เมื่อซ่งอวี่เก็บสำรับอาหารที่เหลือลงใน ถุงหนังแพะ ที่ชายชราได้หยิบยื่นให้เสร็จสิ้นนั้นเอง ประตูเรือนไม้ด้านข้างก็ถูกผลักออกเบาๆ ชายชราไป๋ชิงหยุนก้าวออกมาอย่างสงบนิ่ง ร่างสูงโปร่งในชุดผ้าฝ้ายหยาบสีเขียวหม่น เงียบสงบดุจขุนเขา ในมือข้างหนึ่งถือ กล่องหยกมรกต ส่องประกายเย็นเยียบ อีกข้างมี น้ำเต้าเล็ก ห้อยแกว่งเบาๆ ที่เอว ปากยังคาบกิ่งไม้ซีดเช่นเดิม ควันขาวจางลอยวนคล้ายม่านหมอกยามเช้า แผ่กลิ่นหอมเย็นละมุนไปทั่ว
สายตาคมกริบของชายชรามองตรงมาที่เซินหลางเหอแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เด็กน้อย เ้าถือสิ่งนี้”
เขายื่นกล่องหยกมาให้โดยไม่เอ่ยคำอธิบายใด เซินหลางเหอรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่มิอาจต้านทาน จึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ ก้าวไปประสานมือรับกล่องนั้นไว้ด้วยความนอบน้อม ความเย็นเยียบจากหยกซึมเข้าสู่ฝ่ามือจนรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งแขน
“เหยาิ ฟางลี่ พวกเ้าไปเด็ดดอก หงฮวา[1] มาหนึ่งดอก” ชายชราเอ่ยขึ้น ก่อนจะหันหลังเดินนำหน้าออกไปในทันที
เด็กน้อยหน้าตาคมเข้มและเด็กน้อยหน้าตากลมมนน่ารัก เมื่อได้รับคำสั่งจึงวิ่งออกไปยังสวนสมุนไพรด้านหลังเรือนอย่างคล่องแคล่ว เซินหลางเหอเหลือบมองซ่งอวี่ ก่อนพยักหน้าเบาๆ ทั้งคู่จึงเดินตามร่างผอมสูงของชายชราที่ก้าวออกไปทันที
พวกเขาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ จนเริ่มเข้าสู่เขตหมู่บ้าน เรือนไม้หลังเล็กๆ เรียงรายกันเป็ระเบียบตามแนวเขา ชายชราเดินคดเคี้ยวเลี้ยวไปมาอย่างช้าๆ ระหว่างทางต่างมีชาวบ้านมากมายเข้ามาทักทายและประสานมือคารวะด้วยความเคารพ ชายชราพยักหน้ารับเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หยุดพูดคุยกับผู้ใด เขามุ่งหน้าต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงหน้าเรือนไม้หลังหนึ่ง ตัวเรือนเล็กเรียบง่าย สร้างจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มจนเงาวาวด้วยกาลเวลา ผนังด้านข้างมีเถาฟักทองเลื้อยพันออกผลห้อยระย้าอย่างสดใส ข้างเรือนยังมีแปลงผักเล็กๆ ถูกจัดวางเป็ระเบียบ ดูออกว่าผู้คนในเรือนนี้ใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็ง
ขณะนั้นเอง ชายร่างอ้วนท้วมจากเรือนข้างๆ ก้าวออกมาประสานมือคารวะ
“ท่านหมอไป๋ มาดูอาการซ่งิหรือ?”
ไป๋ชิงหยุนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเหลือบมองซ่งอวี่ที่ยืนด้านหลัง เด็กน้อยเมื่อเห็นก็เข้าใจ รีบก้าวออกมาเชื้อเชิญ
“ท่านปู่ไป๋ เชิญทางนี้ขอรับ”เขากล่าวเชิญพลางผายมือ
ชายชราไป๋ชิงหยุนจึงเดินเข้าไปในเรือน ตามด้วยเซินหลางเหอที่เดินตามมาติดๆ
เมื่อย่างเท้าเข้าไปในเรือน สายตาของเซินหลางเหอกวาดมองภายในที่ดูคับแคบและเรียบง่ายเกินกว่าที่คิดไว้ เครื่องเรือนมีเพียงของจำเป็พื้นฐานสำหรับชีวิตประจำวัน ต่างจากภาพจวนสกุลเซินอันหรูหราโอ่อ่าที่เขาคุ้นเคย เขาได้แต่นึกในใจ “น้องรอง...เ้าลำบากถึงเพียงนี้หรือ?”
ซ่งอวี่ก้าวไปยังห้องด้านใน เคาะประตูเบาๆ
“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงเอี๊ยดเบาๆ ดังขึ้น ประตูไม้เปิดออก เผยให้เห็นสาวน้อยวัยเพียงห้าขวบ ดวงตากลมโตใสราวหยกน้ำแข็ง แต่บัดนี้ดวงตาคู่นั่นกลับแดงก่ำด้วยน้ำตาคลอหน่วย นางสวมชุดผ้าฝ้ายเรียบสะอาด ผมถักเปียเล็กมัดรวบอย่างประณีตงดงาม
“ท่าน…พี่…ท่านกลับมาแล้ว?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ซ่งอวี่เห็นน้องสาวก็หน้าเปลี่ยนสี รีบถามเสียงร้อนรน
“ฉีเอ๋อร์! เกิดอันใดขึ้น?”
สาวน้อยน้ำตาไหลริน นางส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง พลางชี้ไปยังเตียงไม้ด้านหลัง “ท่าน…พ่อ…” เสียงของนางสะอื้นขาดห้วง
ซ่งอวี่ไม่รอให้นางพูดจบ รีบวิ่งเข้าไปยังเตียงไม้นั้นทันที ชายชราไป๋ชิงหยุนและเซินหลางเหอจึงก้าวเดินตามไปติดๆ
เซินหลางเหอมองไปยังสาวน้อยที่กำลังยืนสะอื้นอยู่เล็กน้อย ก่อนจะเดินไปที่เตียงไม้
บนเตียงไม้เก่า แสงตะเกียงริบหรี่สาดส่องร่างชายวัยกลางคนที่กำลังนอนหอบหายใจแ่เบา กลิ่นบุปผามรณะจางๆ อบอวลในห้องจนอึดอัด ใบหน้าของเขาซีดเผือดปนม่วง ริมฝีปากคล้ำเข้ม เส้นเืสีม่วงจางๆ ปรากฏตามลำคอและแขน เมื่อััได้ถึงผู้มาเยือน เขาฝืนลืมตาขึ้น เผยดวงตาขาวขณะนี้เปลี่ยนเป็แดงก่ำ เส้นเืฝอยในดวงตาแตกกระจายราวใยแมงมุม เขามองไปยังชายชรา อ้าปากคล้ายจะเอ่ย แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงทำได้เพียงส่งเสียงครืดคราดในลำคอออกมา
ไป๋ชิงหยุนใช้ดวงตาแหลมคมกวาดมองทั่วร่างของชายคนนี้ ก่อนจะก้มลงสำรวจลักษณะภายนอกอย่างละเอียด
“ริมฝีปากคล้ำม่วง แก้มซีด ดวงตาแดงเรื่อ…
เส้นเืม่วงปรากฏเป็ทางจากคอจรดหน้าอก…
ลมหายใจติดขัด แ่สลับหนัก เสียงครืดคราดดังในอก…”เสียงพึมพำของชายชราดังขึ้นแ่เบา
เขายกข้อมือชายวัยกลางคนขึ้น ตรวจจับชีพจรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ชีพจรโลดแล่นไม่สม่ำเสมอ ราวกับมีดอกไม้ร้ายเบ่งบานในทรวงอก หากชักช้าเพียงครึ่งชั่วยาม บิดาเ้าย่อมดับสิ้นแน่”
คำพูดนี้ทำเอาซ่งอวี่น้ำตาไหลพราก คุกเข่าลงอ้อนวอน
“ท่านปู่ไป๋! ได้โปรดช่วยบิดาข้าด้วยเถิด!” เขาอ้อนวอนชายชราซ้ำๆ
ชายชราเพียงยกมือห้ามพลางดูดควันจากกิ่งไม้นั้นอีกครั้ง แล้วปล่อยออกมาอย่างแรง ควันสีขาวนวลราวแพรหมอกค่อยๆ ลอยออกมา คนภายนอกอาจนึกว่าเขากำลังสูบยาสูบ แต่แท้จริงแล้วทุกลมหายใจเข้าออกคือการกลั่นพิษให้เป็ยาอย่างน่าอัศจรรย์
ทันใดนั้นเอง กิ่งไม้ที่ริมฝีปากของชายชราก็พลันเปลี่ยนจากสีซีดเป็สีน้ำตาลเข้มคล้ายหยกเก่าทันที
ชายชราไป๋ชิงหยุนทอดสายตาคมกล้าไปยังร่างเล็กอีกฝั่งเตียงไม้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เด็กน้อย…นำกล่องหยกนั้นมาให้ข้า”
เซินหลางเหอสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบยื่นกล่องหยกในมือออกไปด้วยความเคารพ ชายชราเพียงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กล่องหยกลอยขึ้นกลางอากาศและเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในปรากฏเข็มเงินบางคมขนาดสามชุ่นลอยออกมาเก้าเล่มเรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบ
“ดูไว้ให้ดี” เสียงทุ้มเย็นดังกังวาน
ฝ่ามือเหี่ยวย่นเปี่ยมพลังยกขึ้นเหนือเข็ม พลังปราณสีแดงอ่อนพวยพุ่ง แปรเปลี่ยนเป็เปลวไฟลุกโชน ลนฆ่าเชื้อเข็มเงินทั้งเก้าเล่มจนปลายเข็มเปล่งประกายวาววับ
เพียงพริบตา มือชายชราตวัดลง เข็มเงินเก้าเล่มพุ่งทะยานแหวกอากาศ ปักลงบนร่างชายวัยกลางคนอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
เข็มสองเล่มแรกมุ่งตรงไปยังจุดชวีฉือ[2] ที่ข้อศอกทั้งสองข้าง สี่เล่มถัดมาปักลงที่จุด เน่ยกวาน[3] และ จู๋ซานหลี[4] ข้างละสองเล่มตามลำดับ ส่วนอีกสองเล่มปักที่จุด หย่งเฉวียน[5] ที่ฝ่าเท้าสองข้าง และเข็มสุดท้ายปักที่จุด ไป๋ฮุ่ย[6] บนกระหม่อม
เสียง “ฉึก ฉึก ฉึก” กังวานดุจสายลม วงจรลมปราณของชายวัยกลางคนราวกับถูกตรึงด้วยพลังที่มองไม่เห็น
ชายชราไป๋ชิงหยุนสูดควันจากกิ่งไม้ในปากเข้าปอดลึกหนึ่งเฮือก ก่อนจะพ่นควันสีขาวจางๆ ออกมาอย่างแ่เบา ควันนั้นลอยเข้าคลุมปลายเข็มทั้งเก้าไว้ราวกับม่านหมอก
ทันใดนั้น เข็มทั้งเก้าก็เริ่มสั่นระริกอย่างแ่เบา เปล่งประกายสีเงินคล้ายกำลังดูดเอาพิษออกจากเส้นลมปราณใต้ิั เืสีคล้ำม่วงค่อยๆ ซึมออกมาตามรอยแผลเล็กๆ รอบปลายเข็ม กลิ่นเหม็นเน่าของบุปผามรณะถูกควันสีขาวกลบหายไปทีละน้อย
“อ๊ากก!”
ชายวัยกลางคนบนเตียงกรีดร้อง สองมือกำผ้าปูจนขาวซีด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเ็ป แผ่นอกกระเพื่อมรุนแรง ราวจะสิ้นลมได้ทุกขณะ
ทว่าชายชรามิได้สะทกสะท้าน เขายังคงสูดและพ่นควันอย่างมั่นคง ทุกจังหวะหายใจราวกับกำลังสลับลมหายใจของตนเพื่อขับพิษให้ชายผู้นั้น
“พิษนี้ซ่อนลึกถึงหัวใจ หากไม่กักมันไว้ ชั่วพริบตาเดียวลมปราณจะดับสิ้น...เ้าต้องทนเอาไว้!”
เซินหลางเหอยืนมองตะลึงงัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง ใจหนึ่งนึกละอาย
“ที่แท้กิ่งไม้นั้นหาใช่ของเล่นหรือสิ่งคลายอารมณ์ หากแต่เป็เครื่องมือรักษาชีวิตผู้คน...ข้าแทบมิอาจหยั่งถึงภูมิรู้ของผู้าุโท่านนี้ได้เลย” ไม่ทันสิ้นความคิด เสียงนุ่มทุ้มของชายชราก็ดังก้องเข้ามา
“เด็กน้อย... เ้าสงสัยสิ่งใดหรือไม่?”
เซินหลางเหอรีบประสานมือโค้งคารวะ “ท่านผู้าุโ ข้ามีข้อสงสัย กิ่งไม้ที่ท่านใช้สูบควันนี้ แท้จริงคือยาถอนพิษใช่หรือไม่?”
ชายชราไป๋ชิงหยุนหัวเราะออกมาเสียงดัง “ฮ่าๆ! ไม่เลว ไม่เลว เ้าตาเเหลมไม่น้อย ถูกต้องแล้ว สิ่งนี้เรียกว่า กิ่งควันหยก เป็กิ่งของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เติบโตท่ามกลางหมอกพิษของ บุปผามรณะ กิ่งนี้ดูดซับไอพิษดอกไม้นั้นมาเป็เวลานานหลายสิบปี แต่กลับไม่ถูกกลืนกิน ตรงกันข้ามกลับแปรพิษให้เป็ตัวยาเฉพาะ”
เซินหลางเหอเบิกตาโพลง พลันพึมพำ “ยาถอนพิษกลับซ่อนอยู่ไม่ห่างจากพิษ...สัจธรรมล้ำลึกนัก!”
ไป๋ชิงหยุนปรายตามองเขา ลึกซึ้งประหนึ่งเห็นทะลุหัวใจ “ที่ใดมีงูพิษอาศัยอยู่ ภายในเจ็ดก้าวเก้าย่อมมียาถอนพิษ สิ่งมีพิษย่อมไม่แตกต่าง ทุกอย่างล้วนพึ่งพาและช่วยเหลือกัน”
เซินหลางเหอพยักหน้าและครุ่นคิดถึงถ้อยคำของชายชรา “ที่ใดมีพิษ ที่นั่นย่อมมียาแก้…ข้านับว่าเข้าใจศาสตร์แห่งโอสถเพิ่มขึ้นอีกขั้นแล้ว”
“เหตุใดจึงต้องสูดเข้าปอดแล้วพ่นออกมาดุจสูบยาด้วยขอรับ?” เขากลั้นใจถามอีกครั้ง
ชายชราเอ่ยด้วยเเววตาล้ำลึก “พิษบุปผามรณะลอบเร้นในโลหิตและลมหายใจ หากใช้โอสถโดยตรง ย่อมไม่สัมฤทธิ์ผล ต้องเผาให้กิ่งควันหยกปลดปล่อยตัวยาออกมา เมื่อกิ่งนี้ถูกเผา สารในเนื้อไม้จะสลายเป็ควันซึ่งมีอนุภาคเป็สมุนไพรพิเศษ เมื่อมันพร้อมใช้รักษา ตัวกิ่งจะเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลเข้มคล้ายหยกเก่า เมื่อเปลี่ยนเป็ควัน จึงซึมซาบเข้าสู่เส้นปราณได้แท้จริง ทว่า...ต้องผ่านการกลั่นในลมหายใจหมอโอสถเพื่อปรับสมดุลพิษยา หากมิใช่เช่นนั้น ควันนี้มิใช่ยารักษา หากแต่เป็พิษร้าย!”
เซินหลางเหอประสานมือโค้งอีกครั้ง “ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านผู้าุโ”
ชายชรายิ้มบาง พลางพยักหน้า “เ้าฉลาดเกินวัย เข้าใจได้รวดเร็ว สมแล้วที่ตาเฒ่าคนนั้นมองเห็นค่าในตัวเ้า”
เซินหลางเหอมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย ‘ตาเฒ่าคนนั้น? เขาหมายถึงผู้ใด?’
ชายชราไม่ได้สนใจท่าทางสับสนของเซินหลางเหอ เขากลับไปสนใจชายวัยกลางคนบนเตียงอีกครั้ง สีริมฝีปากของชายวัยกลางคนค่อยๆ เปลี่ยนจากม่วงคล้ำเป็แดงเรื่อ เส้นเืม่วงใต้ิัเริ่มจางลงช้าๆ ลมหายใจซึ่งเคยครืดคราดก็เริ่มกลับมาเป็จังหวะสม่ำเสมอมากขึ้น
ควันจากกิ่งควันหยกยังคงลอยอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ให้ความรู้สึกเย็นผสานอุ่น ราวกับกลิ่นบุปผางามยามราตรีที่บริสุทธิ์ ปราศจากพิษร้ายที่เคยเจือปนอยู่ก่อนหน้านี้
_________________________________
[1]หงฮวา (红花) หรือ ดอกคำฝอย มีสรรพคุณตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน ช่วย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต, ทะลวงเส้นลมปราณ, ขจัดเืคั่ง และ บรรเทาอาการปวด
[2]จุดชวีฉือ (曲池 ) เป็จุดฝังเข็มในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตั้งอยู่บริเวณรอยพับข้อศอกด้านนอกที่บุ๋มลงไป
[3]จุดเน่ยกวาน (内关) คือ จุดฝังเข็มบนเส้นลมปราณ อยู่บริเวณปลายแขนด้านใน เหนือรอยพับข้อมือประมาณ 2 นิ้ว
[4]จุดจู๋ซานหลี ( 足三里) เป็จุดฝังเข็มและจุดกดจุดในแพทย์แผนจีน อยู่บริเวณขาด้านหน้า ต่ำกว่าสะบ้าหัวเข่าประมาณ 3 นิ้ว และห่างจากกระดูกหน้าแข้งด้านนอก 1 นิ้วมือ
[5]หย่งเฉวียน (涌泉) เป็จุดฝังเข็มตามหลักการแพทย์แผนจีน อยู่บริเวณ ใต้ฝ่าเท้าส่วนกลาง
[6]จุดไป๋หุ้ย (百会) คือจุดฝังเข็มในศาสตร์แพทย์แผนจีนที่ตั้งอยู่บริเวณกลางศีรษะ เป็จุดที่ช่วยปรับสมดุลพลังงานในร่างกาย