ตุ๊กตาจากแดนหมีขาว

    ตอน 16.1 / 20 - ....... แสนรัก


    ตอน 16

    ....... แสนรัก

    (ส่วนตอนต้น)



    สนามหญ้าเล็ก ๆ ชวนเย็นตาในฤดูฝน สวนหย่อมน้อย ๆ พร้อมพรั่งไม้ประดับ แต่กุหลาบขาวกุหลาบแดงดูไม่งอกงามนัก ผิดแผกจากฤดูหนาวแสนสะพรั่งสวยงาม


    เหล่ากุหลาบเหมือนบ่งบอกว่ากำลังเศร้า ฝนตกกระหน่ำพายุแรงเมื่อคืนก่อน จนตอนนี้สิ้นหยาดฝนแล้วแต่ฟ้าก็ยังปิด ไร้แดดไร้ชีวิตชีวา


    “วันนี้วันที่ยี่สิบแล้วหรอ... เกือบเดือนแล้วสินะ...” เกริกไกรระลึกย้อนเรื่องหดหู่เมื่อเดือนก่อน “ผ่านมาเกือบเดือน... ที่อยู่โรง'บาลกัน...”


    “ไวจังเลย...” ลูกสาวเอ่ยเอื่อย มือนวลโอบเอวนุ่มนิ่มของหญิงสาวตุ๊กตา เดินแช่มช้าสุดระวังเพื่อชมสวนหย่อม คล้ายพามารำลึกความหลังอันแสนสุขเมื่อปลายปีก่อน


    ชุดนอนลายทางของพี่เลี้ยงดูเชย ๆ ช่างขัดตากับเดรสขาวระพื้นของลอริสดุจชุดคุณหนู แต่กลับเป็นความอาทรละมุนละเมียดยากพรรณนา


    “คราซิวา...” เกริกไกรเอ่ยคำอบอุ่น เมื่อตุ๊กตามีชีวิตยืนใกล้สวนหย่อมเป็นฉากหลัง หญิงสาวรัสเซียที่งดงามอยู่แล้วกลับเพิ่มความอ่อนโยนน่าเอ็นดูเป็นสิบเท่า


    ลอริสก้มผงกอ่อนโยน เสียงเอื้อนแผ่วแทบกระซิบ “สปา... ซิบะ...”


    “น้องจะเหนื่อยไหมคะ หนูให้เดินช้ามาก” สุรีย์รัตน์เริ่มไม่แน่ใจ


    เกริกไกรสังเกตอาการหายใจมาตลอดช่วยพูดปลอบ “ยังไม่ได้ยินหายใจแรง คงเพราะยาช่วยไว้เยอะ แต่น้องขาดยาไม่ได้แล้ว ยาระงับเจ็บปวดก็ด้วย น้องต้องทานทุกมื้ออาหาร”


    “หมอคง... หมดทางแล้ว... ที่เหลือก็แค่ประคับประคองไม่ให้หัวใจวาย แค่ยื้อเวลาเท่านั้น รอโชคชะตาที่จะได้ผ่าตัด...”


    สุรีย์รัตน์หน้าสลด เกริกไกรตบบ่าปลอบ “คงได้แต่ภาวนานะ...”


    เยือนชมสวนหย่อมเพียงไม่กี่นาที เกรงว่าลอริสจะเหนื่อยหอบง่าย ทั้งอาการก็ไม่สู้ดีนับแต่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อเดือนก่อน สองพ่อลูกจึงประคองพาเดินกลับเข้าห้องกระจก แต่ละย่างก้าวสุดเชื่องช้าสุดระวังยิ่ง


    ลอริสก้มหน้าดูหมองหม่น โฉมละมุนอิ่มเอิบที่เคยมีกลับมลายสิ้น กลายเป็นตุ๊กตาสลดแสนอ่อนแอ


    “สปา... ซิบะ...” เสียงเอื้อนช่างแผ่วเบา หญิงสาวผมน้ำตาลถักเปียสวยกล่าวจากใจ คล้ายอยากถ่ายทอดความรู้สึกตื้นตันจากส่วนลึก


    พี่เลี้ยงประคองเอวสุดทะนุถนอม พานั่งบนเก้าอี้นวมโรแมนติกตัวเดิม แต่ยามนี้กลายเป็นฉากชวนรันทดหดหู่ เมื่อตุ๊กตาที่กำลังป่วยต่อให้อยู่กับฉากสวยเพียงใด มองอย่างไรก็ไม่ช่วยให้มีความสุขนัก


    “ดู ยู วอนต์...” สุรีย์รัตน์หยิบงานถักนิตติ้งจากตะกร้าหวายเพื่อส่งมอบ ลอริสเอื้อมรับไว้แล้วก้มผงก


    “ด๊า...” คำขานรับจากสาวรัสเซียเดิม ๆ แต่เสียงอ่อนโยนกลับแฝงสั่นพร่า มองโฉมหน้าคล้ายจะหลั่งน้ำตาคลอ


    “ไอ... วิล... กีฟ ยู...” ตุ๊กตาหญิงสาวเอื้อนเสียงเครืออีกครา มือกุมงานถักผ้าพันคอแนบอก


    พี่เลี้ยงพลันรู้สึกหัวใจพองโต “แท็ง คิว มัช... ลอริส”


    เกริกไกรหยิบกระดาษนุ่มซับหยาดน้ำใสไหลเอ่อ อยู่ดี ๆ ลอริสก็ร้องไห้ แต่ไม่สะอื้นไม่โศกสลดเท่าใด


    “ไม่รู้ว่าน้องกำลังโศกเศร้าหรือซาบซึ้ง... สงสารจังเลย” สุรีย์รัตน์ได้แต่รำพันปลอบโยน “น้องจะให้ผ้าพันคอเมื่อถักเสร็จ รู้สึกปลื้มใจจัง...”


    “ลอริส...” เกริกไกรเอ่ยทัก ยื่นกิ๊บโบที่เจ้าของลืมกลัดก่อนไปเยือนชมสวนหย่อม


    ตุ๊กตางดงามก้มผงกเอื้อมรับ ยกกิ๊บโบผ้าขาวกลัดผมจนดูน่ารักน่ากอด แต่กลับเป็นความน่ารักระคนหม่นหมอง


    สองพ่อลูกเฝ้าดูใกล้ชิด มองลอริสก้มถักนิตติ้งเชื่องช้า แต่ผลงานลุล่วงเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว


    “ผ้าพันคอสวยมาก น้องถักมาเจ็ดเดือนแล้ว แต่ไม่เคยละความพยายาม น่าภูมิใจจัง...” สุรีย์รัตน์ผู้ด้อยฝีมือรู้สึกทึ่ง ชื่นชมน้องสาวนอกสายเลือดสุดจริงใจ


    เกริกไกรช่วยเสิร์ฟสลัดทูน่าเป็นมื้อเช้า เห็นผ้าพันคอสีครีมงดงามที่ลอริสถักจะเสร็จแล้ว “เก่งมาก... ลอริส...”


    ฝนพรำเบาอยู่หลายนาที แต่แล้วจู่ ๆ กลับลงหนาเม็ดจนเป็นพายุกระหน่ำ กลบบรรยากาศน่าภิรมย์ทุกอย่างสิ้น ยิ่งขับเน้นให้ตุ๊กตารัสเซียดูสลดซึมเซากว่าเดิม


    ลอริสถักนิตติ้งได้ไม่นาน พอรับมื้อเช้ากลับไม่เจริญอาหารเท่าที่ควร ร่างกายก็ดูซูบผอมเล็กน้อยคล้ายตอนอยู่โรงพยาบาล


    “เมื่อเช้าหนูให้น้องชั่ง น้องน้ำหนักลดสี่โล สงสารจัง” สุรีย์รัตน์กล่าวระคนท้อแท้


    เกริกไกรช่วยยกจานมื้อเช้าจากลอริสแล้วมากินต่อ


    “พ่อเทียบจากที่หมอตรวจต้นปี จากสี่สิบสี่ ลดไปสี่โล เหมือนลดไม่มาก แต่อาการแย่ลงเยอะ น่าห่วงจัง...”


    “หนูก็ห่วงพ่อ ห่วงพอ ๆ กับลอริสเลยค่ะ... พ่อลาหยุดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ลาอีก... เห็นพ่อบอกปีนี้ใช้วันลาหยุดจะหมดแล้ว”


    ลูกสาวส่งแววตาละห้อย เกริกไกรส่ายหน้าเบา “ไม่เป็นไร น้ำลูกรัก เรื่องเล็กเอง ถ้าพ่อถูกหักเงินเดือนแต่ลอริสปลอดภัย พ่อยอมนะ...”


    “พ่อคะ...” สุรีย์รัตน์เอื้อนวิงวอน... “หนูสงสารพ่อ...”


    “พ่อก็สงสารลูกนะ ดรอปเรียนเทอมละวิชา แถมช่วงนี้ไม่ได้ออกไปทำข่าวกับเพื่อน กลัวลูกจะได้คะแนนไม่ดี...”


    “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูยอม...” ลูกสาวปลอบพ่อไม่อยากให้ท้อแท้ ทั้งที่ตนก็ประสบปัญหาชีวิตเรียน “เทียบกับแม่ที่ต้องคลอดหนู แล้วต้องดรอปเรียนไปปีนึง แต่ก็เรียนจนจบ หนูยังลำบากน้อยกว่าแม่หนูอีกร้อยเท่าค่ะ”


    “โธ่... ลูก...” เกริกไกรอุทานเศร้า “ใจสู้เหมือนแม่ภาเลย...”


    สุรีย์รัตน์เช็ดน้ำตาตนเอง กลั้นใจขอฮึดสู้กับทุกปัญหา มองลอริสที่นั่งนิ่งซึมเซายิ่งรู้สึกสะทกสะท้อนใจ ตนแม้ลำบากแต่ตุ๊กตารัสเซียกลับยิ่งทนทุกข์กว่าเป็นพันเท่า เทียบไม่ได้เลยกับคนป่วยโรคหัวใจที่หมดทางรักษาแล้ว


    สาววัยสิบเก้าช่วยประคองร่างอ่อนแอส่งหน้าห้องน้ำ แต่ยังปล่อยอิสระให้ทำธุระส่วนตัวเช่นเดิม พอพาเดินกลับมาจึงให้นอนบนเตียงฟองน้ำเล็กที่คุณตาเคยใช้


    ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อเดือนก่อน ลอริสไม่ได้เดินขึ้นบันไดสู่ชั้นบนอีกเลย ห้องนอนสีชมพูหวานจึงห่างหายสายตานับแต่นั้น


    เช่นเดียวกับพี่เลี้ยงสาวใจดี ยอมทุกอย่างเพื่ออยู่ใกล้ลอริสให้มากที่สุด ยอมเลือกนอนบนโซฟาตัวยาวตลอดทุกคืน ห้องนอนสีหวานกลายเป็นเพียงที่นั่งอ่านหนังสือ บางวันบางคืนก็แทบไม่ได้ขึ้นไปเยือนเลย ส่วนมากใช้เพื่อเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเท่านั้น


    เกริกไกรก็ไม่เคยคิดเอาเปรียบ พอกลับจากค้างเฝ้าที่โรงพยาบาลหลายอย่างต้องปรับเปลี่ยน ลอริสไม่อาจขึ้นบนบ้านนอนพักผ่อนได้อีกแล้ว เตียงฟองน้ำที่เคยเก็บในห้องคุณตาก็ต้องนำออกมาใช้อีกครั้ง


    ห้องกระจกรับแขกกลายเป็นห้องคนป่วยคนเฝ้าไข้ โต๊ะเก้าอี้สวยหรูที่ใช้ต้อนรับถูกย้ายหลบไว้ห้องอื่น เหลือเพียงทีวีเครื่องเสียง โซฟานวมตัวยาว โต๊ะวางโทรศัพท์ และเก้าอี้นวมพร้อมฉากโรแมนติกยังอยู่คงเดิม


    “หนูอยากนอนบนฟูกบ้าง พ่อลำบากนอนมาจะเดือนนึงแล้ว...”


    สุรีย์รัตน์นั่งลงบนฟูกนุ่มที่วางราบพื้น เคียงใกล้คือเตียงฟองน้ำเก่าให้ลอริสนอนพักรักษาร่างกาย ฝ่ายพ่อได้แต่ส่ายหน้าส่งสายตาอ่อนโยน


    “ไม่เป็นไรหรอกน้ำ ลูกนอนโซฟายาวตัวเดิมไปเถอะ”


    “โธ่... พ่อคะ...” ลูกสาวก้มหน้าอย่างจนใจ ซาบซึ้งที่พ่อยอมเสียสละความสบาย เตียงนุ่มในห้องก็ไม่ได้นอนเช่นกัน


    ผินมองตุ๊กตาอ่อนแอนอนห่มผ้า แววตาจ้องมองสองพ่อลูกสุดอ่อนโยน แต่อาบแฝงเศร้าสร้อยตลอดเวลา


    “น้องมองตาแป๋ว... ตาสวยแต่เศร้าจังเลย...” พี่เลี้ยงรำพันหดหู่ใจ


    “ให้น้องหลับพักก่อนนะ...” เกริกไกรลูบศีรษะไล้ผมเปียน้ำตาลแผ่วเบา “น้องหายใจไม่แรงเท่าไหร่ ค่อยเบาใจหน่อย”


    สุรีย์รัตน์นั่งฟูกเหม่อมองสายฝนนอกห้องกระจก “กลัวน้องจะเป็นหวัดง่ายแล้วร่างกายทรุด กลัวจังเลย...”


    ตลอดช่วงเช้าช่วงสายฝนตกแล้วหยุด พอหยุดสักชั่วโมงก็พรำใหม่


    พายุเคยกระหน่ำผ่านพ้นไปไม่กลับมา เหลือแต่หยาดฝนที่ตกสลับหยุดไม่รู้จบ


    เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังเรียกผู้รับสาย เกริกไกรยกหูสนทนา “บ้าน 'สุขสรวงสวรรค์' ครับ...”


    ปลายสายเป็นน้ำเสียงผู้หญิง เสียงจากแพทย์ผู้ช่วยรักษาลอริสมาตลอด พอรู้ว่าแพทย์โทรศัพท์มาก็คล้ายจุดประกายความหวัง บางทีอาจแจ้งข่าวดีเรื่องได้คิวผ่าตัด


    แต่แล้วทุกครั้งก็ต้องผิดหวัง เช่นเดียวกับครั้งนี้ กลายเป็นเพียงสอบถามอาการที่เป็นไป เป็นหนทางหนึ่งที่แพทย์เลือกเอง หากเลือกวิธีเดิมให้พาลอริสมาตรวจบ่อย ๆ เกรงว่าร่างกายแสนอ่อนแอจะยิ่งบอบช้ำ


    “อาการเป็นไงบ้างคะ...”


    “เหมือนเดิมครับ ยาช่วยไว้อยู่ ขอบคุณมากที่ทำให้น้องไม่ทรมาน” เกริกไกรตอบเสียงเอื่อย


    “ถ้ายาใกล้หมด น้องยังไม่มีอาการทรุดลงกว่านี้ ไม่ต้องพาน้องมาก็ได้นะคะ ร่างกายจะบอบช้ำเปล่า ๆ แค่มารับยาตัวเดิมแล้วก็กลับบ้านได้ค่ะ” แพทย์ให้คำแนะนำง่าย ๆ เพื่อประคับประคองอาการ


    “ขอบคุณนะครับ...” เกริกไกรกล่าวซาบซึ้ง ปลายสายวางหู บทสนทนากระชับจบลง


    ลูกสาวมองดูสีหน้าพ่อผู้หม่นเฉา “ยังไม่ได้คิวหรอคะ...”


    “อืม... ต้องรอต่อไป...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดก้มหน้างุด สุรีย์รัตน์เริ่มน้ำตาคลอ


    “น้องจะรอนานเกินไป... โธ่...”


    เกริกไกรย่อตัวลงนั่งพลางตบบ่าปลอบ “อดทนไว้ลูก...”


    สองพ่อลูกผินมองตุ๊กตาป่วยที่ปรือตาใกล้งีบแล้ว มองทีไรก็น่ารักน่าเอ็นดูไม่เปลี่ยน


    สุรีย์รัตน์ตระหนักทันที ยามนี้จะหลั่งน้ำตาให้ลอริสเห็นไม่ได้ กำลังใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ตุ๊กตาแสนรักรอดชีวิต พลันยกมือเช็ดน้ำตาให้เร็วที่สุด


    “แหม่ม... เล็ตส์ สลีป... ยู วิล บี ราพันเซล...”


    พี่เลี้ยงส่งเสียงแทบกระซิบ มือนุ่มไล้เรือนผมเปียน้ำตาลไปมา ผมดกหนาจนเส้นถักเปียใหญ่น่าทึ่ง นุ่มนิ่มน่าสัมผัสเป็นที่สุด


    และแล้วจึงตัดสินใจจูบลงบนแก้มนวลเนียน ลอริสยังซ่อนอารมณ์ไร้แย้มเช่นเดิม แต่อาการตอบรับมีเพียงหน้าแดงแก้มแดง


    “น่ารักดีนะ ราพันเซลแก้มแดง น้องคงเขิน...” เกริกไกรลุ้นดูอยู่เคียงข้าง ลูกสาวหันมาผลิแย้มระคนเศร้าจาง ๆ “อยากให้น้องหายเศร้าค่ะ”


    “น้องน้ำตาไหลนิด ๆ” เกริกไกรหยิบกระดาษนุ่มซับน้ำตา “ลอริสคงซาบซึ้งมาก ให้น้องหลับพักยาว ๆ เนอะ”


    ฝนหยุดตกเมื่อมื้อเที่ยง แต่ฟ้าไม่กระจ่างสดใส มัวหม่นดั่งใจคนจมโศกศัลย์


    ลอริสรับมื้อเที่ยงเป็นอาหารอ่อน ๆ มีเพียงสลัดผักไข่ต้มและปลานึ่งจัดในจานเล็ก เสริมด้วยนมสดและน้ำส้มคั้นแก้วเล็กบำรุงร่างกาย


    จบมื้ออาหารรับยาบรรเทาอาการป่วย นั่งเก้าอี้นวมตัวเดิมถักนิตติ้งที่ค้างคา พอนั่งถักได้ราวชั่วโมงหนึ่ง พี่เลี้ยงใจดีพามานอนพักบนเตียงฟองน้ำ ยามบ่ายอากาศขมุกขมัวลอริสงีบหลับง่ายดาย


    น้าไสวมาเยี่ยมมาเยือนเมื่อไร้ฝนพรำ เฝ้ามองลอริสด้วยใจหม่นเฉาซึมเซา แววตาสลดสงสารถ่ายทอดสู่ตุ๊กตาผู้หลับใหล


    ไม่เหลือน้าสาวร่างท้วมผู้ร่าเริง สายตาละห้อยสร้อยเศร้าไม่สดใสเหมือนเก่า สองพ่อลูกได้แต่ปลอบโยนเท่าที่จะเอ่ยกล่าวได้


    “สงสารน้อง นอนกอดกระต่ายขาว ไม่รู้เจ็บปวดบ้างไหม”


    “ยาช่วยน้องไว้อยู่ค่ะน้า...” สุรีย์รัตน์เอื้อนปลอบโยน


    นั่งดูหญิงสาวฝรั่งอ่อนแอได้ชั่วโมงหนึ่ง น้าไสวจึงขออำลากลับไปตัดผ้าชุดไทยต่อ


    มื้อเย็นผ่านล่วงอีกครั้ง ลอริสก็ยังรับประทานไม่มากนัก ตลอดเวลาดูเงื่องหงอยซึมเซา แม้แต่ประกายตางดงามยังเจือแววน่าสงสาร


    ห้องกระจกที่กลายเป็นห้องคนป่วยและคนเฝ้า แต่เจ้าบ้านก็เลือกที่จะขับกล่อมด้วยเสียงเพลง


    ดนตรีไวโอลินอาจช่วยให้ลอริสมีกำลังใจ ถ้าหากมีเพลงเสียงเปียโนบรรเลงคงดีกว่านี้ ลอริสอาจยิ่งมีใจฝืนสู้กับร่างกายบอบช้ำ รอวันที่จะได้กลับไปเล่นเปียโนอีกครั้ง


    สุรีย์รัตน์นั่งโซฟาอ่านหนังสือสอบ แต่เมื่อจิตใจไม่ได้อยู่กับตำราจึงเลิกฝืน หันมาปลอบโยนลอริสที่นอนแหงนมองเพดานบนเตียงเก่า


    เพลงไวโอลินคลอเบาจนจบไปรอบหนึ่ง ขับกล่อมคนป่วยหลับสนิทยาวนาน สองพ่อลูกนั่งฟูกมองตุ๊กตารัสเซียชิดใกล้ ได้ยินเสียงหายใจที่บ่งบอกว่ายังมีชีวิต ไม่หอบไม่หายใจหนักให้รู้สึกกังวล


    ลอริสตื่นอีกครั้งเมื่อสองทุ่มเศษ ยามลุกเพื่อเข้าห้องน้ำยังมีพี่เลี้ยงช่วยโอบประคองเคียง แต่ละย่างก้าวพาไปพากลับช่างเชื่องช้าน่าเห็นใจ


    สุรีย์รัตน์ประคองร่างคนป่วยนอนที่เตียงดังเดิม มอบกระต่ายขาวปุกปุยโอบกอดตัวเดิม ๆ เกริกไกรช่วยห่มผ้านวมนุ่มนิ่มดูแลไม่ห่าง


    “ขอกอดน้องนะคะ...” ลูกสาวส่งสายตาวิงวอน เกริกไกรพยักหน้าไม่ขัดข้อง “ได้สิ น้องคงไม่เจ็บปวดหรอก”


    พี่เลี้ยงนั่งริมเตียงแล้วโน้มตัวลง สองมือโอบร่างนุ่มนิ่มที่ห่มผ้านวม ลอริสยังคงมองพี่สาวส่งสายตาเชื่องเชื่อ


    “ตาสวย น่าสงสารจัง...” สุรีย์รัตน์รำพันคำหวาน ก้มหน้าลงแล้วหอมแก้มคราวหนึ่ง “ขออนุญาตนะ ลอริส...”


    ตุ๊กตารัสเซียพลันแก้มแดงหน้าแดง ส่งเสียงครางแผ่ว “สปาซิบะ...”


    พี่เลี้ยงสาวแทบหัวใจพองโต ได้กอดคนป่วยเผื่อเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่ เกริกไกรปรบมือเบาชื่นชม “น่ารักมากคู่พี่น้องกัน...”


    พี่เลี้ยงลุกจากเตียงแล้วส่งสายตาหวานให้พ่อ “หนูพอแล้วค่ะ น้องเขินเลย คงดีใจมาก”


    สุรีย์รัตน์เห็นพ่อที่นั่งฟูกเริ่มก้มงุด สีหน้าดั่งรู้สึกตื้นตันล้นปรี่ แม้แต่หยาดน้ำตาผู้ชายก็ยังเห็นชัดเจน


    “พ่อร้องไห้...”


    “ไม่เป็นไรลูก... เห็นลอริสและน้ำมีความสุข แม้เป็นความสุขเพียงเล็กน้อย พ่อก็ดีใจแล้วละลูก...”


    เกริกไกรเช็ดน้ำตาตนเอง ลูกสาวมีหรือจะกลั้นไหว น้ำตารินหลั่งไม่ทันหักห้าม


    “หนูร้องไห้ซะแล้ว... พ่อจะลองบ้างก็ได้นะคะเผื่อเป็นกำลังใจ”


    ลูกสาวชักชวนเรื่องโรแมนติก ฝ่ายพ่อกลับไม่อิดออดไม่ปฏิเสธ รู้ว่าลอริสต้องการกำลังใจจึงสลัดภาพบุรุษขี้อายสิ้น


    “พ่อคงไม่ทำเหมือนลูกนะ แค่นั่งตรงฟูกนี้แล้วก็โน้มหน้าใกล้ลอริส”


    เกริกไกรขอทำตามที่ตนตั้งใจ ลูกสาวก็ไม่ขัดข้อง “แบบนั้นก็ได้ค่ะ”


    บุรุษหนึ่งเดียวในบ้านยื่นหน้าใกล้ตุ๊กตามีชีวิต ไม่ขอหอมแก้มอย่างลูกสาวแต่เลือกกุมประคองมือซ้ายสุดขาวผ่อง มือนุ่มนิ่มที่ส่งผ่านถึงหัวใจแสนอ่อนแอ


    ได้ยินเสียงครางแผ่วแสนหวาน “สปาซิบะ...”


    เกริกไกรกุมมือซ้ายหญิงสาวแน่น ไร้วาจาใดจะเอ่ยเอื้อน


    ลอริสสบตาผู้อุปการะคงมั่น แววตาละห้อยสร้อยเศร้าน่าเห็นใจ


    “ลอริส ลูกรัก...” ชายวัยสี่สิบเอ็ดรำพันคำอบอุ่นที่สุดเท่าที่ระลึกได้


    ได้ยินเสียงครางที่ไม่เคยได้ยิน ลอริสรำพันหวานเคล้าสั่นเครือ


    “ยา... ทีแบ... ลูย์บลูย์... / Я... тебя... люблю...”


    เกริกไกรพลันอ้าปากค้าง อยากให้ลอริสช่วยพูดให้เข้าใจง่ายกว่านี้แต่ตนกลับพูดไม่ออก สุรีย์รัตน์ก็ได้แต่ปั้นหน้างงงัน


    ตุ๊กตารัสเซียเอื้อนคำรัสเซียซ้ำสองผ่านเสียงเครือ


    “ยา... ทีแบ... ลูย์บลูย์...”


    “น้องร้องไห้...” สุรีย์รัตน์อุทาน ลุกไปหยิบกระดาษโน้ตและปากกาเพื่อจะจดคำพูดที่ได้ยิน


    เกริกไกรเช็ดน้ำตาอาบสองแก้มหญิงสาว ไม่รู้ความหมายที่ลอริสพยายามสื่อ แต่ตนก็ขอทำหน้าที่พ่อตอนนี้ให้ดีที่สุด


    “ยา... ทีแบ... ลู... บู... ยา ทีแบ ลูบู” สุรีย์รัตน์ก้มจดแล้วทวนคำพูดของน้องสาว “เดี๋ยวหนูโทร.หาอาวนัสถามให้ค่ะ”


    “นี่มันอะไรกัน...” เกริกไกรงุนงงเนิ่นนาน มองลอริสแก้มแดงหน้าแดงเล็กน้อย แววตายังเชื่องเชื่อไม่เปลี่ยน


    ลูกสาวยกหูโทรศัพท์หมุนหมายเลข แต่ปลายสายกลับว่างเปล่า


    “อาวนัสไม่ได้รับสาย คงติดธุระ...”


    “เฮ้อ...” เกริกไกรหันไปดูลูกสาวที่ก้มหน้าผิดหวังแวบหนึ่ง ก่อนหันมาสบสายตาลอริสอีกครั้ง


    “ลูกพ่อ...” มือหนาไล้ศีรษะแผ่วเบา เปียผมน้ำตาลแสนสวยวางแนบตัว ยิ่งดูน่ารักน่าเอ็นดูดั่งภาพวาดนางฟ้า


    ลอริสปรือตาแล้วหลับสนิท มองคล้ายกำลังได้รับความสุขที่สุดแม้ร่างกายอ่อนแอ อาจเป็นห้วงเวลาสุดตราตรึงใจจนชั่วชีวิต


    พี่เลี้ยงรำพันอ่อนโยน “น้องหลับแล้ว... น่ารักน่าสงสาร...”


    ตุ๊กตากระต่ายขาวอยู่ในอ้อมกอดละมุนของหญิงสาว


    สองพ่อลูกได้แต่เก็บงำคำปริศนานี้ไว้ ต่างช่วยกล่อมลอริสหลับใหลจมนิทรายาวนาน จวบจนไฟนวลในห้องกระจกดับสนิท​



    -ยังไม่จบตอน-




    คล้ายกับเรื่องตุ๊กตาจากแดนหมีขาว ที่คุณอ่าน

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022