ตอนที่23 สอนทักษะแพทย์
ชายชราเอห้าสิบหกนิ่งอึ้งไปชั่วขณะก่อนถอนหายใจพลางส่ายหน้าด้วยท่าทางเศร้าซึม
ชายหนุ่มซีห้าสิบหกเป็คนตอบหลิวเย่แทนทุกคนด้วยความรู้สึกอัดอั้นตันใจว่า
“เขาตายเพราะปกป้องพวกเราจากสัตว์ประหลาดนั่นน่ะสิ”
หลิวเย่สงสัยเื่สัตว์ประหลาดจึงถามซีห้าสิบหกเพิ่มเติมว่า“สัตว์ประหลาดนั่นมีหน้าตายังไง?”
ซีห้าสิบหกพยายามอธิบายให้หลิวเย่ฟังอย่างละเอียด
ปรากฏว่าทั้งหลิวเย่และผู้คนเผ่ามาร์คัสต่างพากันยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตื่นใ
หลิวเย่อุทานออกมาโดยตรงว่า“เอ๊ะ! พวกโน๊ชเองหรือ?”
ชายชราไพรแอมหันมาถามหลิวเย่ด้วยความแปลกใจว่า“ท่านหลิวเย่ก็รู้จักพวกนี้เหมือนกันหรือ?”
“รู้จักดีเลยล่ะพวกมันคือศัตรูตัวฉกาจของข้าเอง” หลิวเย่ตอบไพรแอมตามจริง
ผู้คนเผ่าคนแคระมีท่าทางอ่อนลงเมื่อเห็นว่าทั้งหลิวเย่และเผ่ามาร์คัสมีศัตรูเป็สัตว์ประหลาดเหมือนกัน
“แล้วเอชห้าสิบหกมีหน้าที่อะไรในเผ่าของพวกท่าน?”หลิวเย่ถามด้วยความอยากรู้
“เขาเป็หัวหน้าฝ่ายรักษาทำให้เวลานี้พวกเราไม่มีคนที่มีความรู้ด้านนี้โดยตรง มีแค่บางคนที่พอจดจำสมุนไพรหรือเข้าใจ
ตำราที่มีอยู่ก็ช่วยกันรักษาเท่าที่ทำได้”เอห้าสิบหกตอบหลิวเย่เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างเป็มิตรต่อกัน
“เผ่าพวกข้าก็ไม่มีคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้เหมือนกัน”ชายชราไพรแอมออกตัวอย่างรู้สึกผิด
“ข้าพอมีความรู้ด้านนี้อยู่บ้างพวกท่านนำตำราแพทย์ของเอชห้าสิบหกมาให้ข้าดูสิ แล้วข้าจะช่วยสอนพวกท่านให้เอง”
หลิวเย่แสดงความเอื้อเฟื้อเพื่อตอบแทนที่เหล่าคนแคระให้เผ่ามาร์คัสอาศัยอยู่ร่วมด้วย
คำพูดของหลิวเย่ทำให้ผู้คนเหล่าคนแคระและเผ่ามาร์คัสแสดงท่าทางตื่นเต้นยินดี
โดยมีชายหนุ่มแคระคนหนึ่งวิ่งกลับเข้าไปในหมู่บ้านและนำตำราที่เขียนบันทึกบนเปลือกไม้ชนิดหนึ่งออกมาให้หลิวเย่ดู
เขาหยิบออกมาเปิดดูและพบว่าเป็ภาษาที่คุ้นตาจากความทรงจำของอาจารย์ตนเอง
ทำให้หลิวเย่อ่านและทำความเข้าใจได้ไม่ลำบากเกินไป
ขณะที่หลิวเย่กำลังอ่านตำราด้วยความสนใจอยู่นั้น
ทางด้านชายชราไพรแอมและชายชราเอห้าสิบหกรวมถึงผู้คนทั้งสองเผ่าต่างพากันไปพูดคุยอย่างเป็ทางการถึงการตั้ง
รกรากของผู้มาใหม่
……….
หลังจากอ่านตำราสักพักแล้ว
หลิวเย่พบว่าความรู้ยังล้าหลังเกินไปซึ่งไม่เหมาะสมกับการรักษาโรคที่พบเห็นบ่อยโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและสตรี
เขาไม่แปลกใจเลยที่จำนวนเด็กและสตรีมีน้อยเกินไป
ซึ่งคงเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์คลอด หรือหลังคลอด
รวมถึงอาหารการกินที่พวกเขามีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้นเขาจึงสอบถามทั้งสองเผ่าโดยตรงเมื่อเห็นว่าพวกเขาพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ปัญหาของพวกท่านในเวลานี้คือเื่โรคของสตรีและเด็กใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วท่านหลิวเย่เวลาเด็กหรือผู้หญิงเกิดโรคหรือป่วยขึ้นมา พวกเราก็รักษาแบบเดียวกับคนทั่วไปแต่ส่วนใหญ่จะตาย
ั้แ่คลอด หรือตอนตั้งท้องอยู่บางทีคลอดเด็กออกมาได้ไม่นานก็ตายโดยที่พวกเราไม่รู้สาเหตุ”
ชายชราไพรแอมบอกกับหลิวเย่อย่างละเอียดเพราะเขาเชื่อมั่นว่าหลิวเย่จะสามารถหาทางช่วยเหลือเหมือนอาจารย์ของ
เขาได้อย่างแน่นอน
ด้านชายชราเอห้าสิบหกก็กล่าวเสริมเช่นกันว่า
“พวกข้าก็เหมือนกันเวลาเกิดโรคกับเด็กๆก็ไม่รู้จะรักษาอย่างไร ก็ใช้วิธีรักษาเหมือนคนทั่วไปแต่สุดท้ายก็ตาย”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจถึงสาเหตุที่จำนวนประชากรของทั้งสองเผ่ามีจำนวนน้อย
เขาจึงบอกอย่างสบายใจว่า
“ข้าเข้าใจแล้วข้าสามารถช่วยพวกท่านทั้งสองเผ่าได้ให้คัดเลือกคนที่สนใจเรียนรู้ด้านนี้มาเรียนรู้กับข้า เวลาเจ็ดวันคงพอ
สำหรับการเรียนรู้แบบเร่งรัด”
ชายชราหัวหน้าเผ่าทั้งสองเผ่าต่างมีสีหน้าสดชื่นยินดีและไปพูดคุยกับคนในเผ่าของตนเองอย่างจริงจัง
ซึ่งหลิวเย่จะเริ่มสอนในวันพรุ่งนี้
วันนี้หลิวเย่จึงได้รับการต้อนรับและดูแลอย่างอบอุ่น
ระหว่างที่ผู้คนสองเผ่ากำลังช่วยกันสร้างบ้านพักแบบชั่วคราวสำหรับพักผ่อนคืนนี้
หลิวเย่ตัดสินใจบินสำรวจดาวเคราะห์นี้เพื่อดูว่ามีสภาพภูมิประเทศอย่างไรบ้าง?
เขาพบว่าสภาพภูมิประเทศของดาวคนแคระนี้คล้ายคลึงกับประเทศหนึ่งในโลกปัจจุบันที่มีเกาะเล็กๆอยู่เป็จำนวนมาก
มีพื้นที่ทะเลมากกว่าพื้นที่บนเกาะราวสามเท่า
โดยเกาะส่วนใหญ่มีพื้นราบที่สามารถเพาะปลูกทำการเกษตรได้แค่ครึ่งเดียว
อีกครึ่งเป็ูเาสูงชันที่เป็หินปูนและมีต้นไม้ขึ้นบนยอดูเาประปราย
เขาจึงวางแผนที่จะให้ผู้คนเลี้ยงสัตว์ที่เติบโตได้ดีบนูเาเสริมกับการเพาะปลูกพืชที่เติบโตเร็วและให้ผลผลิตได้ดี
โดยคัดเลือกพืชจากป่าทึบแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านของคนแคระราว30 กิโลเมตร
โชคดีที่เกาะของคนแคระที่อาศัยอยู่เป็เกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีพื้นดินเป็ที่ราบลุ่มกว้างใหญ่มาก
ส่วนทะเลที่อยู่ล้อมรอบนั้นมีสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์แต่เขาไม่พบว่าคนแคระนำมาปรุงเป็อาหารแต่อย่างใด
หลิวเย่บินสำรวจนานถึง4 ชั่วโมงจนรู้สึกอ่อนเพลียแล้วจึงกลับมาที่เผ่าคนแคระ
เขาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากชายชราเอห้าสิบหกว่า“พวกท่านเคยทานอาหารทะเลไหม?”
เอห้าสิบหกบอกหลิวเย่ตามจริงว่า“เคยแต่พวกข้าไม่นิยม มันเหม็นคาวเกินไป”
“แล้วพวกท่านล่ะ?”หลิวเย่หันไปถามไพรแอม
“พวกข้าลืมรสชาติไปหมดแล้วเพราะในทะเลมีวาฬเพชฌฆาตอยู่จึงไม่มีใครกล้าไปหาอาหารทะเลมากิน”
“เข้าใจแล้ว งั้นข้าจะสอนพวกท่านเองรู้ไหมว่าหากปรุงถูกวิธี อาหารทะเลพวกนี้อร่อยมากทีเดียว”
หลิวเย่พยักหน้าเข้าใจพลางบอกทั้งสองหัวหน้าเผ่าตามจริง
เวลานี้หลิวเย่จึงได้กลายเป็พ่อครัวจำเป็ในการสาธิตการปรุงอาหารทะเล
โดยเขาได้เก็บพริกที่ขึ้นอยู่ในป่าทึบแห่งนั้นพร้อมกับสมุนไพรหลายชนิดเพื่อดับกลิ่นคาวปลาและใช้ปรุงอาหาร
เขาทำรายการอาหารสี่อย่างได้แก่
หนึ่งย่างกุ้งทะเลตัวใหญ่และปลาหมึกสดๆ พร้อมกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่มีแค่พริกกับเกลือและผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย
ส่วนรสเปรี้ยวนั้นเขาใช้ผลไม้ชนิดหนึ่งแทนเพื่อเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นเนื่องจากเครื่องปรุงรสทั้งสองเผ่ามีน้อยชนิด
สอง ต้มปลาทะเล
สามนึ่งปูก้ามโตพร้อมกับน้ำจิ้มออกรสเค็มปะแล่มๆเล็กน้อย
สี่ผัดผักป่าแก้เลี่ยนและเสริมวิตามินตามหลักโภชนาการที่หลิวเย่แนะนำกับผู้คนทั้งสองเผ่า
ปรากฏว่ารายการอาหารที่หลิวเย่ทำได้กระตุ้นให้ผู้คนต่างพากันกลืนน้ำลายจนมีเสียงดังระงมไปทั่ว
เขาทำอาหารมากพอสำหรับทั้งสองเผ่าโดยมีลูกมือชายหญิงทั้งสองเผ่าคอยช่วยและเรียนรู้วิธีการปรุงอาหาร
หลังทำเสร็จแล้วผู้คนทั้งสองเผ่ามาทานด้วยกันอย่างเป็กันเอง
ผู้คนต่างพากันยกย่องชื่นชมหลิวเย่ที่ปรุงอาหารได้อร่อยเลิศรส
ทำให้เขายิ้มกว้างอย่างพอใจแต่ยังถ่อมตัวเล็กน้อยและแนะนำผู้คนตามจริงว่า
“รสชาติอาหารขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนดังนั้นใครชอบรสไหนสามารถปรุงได้ตามใจตนเอง รสชาติที่ข้าทำอาจไม่
ได้อร่อยที่สุดแต่ข้าเชื่อว่าในอนาคตจะมีคนที่ทำอร่อยยิ่งกว่านี้อีกแน่นอน”
“นั่นเป็เื่ของอนาคตแต่เวลานี้ข้าเชื่อว่าอาหารที่ท่านทำนั้นอร่อยที่สุดแล้ว”
ซี่ห้าสิบหกพูดคุยกับหลิวเย่อย่างคุ้นเคยไม่แสดงท่าทางขึงขังเหมือนเดิม
เช่นเดียวกับผู้คนเผ่ามาร์คัสที่สอบถามหลิวเย่เื่การปรุงอาหารอย่างเป็กันเองมากขึ้น
..........
หลังจากทานอาหารอิ่มแล้ว
ทุกคนแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว
หลิวเย่ใช้เวลาอยู่กับทั้งสองเผ่าโดย่กลางวันเขาสอนทักษะทางการแพทย์
เพื่อให้พวกเขาสามารถรักษากันเองได้
มีทั้งทักษะฝังเข็ม-รมยา โดยเขาเน้นสอนจุดชีพจรสำคัญก่อนจนกว่าทั้งสองเผ่าจะสามารถสร้างเข็มให้ได้เสียก่อน
สองทักษะนวดทุยนาเขาเน้นให้ใช้ทักษะนี้มากกว่าฝังเข็มเนื่องจากมีความปลอดภัยกับคนป่วยมากกว่า
สามอาบยา สี่ยาสมุนไพรห้าศิลปะการรักษาโรคทางกระดูก และหกการดูแลรักษาสตรีและทารกแรกเกิด
หลิวเย่ไม่ได้สอนเื่ศิลายาเพราะยุ่งยากในการหาหินหยกที่อาจไม่มีเลยในโลกนี้
ขณะที่เขากำลังสอนเื่การนวดทุยนาอยู่นั้น
พลันมีนักเรียนที่เป็ชายหนุ่มคนหนึ่งของเผ่ามาร์คัสบรีซี เขามีโรคประจำตัวแฝงอยู่มานาน
นั่นคือ โรคลมชักซึ่งทำให้เขามีอาการหน้ามืดหมดสติทันที ทำให้เพื่อนร่วมเรียนทักษะแพทย์ต่างพากันตื่นใ
“เฮ้!บรีซี! เป็อะไรน่ะ?”
“บรีซี!ตื่นๆ”
“ว้าย!บรีซีเป็อะไร?”
“อาจารย์!ช่วยบรีซีด้วย!”
นักเรียนชายหญิงสิบคนส่งเสียงเรียกหลิวเย่ที่กำลังชี้จุดนวดทุยนาให้กับนักเรียนชายคนหนึ่ง
เขาหันมาเห็นบรีซีนอนตะแคงอยู่กับพื้น
จึงรีบเดินไปดูและจับข้อมือเพื่อตรวจสอบชีพจรผลตรวจพบว่า บรีซีเป็โรคลมชัก
เขาได้โอกาสให้นักเรียนทดลองกดจุดรักษาอาการป่วยของบรีซีทันที
“เอาละเขาเป็โรคลมชัก ต้องกดจุดที่ฝ่าเท้าตรงนี้ซึ่งเรียกว่าจุดหย่งเฉวียน”
หลิวเย่พูดบอกนักเรียนพร้อมกับสาธิตซึ่งจุดหย่งเฉวียนจะต้องงอนิ้วเท้าทั้งห้าเข้าหาอุ้งเท้า
เมื่ออุ้งเท้าปรากฏรอยบุ๋มจุดหย่งเฉวียนจะอยู่ตรงรอยบุ๋ม
ส่วนวิธีกดนั้นหลิวเย่ใช้นิ้วหัวแม่มือกดลงบนจุดหย่งเฉวียนเท้าใดเท้าหนึ่งก่อน แล้วค่อยกดอีกข้าง
“พวกเธอเห็นจุดแล้วใช่ไหม?สามารถกดรักษาพร้อมกันทั้งสองข้างได้เลย มีใครอยากทดลองไหม?”
หลิวเย่เอียงหน้ามาถามนักเรียนของตัวเองอย่างคาดหวัง
“ข้าอยากลอง”
“ข้าก็อยากลองเหมือนกัน”
ปรากฏว่านักเรียนส่งเสียง้าฝึกฝนทักษะตนเองกันทุกคน
หลิวเย่จึงเปิดโอกาสให้ทุกคนทดลองทำทันทีโดยเฝ้าดูและชี้ตำแหน่งให้ชัดเจน
เพื่อพวกเขาสามารถกดจุดได้แม่นยำมากขึ้น
หลังจากที่มีคนกดจุดทั้งสองข้างพร้อมกันนานจนกระทั่งบรีซีเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
ทำให้เพื่อนนักเรียนส่งเสียงด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“บรีซี นายเป็ยังไงบ้าง?”
“เยี่ยม!บรีซีรู้สึกตัวแล้ว”
“ดีจริงที่พวกเราช่วยรักษาเขาได้”
หลิวเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจที่นักเรียนทั้ง12 คนต่างตั้งใจและมุ่งมั่นในการเรียนรู้ทักษะแพทย์
เขาถามคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของคนป่วยโรคลมชักเพื่อทบทวนความรู้อีกครั้งหนึ่ง
“ทุกคนช่วยบอกหน่อยสิว่าจะให้คำแนะนำคนป่วยโรคลมชักอย่างไร?”
นักเรียนช่วยกันตอบอย่างมั่นใจว่า
“ให้นอนและพักผ่อนให้เพียงพออย่าใช้ความคิดหรือมีความเครียดมากเกินไป หลีกเลี่ยงเื่กระทบกระเทือนจิตใจห้าม
ดื่มของมึนเมาหรืออาหารและสมุนไพรที่กระตุ้นประสาท หลีกเลี่ยงการทำงานกับไฟน้ำ ที่สูง หรืออยู่ใกล้ที่อันตรายทั้ง
หลาย”
หลิวเย่เห็นว่านักเรียนทุกคนสามารถตอบได้อย่างไม่ติดขัดทำให้เขายิ้มอย่างพอใจ
จากนั้นเขาทบทวนความรู้ที่ได้สอนมาตลอดระยะเวลาเจ็ดวันที่ผ่านมา
นั่นเป็เพราะว่าหลิวเย่ตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังพิกัดต่อไปในวันพรุ่งนี้
โดยพรุ่งนี้เขา้าไปสำรวจในป่าทึบที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งตนยังไม่ได้ทำการสำรวจมาก่อน
อย่างน้อยเขาจะได้เดินทางออกกจากโลกนี้ไปอย่างวางใจ
ถึงแม้ว่าผู้นำทั้งสองเผ่าจะมีความแข็งแกร่งในระดับขอบเขตแกนเทพระดับต้นเหมือนกันก็ตาม
แต่เขายังไม่ไว้วางใจเหมือนมีอะไรบางอย่างในจิตใจที่สงสัยถึงเหตุผลที่อาจารย์ตนเองเดินทางมายังโลกนี้
ประกอบกับป่าทึบแห่งนั้นเป็สถานที่ที่อาจารย์หายตัวไปจากโลกนี้จากคำบอกเล่าของชายชราเอห้าสิบหก
“ข้าจำได้แม่นยำว่าท่านจักรพรรดิะหลิวเย่บินไปทิศทางป่าพิศวงนั่นและท่านไม่ได้กลับมาอีกเลย”
ชายชราเอห้าสิบหกชี้นิ้วไปยังทิศทางของป่าทึบพิศวงพร้อมกับบอกหลิวเย่ด้วยท่าทางที่รำลึกถึงความหลังด้วยความรู้สึก
ใจหาย
“พรุ่งนี้ข้าจะไปสำรวจที่ป่านั่นเช่นกันหากข้าไม่ได้กลับมาก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะถึงเวลาที่ข้าต้องไปช่วยอาจารย์ในโลก
ปริศนาที่ต้องตามหาให้เจอ”
“ข้าเข้าใจขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพและสามารถช่วยเหลือท่านเทพของพวกเราไว้ได้”
“ข้าขอบคุณท่านหลิวเย่ที่ได้ช่วยเหลือเผ่ามาร์คัสของพวกเราให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้”
ชายชราไพรแอมบอกหลิวเย่ด้วยความซาบซึ้งใจ
ปรากฏว่าคืนนี้ผู้คนทั้งสองเผ่าทำอาหารเลี้ยงตอบแทนความช่วยเหลือของหลิวเย่
เขาพบว่าการปรุงอาหารทะเลของทั้งสองเผ่ามีรสชาติกลมกล่อมและอร่อยมากขึ้น
ทำให้การทานอาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยความสนุกสนานแต่แฝงความอาลัยที่ทุกคนรู้ว่าหลิวเย่จะเดินทางจากไปแล้ว
..........
รุ่งเช้าหลิวเย่ยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนทั้งสองเผ่าที่มายืนรอส่งเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย
หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยก่อนพูดบอกพวกเขาทุกคนอย่างจริงใจว่า
“ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกราต่อไปพวกท่านทุกคนจงใช้ชีวิตให้ดี ข้าอาจไม่ได้กลับมาอีกดังนั้นอย่าเศร้าเสียใจไปเลย”
“อาจารย์ข้าจะจดจำท่านไว้ตลอดไป”
บรีซี หนึ่งในนักเรียนที่หลิวเย่เคยช่วยชีวิตไว้ะโบอกหลิวเย่พร้อมกับน้ำตานองหน้าอย่างไม่อายใคร
“อาจารย์ ข้าจะจำชื่อท่านไว้ตลอดกาล”
“ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”
“หากมีโอกาสกลับมาที่นี่อีกอย่าลืมเอาเหล้านมแพะมาฝากด้วย”
“อาจารย์ข้าจะคิดถึงคำสอนของท่าน”
“อาจารย์ ข้าจะขยันอ่านหนังสือที่ท่านให้ไว้”
“ท่านคิดถึงพวกเราบ้างนะอาจารย์”
หลิวเย่กวาดสายตามองผู้คนทั้งสองเผ่าและนักเรียนตนเองด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาทำหน้าที่อาจารย์สอนความรู้ให้กับผู้คนอย่างจริงจัง