ภายในสำนักศึกษาหลวง เงียบสงัดลงทันทีที่ร่างของอาจารย์าุโทั้งสามปรากฏ อาจารย์ใหญ่โจว ชายชราผู้มีผมเผ้าและเคราขาวโพลนดุจหิมะ แต่แฝงไว้ด้วยความกระฉับกระเฉง รองอาจารย์ใหญ่ชวี ชายวัยกลางคนร่างท้วม ผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยเมตตา และอาจารย์เว่ย ชายหนุ่มผู้มีท่าทางองอาจ เคร่งครัดในระเบียบแบบแผน เดินเรียงแถวเข้ามาหยุดอยู่หน้าห้องศึกษา
เสียงไอเพียงกระแอมเดียวของอาจารย์เว่ย ก็สามารถดับเสียงจอแจภายในห้องเรียนลงได้อย่างน่าประหลาดใจ บรรดาลูกศิษย์ที่ขาดเรียนเมื่อวาน ต่างหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว รีบลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะอาจารย์าุโทั้งสามอย่างพร้อมเพรียง
“พวกเ้ากล้าละทิ้งการศึกษา ไปมัวเมาในงานเทศกาลเช่นนั้นหรือ..?”
อาจารย์เว่ยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“วันนี้ข้าจะลงโทษพวกเ้าให้หลาบจำ วิ่งรอบตำหนักศึกษาหลวงสิบรอบ..!”
สิ้นเสียงอาารย์เว่ย เสียงครวญครางของเหล่าลูกศิษย์ดังระงมไปทั่วห้อง แต่ก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่ออาจารย์ใหญ่โจวเอ่ยเสียงเข้ม
“หรือพวกเ้า้าให้ข้ากราบบังคมทูลฝ่าา ให้พระองค์ทรงลงพระอาญาพวกเ้าด้วยพระองค์เอง…?”
สิ้นคำอาจารย์ใหญ่ ลูกศิษย์ทั้งหลายก็รีบวิ่งออกจากห้องเรียนอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าดังสนั่นไปทั่วลานหน้าตำหนักศึกษา จ้าวมู่เฉินเองก็เตรียมจะออกไปวิ่งด้วย แต่กลับถูกอาจารย์เว่ยเรียกไว้
“จ้าวมู่เฉิน เ้าไม่ต้องออกไปวิ่ง” อาจารย์เว่ยเอ่ยเสียงเรียบ
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ.?” จ้าวมู่เฉินถามด้วยความสงสัย
“เ้าไม่ได้ขาดเรียนเมื่อวาน เหตุใดต้องไปรับโทษด้วย.?”
จ้าวมู่เฉินประสานมือคารวะอาจารย์าุโทั้งสาม แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“สหายมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ศิษย์ไม่อาจทนดูสหายร่วมศึกษาถูกลงโทษโดยที่ตนเองนิ่งเฉยได้ขอรับ”
คำพูดของจ้าวมู่เฉิน ทำให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของอาจารย์เว่ยคลายลง อาจารย์ใหญ่โจว และรองอาจารย์ใหญ่ชวีพยักหน้าอย่างชื่นชม แววตาที่มองจ้าวมู่เฉินเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใส
ร่างของเหล่าองค์ชาย และคุณชายทั้งหลายทรุดลงบนพื้นหญ้าอย่างอ่อนแรง หลังจากการลงทัณฑ์วิ่งรอบตำหนักศึกษา เสียงหอบหายใจดังระงมไปทั่วลาน บ้างทรุดกาย บ้างนั่งชันเข่า บ้างนอนแผ่หรากับพื้นดิน ราวกับเพิ่งผ่านสมรภูมิรบมาหยกๆ มีเพียงคุณชายฉิน คุณชายเสิ่น และเฉินซีห่าว ที่ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งจากการฝึกฝนวิทยายุทธเป็ประจำ
รองอาจารย์ใหญ่ชวี ก้าวออกมาเบื้องหน้า มองลูกศิษย์ที่อ่อนล้าด้วยสายตาเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“ฝ่าามีพระราชบัญชาให้แจ้งแก่พวกเ้าว่า ในค่ำคืนนี้ จะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นถู่ปัว ณ พระราชวังหลวง พวกเ้าทุกคนต้องเข้าร่วมงานโดยพร้อมเพรียงกัน”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในกลุ่มลูกศิษย์ หลายคนเริ่มมีสีหน้าสดชื่นขึ้น เมื่อรู้ว่าจะได้เข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังหลวง
“และอีกสามวัน จะมีการจัดการแข่งขันตีคลีระหว่างแคว้นขึ้น ฝ่าาทรงมีพระราชประสงค์ให้พวกเ้าทุกคนมีส่วนร่วมในการนำชัยชนะมาสู่แผ่นดินต้าถัง” รองอาจารย์ใหญ่ชวีกล่าวเสริม
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ/ขอรับ”
เหล่าลูกศิษย์ต่างตอบรับเสียงดัง บ้างตอบด้วยเสียงหนักแน่น บ้างตอบด้วยเสียงหอบเหนื่อย บ้างตอบด้วยเสียงอ่อยๆ แสดงถึงความไม่เต็มใจที่จะเข้าร่วมการแข่งขัน
“พวกเ้าจงกลับไปพักผ่อน เปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อย แล้วเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงตามเวลาที่กำหนด”
รองอาจารย์ใหญ่ชวีเอ่ย ก่อนจะเดินนำอาจารย์คนอื่นๆ กลับเข้าไปในตำหนักศึกษา
เหล่าลูกศิษย์ค่อยๆ ทยอยลุกขึ้นยืน บ้างประคองเพื่อน บ้างเดินกะเผลกออกจากลานหน้าตำหนักศึกษา เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอีกครั้ง บ้างตื่นเต้นกับงานเลี้ยง บ้างกังวลกับการแข่งขันตีคลีที่จะมาถึง บ้างบ่นถึงความเหนื่อยล้าจากการถูกลงทัณฑ์
…..
แสงสุริยันลาลับขอบฟ้า แสงจันทรา และโคมไฟนับร้อยส่องสว่างทั่วพระราชวังหลวง เสียงดนตรีบรรเลงดังคลอเคล้าไปกับการสนทนาของผู้คนในงานเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตถู่ปัว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความหรูหรา จ้าวมู่เฉินในชุดอาภรณ์สีขาวสะอาดตายืนอยู่กับคุณชายเสิ่น และคุณชายตู้ ในมุมหนึ่งของงานเลี้ยงไม่ไกลจากที่ประทับขององค์รัชทายาทหลี่เสียน
สายตาของจ้าวมู่เฉินเหลือบไปเห็นเฉินซีห่าวนั่งอยู่กับกลุ่มองค์ชายใหญ่ เขาเห็นเฉินซีห่าวจ้องมองมาที่ตนด้วยแววตาไม่เป็มิตร จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่าเฉินซีห่าวไม่ชอบหน้าเขา ด้วยเขาคือ คู่หมั้นของเฉินซูเหรินน้องสาวของเขา ทว่าในสายตาเฉินซีห่าว เขาเป็เพียงบุตรชายของขุนนางต่ำศักดิ์ที่ไม่คู่ควรกับน้องสาวของตน
เฉินซีห่าวลุกขึ้นเดินตรงมาหาจ้าวมู่เฉิน สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“เ้ากล้าดียังไง ถึงมาปรากฏตัวอยู่ในงานเลี้ยงนี้”
เฉินซีห่าวเอ่ยเสียงลอดไรฟัน
“ข้าได้รับพระราชบัญชาให้มาร่วมงาน” จ้าวมู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
“อย่าคิดว่าเ้าจะได้รับความสนใจจากผู้ใดในงานเลี้ยงนี้” เฉินซีห่าวกล่าว
“เ้ามันก็แค่บุตรชายของขุนนางระดับต่ำ ไม่มีใครสนใจเ้าหรอก”
“ข้าไม่ได้้าความสนใจจากผู้ใด” จ้าวมู่เฉินตอบกลับ
“อย่ามาเสแสร้ง” เฉินซีห่าวกล่าว
“ข้ารู้ดีว่าเ้า้าอะไร เ้า้าที่จะปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่เ้าเป็อยู่”
“ข้าไม่ได้้าสิ่งใดทั้งนั้น” จ้าวมู่เฉินยืนยัน
“เ้ามันไม่คู่ควรกับน้องสาวของข้า” เฉินซีห่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงดูถูก
“นางเป็บุตรีขององค์หญิง ส่วนเ้ามันก็แค่บุตรชายของขุนนางระดับต่ำ”
“เื่นี้เป็พระประสงค์ของฝ่าาข้าไม่อาจขัดพระราชโองการได้” จ้าวมู่เฉินตอบกลับ
“อย่าริอ่านมาเทียบชั้นกับน้องสาวของข้า”
เฉินซีห่าวกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
“เ้าจงจำไว้ว่า เ้าไม่มีวันเทียบเทียมนางได้”
เฉินซีห่าวเดินจากไป ทิ้งให้จ้าวมู่เฉินยืนอยู่กับความรู้สึกขุ่นเคือง เขาเข้าใจดีว่าเฉินซีห่าวไม่พอใจที่น้องสาวของตนต้องแต่งงานกับเขา แต่เขาไม่คิดว่าเฉินซีห่าวจะแสดงออกอย่างชัดเจน และดูถูกเขาถึงเพียงนี้
“เ้าอย่าไปใส่ใจเขาเลย” คุณชายเสิ่นกล่าว
“ข้ารู้” จ้าวมู่เฉินตอบ “แต่ข้าไม่ชอบที่เขาดูถูกข้าเช่นนี้”
“เขาก็แค่้าที่จะข่มเ้า” คุณชายตู้กล่าว “อย่าไปสนใจเขาเลย”
จ้าวมู่เฉินพยักหน้า เขาเข้าใจดีว่าเฉินซีห่าว้าที่จะข่มเขา แต่เขาก็จะไม่ยอมให้เฉินซีห่าวทำเช่นนั้นได้
เสียงประโคมดนตรีบรรเลงดังก้องกังวาน เมื่อขบวนราชทูตจากแคว้นถู่ปัวก้าวเข้ามาในงานเลี้ยง เหล่าขุนนางและผู้เข้าร่วมงานต่างลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ เพื่อแสดงความเคารพต่ออาคันตุกะจากแดนไกล
เหล่าราชทูตถู่ปัวสวมอาภรณ์หลากสีสัน ผ้าไหมเนื้อดีปักลวดลายวิจิตรตระการตา เครื่องประดับทองคำ และอัญมณีล้ำค่าสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ แต่ละคนมีท่าทางสง่างาม แววตาเฉลียวฉลาด บ่งบอกถึงภูมิปัญญาและความสามารถ
เมื่อราชทูตถู่ปัวนั่งประจำที่ ขันทีาุโก็ประกาศก้องถึงการเสด็จมาขององค์จักรพรรดิถังเกาจง และฮองเฮาหวู่เจ๋อเทียน ผู้คนทั้งงานรีบลุกขึ้นยืนถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียง เมื่อพระองค์และฮองเฮาประทับ ณ ที่นั่งอันสมควร จึงทรงมีพระราชบัญชาให้ทุกคนนั่งตามสบาย
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นอย่างครื้นเครง เหล่าขุนนางต่างสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นแสดงความสามารถในการแต่งบทกวี เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊แสดงความสามารถในการดื่มสุราและการต่อสู้
ในขณะเดียวกัน รุ่นเยาว์จากทั้งสองแคว้นต่างจับจ้อง และสังเกตซึ่งกัน และกัน พวกเขาประเมินความสามารถ และไหวพริบของคู่แข่ง จับตามองท่าทางและบุคลิกของแต่ละคน เตรียมพร้อมสำหรับการประลองที่จะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้า
จ้าวมู่เฉินสังเกตเห็นคีเลบ นักรบหนุ่มจากถู่ปัว ผู้ซึ่งจะมีส่วนในการแข่งขันตีคลี ร่างกายกำยำแข็งแรง ใบหน้าคมคาย แววตาเฉียบคม บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ จ้าวมู่เฉินรู้ดีว่าการแข่งขันตีคลีครั้งนี้ จะเป็การประลองที่ดุเดือดและท้าทาย
ทางด้านเฉินซีห่าว เขาก็จับจ้องไปที่คีเลบด้วยความสนใจเช่นกัน เขาประเมินความสามารถของคู่แข่ง และมั่นใจว่าตนเองจะสามารถเอาชนะได้ เขาคิดถึงศักดิ์ศรีของตนเอง และน้องสาว คิดถึงเกียรติของตระกูลเฉิน และคิดถึงความอัปยศ หากเขาพ่ายแพ้ต่อคู่แข่งต่างแคว้น
ท่ามกลางบรรยากาศอันครื้นเครง ฝ่าาทรงมีพระราชดำริให้จัดการแข่งขันโยนลูกธนู เพื่อสร้างความบันเทิง และกระชับมิตรไมตรีระหว่างสองแคว้น ลูกธนูขนาดเล็กถูกจัดเตรียมไว้ พร้อมกับแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาววางเรียงรายอยู่ไม่ไกล เหล่าขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ต่างให้ความสนใจเข้าร่วมแข่งขัน
“ใครจะเป็ผู้กล้าหาญโยนลูกธนูให้เข้าเป้าหมายกันเล่า?” เสียงฝ่าาตรัสด้วยน้ำเสียงทรงพระสรวล
เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่วบริเวณงานเลี้ยง ผู้คนต่างจับจ้องไปที่ลูกธนู และแจกัน บ้างก็เชียร์ บ้างก็เดิมพัน บ้างก็ส่งเสียงให้กำลังใจ
เฉินซีห่าวเขารู้ดีว่าจ้าวมู่เฉินไม่สันทัดในเื่เหล่านี้จึงเสนอชื่อ ให้จ้าวมู่เฉินเป็คนเล่นคนแรก ฝ่าาเคยได้ยินองค์รัชทายาทเอ่ยชมจ้าวมู่เฉินอยู่หลายครั้ง
‘ จ้าวมู่เฉินดูสิว่าเ้าจะเอาตัวรอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้อย่างไร ’ เฉินซีห่าวแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ
จ้าวมู่เฉินยืนสงบนิ่งอยู่มุมหนึ่งของงานเลี้ยง เขาจับจ้องไปที่ลูกธนูในมือ ก่อนจะยกขึ้นเล็งไปยังแจกัน แววตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังเป้าหมายอย่างแน่วแน่ เขาโยนลูกธนูออกไป ลูกธนูพุ่งทะยานไปในอากาศ พุ่งเข้าสู่แจกันอย่างแม่นยำ เสียงโลหะจากหัวลูกธนูกระทบก้นแจกันดังเคร้ง สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วบริเวณ
“ยอดเยี่ยม..! สมแล้วที่เป็บุตรชายแห่งจวนจ้าว” เสียงชมเชยดังมาจากเหล่าขุนนาง
จ้าวมู่เฉินเพียงยิ้มรับคำชม ไม่ได้แสดงท่าทีโอ้อวดใด ๆ เขารู้ดีว่าการแข่งขันครั้งนี้เป็เพียงการละเล่น ไม่ได้มีสิ่งใดสำคัญ
เฉินซีห่าวยืนมองจ้าวมู่เฉินด้วยสายตาไม่เป็มิตร เขาไม่พอใจที่จ้าวมู่เฉินได้รับคำชมจากผู้คน เขาคิดว่าตนเองเหนือกว่าจ้าวมู่เฉินในทุกด้าน และไม่สมควรที่จะถูกเปรียบเทียบกับบุตรชายของขุนนางต่ำศักดิ์
“ข้าขอท้าประลองกับเ้า” เฉินซีห่าวเอ่ยเสียงดัง ท่ามกลางเสียงดนตรีบรรเลง
จ้าวมู่เฉินหันไปมองเฉินซีห่าว แววตาของเขาเฉยเมย
“ ข้าต้องขออภัย ที่ทำให้พี่เฉินต้องผิดหวัง ลูกธนูที่เข้าแกจันเมื่อสักครู่เป็ความบังเอิญก็เท่านั้น ” จ้าวมู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงสงบ
จ้าวมู่เฉินกล่าวตอบด้วยความจริง ทว่าในงานเลี้ยงกับไม่มีผู้ใดเชื่อ เพราะคิดว่า จ้าวมู่เฉินเพียงแค่ถ่อมตัว และไม่อยากมีปัญหากับพี่เขยในอนาคต จึงยอมลงให้แก่เฉินซีห่าว ทว่าเฉินซีห่าวกับยัง้าจะแข่งกับเขาให้ได้
จ้าวมู่เฉินอับจนหนทาง เขาหันไปมององค์หญิงชิงเหอ พระนางผงกศีรษะอนุญาตให้เขาแข่งกับ เฉินซีห่าวบุตรชายคนรองของพระนางได้
การแข่งขันโยนลูกธนูเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผู้คนต่างจับจ้องไปที่จ้าวมู่เฉิน และเฉินซีห่าว พวกเขาแข่งขันกันอย่างดุเดือด ลูกธนูแต่ละดอกพุ่งเข้าสู่แจกันอย่างแม่นยำ สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนในงานเลี้ยง
ท่ามกลางความตึงเครียด เฉินซีห่าวกลับพลาดเป้าหมาย ลูกธนูของเขาเฉี่ยวแจกันไปอย่างน่าเสียดาย สร้างเสียงหัวเราะไปทั่วงาน ในขณะที่จ้าวมู่เฉินโยนยิงลูกธนูไม่เข้าเป้าหมายเช่นกัน ทำให้ไม่มีผู้ใดได้รับชัยชนะ องค์หญิงชิงเหอผงกศีรษะชื่นชมว่าที่บุตรเขยของตนในภายภาคหน้า
ส่วนผู้บัญชาการทหารม้าเฉินซูเหลียง กับไม่พอใจที่จ้าวมู่เฉินยอมอ่อนข้อให้เฉินซีห่าว ดูจากรูปการณ์ผู้มีปัญญาจะดูออกว่าจ้าวมู่เฉิน ไม่้าหักหน้าว่าที่พี่เขย มีแต่เ้าลูกชายไม่รักดีของเขาที่รู้ไม่เท่าทัน
......หนึ่งคอมเมนต์ หรือ กดไลค์ เป็หนึ่งกำลังใจ ให้ผู้ประพันธ์...