ทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 125 การรับผู้อพยพไม่ใช่ทางเลือกที่ดี

            เมื่อได้ยินดังนั้นจางอ้ายหลินก็หันหน้าไปมอง พร้อมกับส่งสายตาชื่นชมให้ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม"ตอนนั้นคู่สามีภรรยาที่ให้พวกเราเช่าบ้านข้าว่าพวกเขาใช้ได้ทีเดียว จิตใจดี และน่าจะไว้ใจได้ข้าว่าลองถามพวกเขาดูว่ายินดีหรือไม่"

            ก่อนหน้านี้พวกเขาอยู่ในสภาพของผู้อพยพอย่างแท้จริงเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ผิวพรรณซีดเซียว พวกเขายังยินดีให้เช่าห้องแม้จะมีหยกเป็นหลักประกัน แต่ก็นับว่าดีมากแล้ว

            ต่อมามีผู้อพยพสองสามคนที่พอจะมีเงินเหลืออยู่บ้างอยากจะเลียนแบบวิธีการของพวกเขา เช่าบ้านสักหลังเพื่อตั้งรกรากในหมู่บ้านชั่วคราวแต่กลับไม่มีใครยินยอม

            ดังนั้นผู้อพยพเหล่านั้นจึงถูกชาวบ้านขับไล่หรือไม่ก็ถูกทุกคนระแวดระวังราวกับโจร ได้แต่พักอาศัยอยู่ข้างนอกแม้แต่กองฟางยังต้องแย่งกัน แล้วจะสามารถมีที่หลบแดดหลบฝนอย่างพวกเขาได้อย่างไร

            "หลี่ต้าจู้กับหลี่เหนียงจื่อ [1]?" เมื่อจางอ้ายหลินกล่าวเช่นนี้ซูอี้หว่านก็คิดถึงคนทั้งสองขึ้นมาทันที และรู้สึกว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว

            ตอนที่อาศัยอยู่ที่บ้านหลี่ได้สองสามวันพวกเขาก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ของบ้านหลี่บ้างทราบว่าบรรพบุรุษของสามีภรรยาคู่นี้เป็นคนนอกดังนั้นจึงไม่มีที่ดินในหมู่บ้านมากนัก หลี่ต้าจู้จึงต้องล่าสัตว์เป็นหลักชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้สุขสบายนัก

            ท้ายที่สุดแล้วการล่าสัตว์เป็นเรื่องของฝีมือก็จริงแต่ก็ขึ้นอยู่กับโชคด้วยเช่นกัน หากโชคไม่ดี ไม่เจอสัตว์ป่าฝีมือดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์

            ยิ่งกว่านั้นเรื่องนี้ยังมีความเสี่ยงสูงเพราะในยุคนี้หมูป่า เสือ สัตว์ป่าอันตรายพบเห็นได้ไม่ยากหากเจอเข้าโดยไม่ระวังก็อาจถึงแก่ชีวิต

            หากให้สามีภรรยาหลี่ช่วยรับซื้อผักตามหมู่บ้านรอบๆข้าว่าพวกเขาคงจะยินดี เพราะการค้าขายแบบนี้ไม่ยากเย็นอะไร และไม่เหนื่อยมากนัก

            อีกทั้งซูอี้หว่านยังประเมินคร่าวๆแล้วว่า การทำแบบนี้ได้เงินมากกว่าทำไร่นาเสียอีก

            "ท่านแม่ ความคิดท่านดีมาก ข้าว่าพวกเขาน่าจะตกลง" ซูอี้หว่านคิดว่าทำเร็วดีกว่าทำช้า จึงเสนอว่า "พวกเราไปดูกันเลยดีหรือไม่?"

            จางอ้ายหลินและซูอี้โจวย่อมไม่มีความเห็นอื่นใดดังนั้นจึงเก็บข้าวของง่ายๆ ซูอี้หว่านนำขนมที่ตนทำติดตัวไปด้วยเป็นของฝากแล้วก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านหลิว

            หมู่บ้านหลิวอยู่ไม่ไกลจากนอกประตูเมืองพวกเขาจึงเลือกที่จะเดินไป ใช้เวลาประมาณสองเค่อก็ถึงหน้าประตูเมือง

            การออกจากเมืองไม่เหมือนกับการเข้าเมืองที่ต้องผ่านการตรวจสอบที่ละเอียดและยุ่งยากทหารที่เฝ้าประตูเมืองเพียงแต่ให้พวกเขาแสดงป้ายประจำตัว ก็ปล่อยพวกเขาออกไป

            "ดูเหมือนว่าพวกคนจรจัดจะออกไปหมดแล้ว?"

            พวกเขาเข้ามาในเมืองได้หนึ่งเดือนแล้วและช่วงนี้ก็ไม่ได้มาแถวประตูเมืองเลย จางอ้ายหลินจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าแถวประตูเมืองไม่มีคนจรจัดมารวมตัวกันอีกแล้ว

            เป็นไปได้ไหมว่าพวกเขาเหล่านั้นเข้าไปในเมืองหมดแล้ว?

            แต่ช่วงนี้ในเมืองก็ไม่เห็นมีคนจรจัดเดินเตร็ดเตร่อยู่ไม่น่าจะใช่เหตุผลนี้

            ป้าคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า "ออกไปหลายวันแล้วได้ยินว่าเมืองเหมียวที่อยู่ข้างๆ รับผู้อพยพ พวกนั้นก็เลยพากันไปหมด"

            เมื่อป้ากล่าวจบก็สะพายตะกร้าเดินเข้าเมืองไป จางอ้ายหลินหันไปมองซูอี้หว่านด้วยสีหน้าสงสัย"เมืองเหมียว?"

            นางไม่เคยได้ยินชื่อเมืองเหมียวมาก่อนเลยซูอี้หว่านเองก็ส่ายหน้าด้วยความงุนงงไม่ต่างกัน "ข้าก็เคยได้ยินคนพูดถึงเท่านั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมากนัก"

            "เมืองนี้ ข้าเคยได้ยินมาบ้าง"

            ซูอี้โจวก้าวเท้าให้เร็วขึ้นเดินไปอยู่อีกด้านหนึ่งของจางอ้ายหลิน น้ำเสียงลดต่ำลงเล็กน้อย"ข้าได้ยินมาว่า สถานการณ์ของเมืองเหมียวไม่ได้ดีอย่างที่เห็นพวกนั้นไปก็คงไม่ได้มีชีวิตที่ดีนักหรอก"

            เขาเคยได้ยินมาว่าเมืองเหมียวเหมือนจะทำอะไรลับลมคมใน ต้องการคนงานพวกคนจรจัดเหล่านั้นส่วนใหญ่จึงเหลือเพียงคนแก่ เด็ก และผู้หญิงส่วนชายฉกรรจ์ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนที่รอดพ้นสายตาไปได้บ้าง

            อีกทั้งคนแก่เด็ก ผู้หญิงก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียว

            "อาโจว เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" จางอ้ายหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย"เจ้าไปรู้ข่าวพวกนี้มาจากไหน?"

            หากวันนี้ไม่ได้ออกมานอกเมืองเห็นภาพนี้พอดีเจ้าลูกคนนี้คงกะจะปิดบังนางกับหว่านหว่านต่อไปสินะ?

            ซูอี้โจวได้ยินคำถามของจางอ้ายหลินก็ถอนหายใจ"ข้าแค่บังเอิญได้ยินมานิดหน่อยเท่านั้น ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ"

            เห็นจางอ้ายหลินยังคงขมวดคิ้วเขาก็กล่าวอีกว่า "พวกเราเข้าไปยุ่งไม่ได้อยู่แล้วอย่าคิดมากนักเลย ตอนนี้เราควรแก้ปัญหาตรงหน้าเสียก่อน"

            ยุคนี้ก็เป็นเช่นนี้พวกเขาจะทำอะไรได้ จะไปช่วยสรรพสิ่งทุกชีวิตได้อย่างไร?

            ซูอี้โจวส่ายหน้าพลางหัวเราะเยาะตนเองเขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานมากมายขนาดนั้น บางทีคนอย่างจวิ้นอันอาจทำสำเร็จมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาเป็นคนมีความมุ่งมั่น ในเมื่อเป็นเช่นนั้นตนเองย่อมยินดีช่วยเหลือ

            ไม่ว่าจะด้วยความเห็นแก่ตัวหรือด้วยสำนึกในใจก็ตามตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาก็อยู่บนเรือลำเดียวกับจวิ้นอันแล้ว จะสลัดทิ้งก็สายเกินไป

            ได้ยินดังนั้นจางอ้ายหลินก็ถอนหายใจ ไม่ได้พูดอะไรอีก

            ว่าไปแล้วที่นี่แม้จะไม่มีซอมบี้ ไม่ใช่วันสิ้นโลกแต่ชีวิตของพวกคนจรจัดก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร

            ที่ครอบครัวของพวกเขาสามารถตั้งรกรากในเมืองอวิ๋นเฉิงได้อย่างมั่นคงและมีชีวิตที่สงบสุขเช่นนี้ได้ ถือว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ

            คิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์จางอ้ายหลินส่ายหน้าสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไป ชี้ไปที่บ้านที่คุ้นเคยข้างหน้า"ถึงแล้ว พวกเราเดินให้เร็วขึ้นหน่อยเถอะ"

            บ้านหลี่อยู่แถบชานเมืองหลิวดังนั้นจึงอยู่ใกล้กับประตูเมืองมาก ออกจากเมืองก็เห็นได้ในทันที

            ถึงหลี่ต้าจู้จะเป็นพรานป่าแต่บ้านของเขาก็ไม่ได้อยู่ใกล้ภูเขา ทว่ากลับตั้งอยู่ริมถนน ด้วยเหตุนี้การล่าสัตว์ของเขาจึงไม่สะดวกนัก แต่การค้าขายเนื้อที่ล่ามาถือว่าสะดวกสบาย

            ซูอี้หว่านกำลังคิดอยู่ว่าจะเปิดบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมาเลยหรือจะทักทายกันก่อนดี ระหว่างที่เดินไปคิดไป ก็มาถึงหน้าบ้านหลี่อย่างรวดเร็ว

            ตอนนี้รั้วหน้าบ้านปิดอยู่ด้วยความสุภาพ ทั้งสามคนจึงไม่ได้ผลักเข้าไปโดยตรงแต่ยืนอยู่หน้าประตูเพื่อเรียกสองสามครั้ง

            ครู่ต่อมาก็ได้ยินเสียงตอบรับเบาๆจากในบ้าน เสียงนั้นดูเหมือนจะแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าและความเศร้าสร้อยซูอี้หว่านจึงเม้มปากโดยไม่รู้ตัว

            ไม่นานหลี่เหนียงจื่อก็เดินออกมาจากห้องครัวสวมผ้ากันเปื้อนสีหม่น ขอบตาแดงก่ำ ไม่อาจทราบได้ว่าเพราะควันหรือเพราะอะไร

            "…พี่สะใภ้ซู?" เห็นคนที่มาเป็นพวกเขาหลี่เหนียงจื่อก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย มองสำรวจพวกเขาทั้งสามคน"ยังมีน้องหว่านหว่านกับน้องชายตระกูลซูด้วยพวกเจ้ามาได้อย่างไร?"

            หลี่เหนียงจื่อเต็มไปด้วยความประหลาดใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าทั้งสามคนแต่งตัวดีมาก ก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นดูเหมือนว่าพวกเขาคงจะใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลยทีเดียว

            เชิงอรรถ

            [1]เหนียงจื่อ (娘子) เป็นคำภาษาจีนที่ใช้เรียกภรรยาหรือผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว โดยมีความหมายและนัยที่หลากหลายขึ้นอยู่กับบริบท

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาทั้งตระกูลด้วยสกิลเพิ่มพูนความเป็นเศรษฐี 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808