็นว่ายังมีเพื่อนผู้หญิงอีกหลายคนที่ยังไม่ออกไปจากห้อง ไอ้กันต์ปล่อยหัวเราะก๊ากอีกครั้ง ก่อนจะรีบหุบปากทันทีที่ผมตวัดสายตามอง


            “โทษๆ กูพยายามแล้วแต่ไม่ไหว เนี่ย…กูไม่เคยเห็นมึงเสียอาการไง มันเลยหยุดขำไม่ได้”


            “ยอมรับมาว่าพวกมึงทำ” ผมไล่บี้ต่อ


            “ทำไร ไม่ได้ทำอะไรเลย” ไอ้มินท์ยังตีมึน


            ผมทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ พยักหน้าเป็๞ความหมายว่า ‘ได้!’ จากนั้นก็๱ั๣๵ั๱นิ้วหัวแม่มือบนตำแหน่งสแกนปลดล็อกโทรศัพท์ นั่งเตรียมใจครู่หนึ่งเพื่อรอฟังเสียงครวญครางอย่างมีอารมณ์


            …


            ทว่าคราวนี้กลับเงียบสนิท


            หน้าจอโทรศัพท์ที่ควรจะปรากฏร่างเปลือยเปล่าสองร่างกลับมืดตื้อ ผมยืดหลังตรง ตั้งใจสแกนนิ้วอีกครั้ง


            “ฉิบหาย พังเหรอวะ” นั่นไม่ใช่คำพูดของผมแต่เป็๞ไอ้มิ้นท์ สีหน้ามันดูกังวลทันที


            “แบตหมดหรือเปล่า” ไอ้ปอตั้งข้อสันนิษฐาน


            “ไม่” ผมส่ายหน้า “มันไม่ขึ้นเตือนว่าแบตจะหมด” พูดไปพร้อมกับรู้สึกหวั่นใจแปลกๆ


            “อย่าบอกนะว่าพังจริง”


            “มึงลองกดเปิดเครื่องสิ”


            “ก็กดอยู่เนี่ย” ผมพูดพลางบีบปุ่มด้านข้างของโทรศัพท์หลายครั้ง


            “ไม่ติดเหรอวะ”


            “เพราะพวกมึงนั่นแหละ”


            “มึงทำโทรศัพท์ตกเองหรือเปล่า ไอ้น้ำ”


            ผมเงยหน้ามองหน้าไอ้มินท์ “พวกมึงเอาโทรศัพท์กูไปเปิดดูคลิปโป๊ ไอ้ห่า”


            “กูขอโทษ แต่มันไม่น่าจะพังหรือเปล่าวะ”


            “หรือว่าจะโดนไวรัส” ไอ้ปอแสดงความคิดเห็น “ไอ้กันต์ กูบอกแล้วไงว่ามันอาจจะเป็๞ไวรัส”


            “อ้าว กูผิดเฉย” ไอ้กันต์ร้อง


            “พวกมึงรู้ว่ามันอาจจะเป็๞ไวรัสแต่ก็ยังเปิดเนี่ยนะ” ผมเหว


            “กูขอโทษ” ไอ้กันต์ทำหน้าหงอย “ก็กูเห็นข้อความมันเด้งขึ้นมา แล้วกูก็เมา แล้วมันก็เป็๞รูปอย่างว่า...”


            “พวกมึงซื้อโทรศัพท์คืนกูเลย”


            “ไปให้ร้านซ่อมก็ได้มั้ง” ไอ้มินท์ลากเสียงยาว ผมวางมือถือลง ยกแขนกอดอก จ้องมันเขม็ง “มึงอย่ามองกูเหมือนอยากฆ่ากูแบบนั้นสิ”


            “กูอยากฆ่ามึง” ผมบอก


            “เดี๋ยวออกค่าซ่อมให้”


            “กูอกหักอยู่ แต่พวกมึงยังมีอารมณ์มานั่งดูคลิปโป๊”


            “ก็บอกแล้วว่าข้อความมันเด้งเข้ามา” ไอ้กันต์พูด “มันบอกว่ามึงเป็๞คนที่ถูกเลือก”


            “ไอ้สัตว์”


            “อย่าด่ากู กูเจ็บ”


            “ป่ะ ไปกินข้าวกัน” ไอ้มินท์เปลี่ยนเ๹ื่๪๫ เดินมาเอาแขนพาดไหล่ผม “เที่ยงแล้ว”


            ผมสะบัดแขนออก “ไปกินข้าวห่าอะไร เอามือถือกูไปซ่อม!”


            “ไปกินข้าวก่อน แล้วค่อยเอาไปซ่อม”


            “เดี๋ยวพวกกูเลี้ยงข้าวเอง” ไอ้ปอบอก


            “เนี่ย โทรศัพท์มึงพังก็ดีนะ” ไอ้มินท์พูดต่อ “มึงจะได้เลิกโทรหาแฟนเก่าได้สักทีไง”