กาลเวลาคล้ายจะหยุดนิ่ง ลมหายใจแห่งความเสื่อมโทรมจับต้องได้ ณ ลานฝึกอันกว้างใหญ่ ทว่าบัดนี้กลับไร้ซึ่งชีวิตชีวาอันเคยคึกคักของอารามวิถีลืมเลือน แสงสุดท้ายของตะวันซึ่งกำลังจะลับทิวเขาทางทิศประจิม ทอประกายสีทองอ่อนล้า โรยแรง อาบไล้ลงบนพื้นศิลาที่ แตกระแหง ดุจใยแมงมุมแห่งความสิ้นหวัง เผยให้เห็นเนื้อหินสีซีดเซียวเบื้องใต้ ซึ่งถูกกัดกร่อนด้วยสายลม น้ำฝน และการหลงลืมอันโหดร้ายของกาลเวลา... ยาวนานเกินกว่าผู้ใดในยุคนี้จะหยั่งรู้ได้ ลานศิลานี้เคยเป็ดังผืนผ้าใบให้เหล่าศิษย์ผู้เปี่ยมศรัทธาและแรงฝันได้แต่งแต้มวิถีแห่งตน ทว่าบัดนี้ มันกลับถูกทอดทิ้งให้กลายเป็เพียง สุสานแห่งความทรงจำ ที่รอวันผุพังไปพร้อมกับอารามแห่งนี้
สายลมยามสนธยาพัดโชยมาเป็ระลอก หอบเอาไอเย็นะเืและความอ้างว้างที่แทรกซึมถึงกระดูกดำมาพร้อมกัน มันเสียดสีผ่านต้นหญ้าแห้งกรอบที่ดื้อรั้นแทงยอดขึ้นตามรอยแตกของศิลา เกิดเป็เสียงกระซิบแ่เบาคล้ายเสียงคร่ำครวญของผู้ที่ถูกลืม มันพัดพาเอาเศษใบไม้สีน้ำตาลแดงที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้านอันเปลือยเปล่าของต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียงให้ปลิวหมุนวนกลางอากาศอันขมุกขมัว ก่อนจะโปรยปรายลงสู่พื้นอย่างเงียบงัน... ดุจหยาดน้ำตาจากฟากฟ้าที่หลั่งรินอาลัยต่ออดีตอันรุ่งเรืองซึ่งไม่มีวันหวนคืน กลิ่นอับชื้นของ ตะไคร่น้ำสีเขียวหม่น ที่เกาะกินผนังอาคารฝึกเก่าแก่ราวกับโรคระบาด ผสมปนเปกับกลิ่นฝุ่นผงที่ฟุ้งตลบในทุกการเคลื่อนไหว ก่อเกิดเป็บรรยากาศที่ทั้งสงบนิ่งจนน่าอึดอัดและหดหู่จับขั้วหัวใจ
เงาร่างในอาภรณ์สีเทาหม่นส่วนใหญ่ต่างทยอยจากไปแล้ว เหลือเพียงเสียงพูดคุยแ่เบาที่จางหายไปกับสายลม หรือฝีเท้าที่เร่งรีบมุ่งหน้ากลับสู่เรือนพักอันซอมซ่อ ทิ้งไว้เพียงเงาที่ทอดยาวบิดเบี้ยวไปตามพื้นศิลาซึ่งกำลังถูกความมืดมิด กลืนกิน ทีละน้อย เหลือเพียงร่างผอมบางของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ยังคงง่วนอยู่กับภารกิจอันแสนจะ ‘สูงส่ง’ ของตน – การกวาดลาน
‘กวาดวันนี้ พรุ่งนี้ก็สกปรกเหมือนเดิม... ช่างเป็งานที่สร้างสรรค์เสียจริง’ เฟิงอี้คิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย แต่สองมือยังคงกุมไม้กวาดด้ามยาวที่เก่าจนเนื้อไม้แทบจะผุพัง ลากผ่านพื้นศิลาขรุขระอย่างเชื่องช้า แต่ทุกจังหวะกลับสม่ำเสมอและมั่นคงราวกับการร่ายรำอันคุ้นเคย ทุกการเคลื่อนไหวดูเนิบนาบ หากแต่แฝงไว้ด้วยประสิทธิภาพอันน่าประหลาด ด้ามไม้กวาดในมือเขาราวกับเป็ส่วนขยายของร่างกาย เคลื่อนไหวลื่นไหลไปตามเจตนา ปัดเป่าเศษธุลี เศษใบไม้แห้ง และก้อนกรวดเล็กๆ ให้พ้นทางเดิน... แม้จะรู้ดีว่าวันรุ่งขึ้น ทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิมตามวัฏจักรแห่งความเสื่อมทรามนี้
ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับสวมหน้ากากน้ำแข็ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องปลายไม้กวาดและพื้นศิลาเบื้องหน้า เหมือนกำลังจดจ่ออยู่กับงานไร้สาระตรงหน้าอย่างเต็มที่ แต่แท้จริงแล้ว ประสาทััทั้งหมดของเขากลับแผ่ขยายออกไป ประเมินสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างเงียบเชียบดุจสัตว์ป่าที่ระแวดระวังภัย หูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าแ่เบาของศิษย์กลุ่มสุดท้ายที่กำลังลับหายไป ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเองที่สม่ำเสมออย่างน่าประหลาด และได้ยินแม้กระทั่งเสียงแมลงกลางคืนที่เริ่มบรรเลงบทเพลงแห่งรัตติกาลจากพงหญ้าข้างกำแพง ดวงตาไม่ได้มองเพียงฝุ่นผง แต่ยังคอยจับสังเกตทุกเงาที่เคลื่อนไหว หรือความผิดปกติใดๆ ที่อาจคุกคามเข้ามา... นี่คือสัญชาตญาณดิบที่หล่อหลอมขึ้นจากการต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสถานที่ที่ไม่เคยมีความปรานีให้แก่ผู้อ่อนแอ
รูปลักษณ์ของเฟิงอี้จัดว่าโดดเด่นเกินฐานะศิษย์กวาดลานอย่างแท้จริง แม้อาภรณ์เก่าซอมซ่อจะเต็มไปด้วยรอยปะชุน และร่างกายจะผอมบางราวกับกิ่งไม้แห้ง แต่โครงหน้ากลับคมคายหมดจดราวกับผลงานสลักของปรมาจารย์ คิ้วกระบี่เข้มได้รูปพาดเฉียงเหนือดวงตาเรียวยาวที่ซ่อนความลุ่มลึกไว้ภายใต้ความเรียบเฉย สันจมูกโด่งตรงรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มสนิท แม้ผิวพรรณจะกร้านแดดลมและมีคราบฝุ่นจับอยู่บ้าง แต่ก็มิอาจบดบังความหล่อเหลาอันเ็าที่ส่อแววสง่างามออกมาได้ เพียงแต่ความสง่างามนี้กลับถูกกดทับไว้ด้วยท่าทีนิ่งเฉย ความรู้สึกเก็บงำที่คล้ายจะสร้างกำแพงล่องหนขึ้นกั้นระหว่างเขากับโลกภายนอก
‘หน้าตาดีเกินไปก็เป็ภัย... ในหมู่คนที่ไม่มีอะไรดีนอกจากความอิจฉา’ เขารู้ดีว่ารูปลักษณ์เช่นนี้มักนำพาเื่เดือดร้อนมาให้เสมอในหมู่ศิษย์นอกแถวที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เพราะมีเื่อื่นที่สำคัญกว่าให้กังวล – การอยู่รอดไปวันๆ ในอารามที่ทรัพยากรมีจำกัดดุจน้ำค้างยามเช้า เขาแตกต่างจากศิษย์คนอื่นๆ ไม่ใช่เพียงรูปโฉม แต่ยังรวมถึง "บางสิ่ง" ที่หลับใหลอยู่ภายใน... ความเข้าใจในหลักการเคลื่อนไหว วิถีแห่งการใช้แรง หรือแม้แต่ภาพกระบวนท่าต่อสู้อันเลือนรางที่ผุดขึ้นในหัวเป็ครั้งคราวราวกับความฝันจากชาติปางก่อน เขาััได้ถึง พลังฟื้นฟู ในร่างกายที่ทำงานเงียบเชียบ รวดเร็วกว่าคนทั่วไปอย่างน่าประหลาด แต่เขาก็ไม่เคยได้รับโอกาส ไม่เคยมี "วาสนา" แม้แต่จะได้ัักระบี่เหล็กสักเล่ม หรือเรียนรู้วิชาบำเพ็ญเพียรใดๆ อย่างที่ควรจะเป็ เขาจึงเป็ได้เพียงศิษย์กวาดลาน... เป็เพียง "เศษสวะ" ในสายตาของผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้ฝึกตนเ่าั้
เสียงฝีเท้ากลุ่มใหญ่ดังใกล้เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นและจงใจก่อกวนมากกว่าปกติ เฟิงอี้ถอนหายใจแ่เบาในใจ ความเหนื่อยหน่ายฉายวาบในดวงตา แต่สีหน้าและท่าทางยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาก้มหน้ากวาดพื้นต่อไป ทำทีเป็เมินเฉยต่อการมาของ "แขกประจำ" ที่ไม่เคยได้รับเชิญกลุ่มเดิม
"เหอะ!" เสียงห้าวๆ ที่แฝงความเกรี้ยวกราดและกลิ่นสุราจางๆ ดังขึ้น ทำลายความเงียบอันเปราะบาง "ดูมันทำเข้าสิ ยังไม่เลิกกวาดอีก ไอ้พวกขยันผิดที่ผิดเวลา!" เฟิงอี้จำได้แม่นยำ - จ้าวฝาน และพลพรรคอันธพาลอีกสี่ห้าคน พวกมันเดินอาดๆ เข้ามาหยุดยืนล้อมเขาไว้ กลิ่นอายคุกคามแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เฟิงอี้จำต้องหยุดมือ เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตาอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะประสานมือคารวะตามธรรมเนียมอย่างเสียมิได้ "คารวะศิษย์พี่จ้าว และศิษย์พี่ทุกท่าน" น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ใดๆ เจือปน
จ้าวฝานปรายตามองเขาด้วยหางตา แสยะยิ้มอย่างเย้ยหยันจนเห็นไรฟัน "คารวะรึ?" มันหันไปหัวเราะหึๆ กับลูกน้อง ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าเฟิงอี้เขม็ง แววตาฉายความไม่พอใจอย่างชัดเจน "ข้าไม่รับคำคารวะจากเศษสวะเช่นเ้า! ข้าได้ยินมาว่า วันนี้เ้าบังอาจย่างกรายไปใกล้เรือนพักของศิษย์น้องเยว่ซินอีกแล้วใช่หรือไม่?!"
ลูกน้องคนหนึ่งรีบประจบสอพลอ "ใช่ขอรับศิษย์พี่! ข้าน้อยเห็นกับตา มันทำทีเป็กวาดพื้นแถวนั้น แต่สายตามันจับจ้องไปทางเรือนของศิษย์น้องเยว่ซินตลอดเวลา! จ้องราวกับหมาหิวเนื้อ!"
เฟิงอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘โกหกหน้าด้านๆ ไม่เปลี่ยนเลยสินะ’ เขาคิด แต่ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงสงบเช่นเดิม "ข้าน้อยเพียงทำความสะอาดไปตามพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง"
"อย่ามาแก้ตัว!" จ้าวฝานตวาดลั่น ดวงตาฉายแววกรุ่นโกรธและริษยาอย่างปิดไม่มิด "ข้ารู้ดีว่าเ้ามันพวกทะเยอทะยานต่ำช้า คิดจะใช้หน้าตาหล่อเหลาเหมือนพวกแพศยาของเ้าปีนป่ายขึ้นไป! ศิษย์น้องเยว่ซินเป็ของข้า! อย่าแม้แต่จะคิดใช้สายตาสกปรกของเ้ามองนาง!"
"ข้าน้อยมิเคยคิดอาจเอื้อมเช่นนั้น" เฟิงอี้ตอบ ยืดตัวตรงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาอันสงบนิ่งสบกับดวงตาที่ลุกโชนของจ้าวฝานอย่างไม่หวั่นเกรง "และศิษย์น้องเยว่ซินก็มิใช่สิ่งของของผู้ใด นางย่อมมีสิทธิ์ที่จะมองหรือพูดคุยกับใครก็ได้ตามแต่ใจนางปรารถนา"
"หน็อยแน่ะ! ไอ้เศษสวะชั้นต่ำ! แกกล้าสั่งสอนข้ารึ!" คำพูดตรงไปตรงมาแต่แทงใจดำของเฟิงอี้ จุดชนวนความโกรธแค้นที่อัดอั้นของจ้าวฝานให้ะเิออกมา มันกัดฟันกรอด จ้องเฟิงอี้ด้วยแววตาอาฆาตราวกับจะฉีกร่างให้เป็ชิ้นๆ "ดี! ดีมาก! ในเมื่อแกไม่รู้จักเจียมกะลาหัว วันนี้ข้าจะมอบบทเรียนที่แกจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิตให้เอง! ข้าจะทำให้หน้าหล่อๆ ที่แกภูมิใจนักหนา กลายเป็สิ่งที่แม้แต่หมาข้างถนนยังเมินหน้าหนี!"
ประกาศิตดังลั่นสะท้านลานร้าง! จ้าวฝานไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกต่อไป มันโคจรพลังปราณ ทั้งหมดในร่าง ซึ่งอยู่ในขั้นก่อแก่นปราณขั้นต้น ทันที! ไอพลังงานสีเหลืองขุ่นแต่หนาแน่นพวยพุ่งออกมาจากร่าง ห่อหุ้มแขนขวาของมันไว้จนเกิดประกายแสงวูบวาบ! อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเล็กน้อยด้วยแรงกดดัน!
แทบจะในเสี้ยวลมหายใจ! ร่างกายที่ดูแข็งแกร่งของจ้าวฝานก็พลันพร่าเลือน พุ่งทะยานเข้าใส่เฟิงอี้ราวกับ เหยี่ยวพิฆาต โฉบเข้าใส่เหยื่อ! ความเร็วและพลังกดดันนั้นพาทั้งฝุ่นผงและใบไม้แห้งให้หมุนตลบเป็เกลียวคลื่น! หมัดขวาที่อัดแน่นด้วยพลังปราณ ง้างขึ้นสูง ก่อนจะ ทุบกระหน่ำ ลงมาอย่างรุนแรงดุจค้อนทลายภูผา! หมายจะทำลายใบหน้าของเฟิงอี้ให้แหลกยับในหมัดเดียว!
กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างอันดิบเถื่อนแผ่กระจายไปทั่ว! บรรยากาศกดดันหนักหน่วงจนแทบหยุดหายใจ! การปะทะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้... กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!
*** จบตอนที่ 1***