“เ้าจะไม่ให้ข้าตามไปส่งเ้าจริงๆ หรือชย่าเอ๋อ” หลุนหยุนซีตามลู่อวิ๋นชย่ากลับมาเมืองหลวงด้วย เป็เพราะเขาอยากพาน้องสาวคนใหม่ไปคารวะบิดาและทำความรู้จักกับครอบครัว อีกทั้งเซียวิเฉินก็ได้ให้องครักษ์จำนวนหนึ่งพาท่านหมอเฉียวไปส่งที่เขาโอสถแล้ว ทำให้หลุนหยุนซีไม่จำเป็ต้องอยู่ที่อำเภอแห่งนี้ต่อ
“ข้ากับพี่ิเฉินวางแผนบางอย่างกันเอาไว้แล้วเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่าตอบ
“แผนการอะไรของพวกเ้ากัน ดูการแต่งตัวของเ้าสิ ต่างจากขอทานเสียที่ไหน เ้าเป็ถึงบุตรสาวของเสนาบดีลู่ หรือหากเ้าไม่อยากนับญาติกับบิดา เ้าก็ต้องนึกถึงสกุลหลุนของข้าด้วย เพราะเ้าเป็น้องสาวของข้าแล้วนะ” หลุนหยุนซีพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ เวลานี้เขานับลู่อวิ๋นชย่าเป็เหมือนน้องสาวแท้ๆ ของเขาแล้ว
“จวนอ๋องเซียวของข้าด้อยกว่าสกุลหลุนของเ้าหรือยังไง ตัวข้ายังพอใจที่จะให้นางสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ แล้วเ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำท่าไม่พอใจ” เซียวิเฉินใช้พัดโบกไปมาอย่างเอ้อระเหย
“แต่...” หลุนหยุนซียังพูดไม่จบก็ถูกลู่อวิ๋นชย่าพูดตัดบท
“ที่ข้าต้องแต่งกายเช่นนี้ก็เพราะอยากจะใช้ชีวิตอยู่ในจวนหลังนั้นอย่างสงบเท่านั้นเ้าค่ะ”
“แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน ข้าไม่เห็นจะเข้าใจพวกเ้าสองคนเลย” หลุนหยุนซียังนั่งนิ่งเพื่อฟังคำอธิบาย
“ท่านกลับสกุลหลุนไปก่อนเถิดเ้าค่ะพี่ชาย อีกไม่นานท่านก็จะรู้เื่ราวทั้งหมดเอง ข้าตั้งใจแต่งกายเช่นนี้เพื่อแสดงละครให้โด่งดังไปทั่วเมืองหลวงเลยนะเ้าคะ”
“เอาเถอะ หากเ้า้าให้ข้าช่วยเหลือเื่ใด เ้าก็ไปหาข้าที่สกุลหลุนได้ทุกเมื่อ แต่เ้าก็อย่าลืมนะว่าหากเ้าจัดการธุระเสร็จแล้ว เ้าต้องไปพบข้าที่สกุลหลุน”
“เ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่ารับปากอย่างยินดี
‘หญิงสาวสองคนนั้นคือผู้ใด ทำไมถึงได้มีสภาพเหมือนขอทานเช่นนี้’
‘ดูพวกนางสิ อดข้าวกันมากี่วันแล้วนี่’
‘หากเป็ลูกหลานบ้านข้านะ ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกนางต้องใช้ชีวิตอย่างลำบากเช่นนี้เลย’
‘แม่นางคนที่ตัวสูงกว่าหน้าตาคุ้นๆ อยู่นะ’
‘หรือนางจะเป็คุณหนูมาจากจวนใด’
“ใช่แล้ว นั่นไม่ใช่คุณหนูใหญ่ลู่หรอกหรือ” ในที่สุดก็มีชาวบ้านคนที่หนึ่งะโขึ้นมา
“แล้วคุณหนูใหญ่ลู่คือผู้ใดกัน” ชาวบ้านคนที่สองถามขึ้น
“ในเมืองหลวงของเรามีคนสกุลลู่มากเพียงนั้นเชียวหรือ” ชาวบ้านคนที่หนึ่งถามสหายด้วยความเสียงไม่พอใจ แต่เขาก็ยังอืดอกอธิบายอย่างภูมิใจ “นางคือคุณหนูใหญ่ลู่อวิ๋นชย่า บุตรสาวคนโตของเสนาบดีลู่กับฮูหยินใหญ่คนเก่าอย่างไรล่ะ”
“เสนาบดีลู่! เสนาบดีกรมพระคลังน่ะหรือ แล้วทำไมสภาพของนางถึงได้เป็เช่นนี้เล่า นางดูไม่ต่างจากขอทานเอาเสียเลย เ้าแต่งเื่มาโกหกข้าใช่หรือไม่”
“ข้าจะโกหกเ้าไปทำไมกัน นางถูกส่งออกไปจากเมืองหลวงเพื่อไว้ทุกข์ให้มารดา เมื่อหลายเดือนก่อนเ้าไม่ได้ยินข่าวลือเลยหรือว่าหมู่บ้านเกษตรกรเซิ่งไห่ที่นางไปอาศัยอยู่ถูกโจรบุกปล้นและฆ่าชาวบ้านตายจนเกือบหมด และคุณหนูใหญ่ลู่กับสาวใช้ยังหายตัวไปอีก”
“เช่นนั้นพวกนางก็คงจะหาทางหนีพวกโจร จนป่านนี้ถึงจะหาทางกลับมาเมืองหลวงเจอล่ะสินะ ช่างน่าสงสารจริงๆ ว่าแต่เสนาบดีลู่ไม่คิดที่จะออกไปตามหาบุตรสาวของตนเองเลยหรือ”
“คราวหลังเ้าจะสนใจเื่ของคนอื่นบ้างก็ดีนะจะได้ไม่ต้องโง่เช่นนี้” ชาวบ้านคนที่หนึ่งทำเสียงกระซิบ “เขาลือกันว่าเื่โจรบุกปล้นชาวบ้านน่ะไม่ใช่โจรจริงๆ หรอก แต่เป็คนที่อนุและบุตรสาวคนรองของเสนาบดีลู่ส่งคนไปสังหารนางต่างหาก”
แม้ชาวบ้านคนที่หนึ่งจะพูดเสียงกระซิบ แต่บริเวณนั้นเงียบมาก เพราะทุกคนต่างก็กำลังตั้งใจฟังสิ่งที่เขากำลังพูด ชาวบ้านทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นจึงมองไปที่ลู่อวิ๋นชย่าและหนิงผิงอย่างสงสาร
“ที่แท้เสนาบดีลู่ก็หลงอนุจนโงหัวไม่ขึ้น ทั้งยังไม่สนใจว่าอนุกับบุตรสาวของอนุจะส่งคนไปทำร้ายบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ล่ะสินะ” ชาวบ้านคนที่สามพูดขึ้นเมื่อเข้าใจเื่ราว
“ว่ากันว่าตอนที่คุณหนูใหญ่ลู่อาศัยอยู่ในจวน นางก็ถูกอนุรังแก แม้แต่สิ่งปฏิกูลยังให้นางไปเททิ้ง” ชาวบ้านคนที่หนึ่งยังพูดต่อ
“งานชั้นต่ำแบบนั้นก็ยังได้ทำหรือ” ชาวบ้านคนที่สองทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตอนแรกเ้าบอกว่าคุณหนูใหญ่ลู่เป็บุตรสาวของฮูหยินคนเก่า และนางยังถูกส่งไปไว้ทุกข์ให้กับมารดา เช่นนั้นก็แสดงว่าเวลานี้อนุคนนั้นถูกแต่งตั้งให้เป็ฮูหยินใหญ่แล้วน่ะสิ แล้วยังบุตรสาวของอนุนางนั้นอีก นางก็ต้องถูกเลื่อนให้เป็บุตรสาวของฮูหยินใหญ่คนใหม่แล้วใช่หรือไม่”
ชาวบ้านคนที่สามทำท่าเดาะลิ้นอย่างตำหนิ “ตำแหน่งเสนาบดียิ่งใหญ่เพียงใด แต่เื่หลังบ้านกลับสกปรกสิ้นดี ไปเถอะพวกเรา ตามไปให้กำลังใจคุณหนูใหญ่กันหน่อยดีกว่า”
ชาวบ้านทั้งหมดต่างก็พยักหน้าและเดินตามลู่อวิ๋นชย่าไปจนถึงหน้าจวนของเสนาบดีลู่
“ท่านพ่อ ข้าผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านว่าจะไว้ทุกข์ให้ท่านแม่เป็เวลาสามปีที่หมู่บ้านเกษตรกรเซิ่งไห่ แต่ข้าใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อไม่ไหวแล้วเ้าค่ะ ตอนที่ข้าไปถึงที่นั่นใหม่ๆ สาวใช้ของเจินอี๋เหนียงก็ได้กลั่นแกล้งข้าสารพัด ทั้งสาวใช้ของเจินอี๋เหนียงยังบังคับให้ข้าทำงานในไร่ และยังให้ข้ากับสาวใช้ส่วนตัวของข้าอดข้าวอดน้ำครั้งละหลายวัน หลายครั้งที่ข้าเกือบจะอดอาหารจนตาย ยังดีที่มีบ่าวรับใช้ที่ติดมากับสินเดิมของท่านแม่ติดตามข้ากลับไปอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นด้วย พวกเขาจึงคอยหาอาหารให้ข้าได้ใช้ประทังชีวิต แต่ใครจะคิดว่าหลังจากผ่านไปไม่นานพวกเขาก็ถูกโจรฆ่าตาย ไม่ใช่แค่พวกเขาที่ตาย แต่ยังมีชาวบ้านผู้บริสุทธ์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นก็ถูกโจรฆ่าตายจนเกือบหมดด้วย” ลู่อวิ๋นชย่าร้องไห้ออกมาอย่างน่าสงสาร
“เป็เื่จริงหรือไม่ที่คนพวกนั้นไม่ใช่โจรที่แท้จริง แต่เป็คนอื่นที่ส่งพวกเขาไปทำร้ายท่าน” ชาวบ้านคนที่หนึ่งะโถามขึ้น
“ตอนนั้นทางการได้เข้ามาตรวจสอบแล้ว และโจรที่ยังมีชีวิตรอดได้บอกว่าผู้อยู่เื้ัคือฮูหยินใหญ่ของเสนาบดีลู่ มันจะเป็ไปได้อย่างไรเ้าคะ ในเมื่อฮูหยินใหญ่คือมารดาของข้า และที่ข้าต้องไปอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนั้นก็เพราะต้องไปไว้ทุกข์ให้กับนาง โจรชั่วพวกนั้นช่างหน้าไม่อาย แม้แต่คนตายยังใส่ร้ายได้ลงคอ แต่ถึงท่านแม่ของข้าจะยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านคิดว่าแม่แท้ๆ ที่ไหนจะส่งคนไปทำร้ายลูกสาวของตัวเอง”
“คุณหนูหมายถึงว่าที่จวนของท่านมีมารดาท่านเป็ฮูหยินใหญ่แค่คนเดียวอย่างนั้นหรือ จะเป็ไปได้ยังไง!” ชาวบ้านคนที่หนึ่งยังะโถามต่อ “ไม่ใช่ว่าจวนของท่านแต่งตั้งฮูหยินคนใหม่ไปแล้วหรือ”
“ข้ายังอยู่ใน่ไว้ทุกข์ให้มารดา ระหว่างนี้บิดาไม่สามารถแต่งตั้งฮูหยินคนใหม่ได้แน่นอนเ้าค่ะ” ลู่อวิ๋นชย่ายังคงคุกเข่าอยู่หน้าจวน และนางก็ตอบคำถามชาวบ้านเ่าั้ไปอย่างสุภาพ
“แล้วฮูหยินใหญ่ที่โจรเ่าั้พูดถึงคือผู้ใดเ้าคะ” เสียงเด็กสาวคนหนึ่งถามขึ้นมา แต่เป็เพราะนางหลบอยู่หลังผู้อื่นจึงไม่มีใครเห็นหน้าของนาง
“ก็คงเป็อนุที่อยากจะขึ้นเป็ฮูหยินใหญ่คนนั้นน่ะสิจะเป็ใครไปได้อีก” ชาวบ้านคนที่สามพูดขึ้น
จากนั้นเสียงของชาวบ้านที่แสดงความไม่พอใจก็ดังอยู่นอกจวนของเสนาบดีลู่ แต่ละคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงการปกครองจวนของเสนาบดีลู่ จนกระทั่งบางคนยังสงสัยถึงความสามารถในการทำงานของเขาด้วยซ้ำ
เจินอี๋เหนียงและลู่เยี่ยนฟางทนฟังเสียงของชาวบ้านไม่ไหว อีกทั้งหากปล่อยให้ชาวบ้านยังคงจับกลุ่มกันวิจารณ์เื่นี้ต่อ มีหวังชื่อเสียงของเสนาบดีลู่ รวมถึงคนในบ้านจะต้องเสียหายไปมากกว่านี้แน่ ดังนั้นสองแม่ลูกจึงสั่งให้คนเฝ้าประตูรีบเปิดประตูใหญ่ขึ้นทันที
“พวกเ้าหยุดพูดถึงบิดาของข้าเดี๋ยวนี้ พวกเ้ามีกี่หัวกันถึงได้กล้าสงสัยในความสามารถของเสนาบดีกรมพระคลัง ไม่อยากมีชีวิตกันแล้วใช่ไหม” ลู่เยี่ยนฟางที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ คำพูดแต่ละคำที่พูดออกมาจึงไม่น่าฟังอย่างยิ่ง
“ฟางเอ๋อ” เจินอี๋เหนียงรีบฉุดแขนบุตรสาวเอาไว้ แต่มีหรือที่ลู่เยี่ยนฟางจะฟัง
“ท่านแม่ไม่ต้องมาหยุดข้า ชาวบ้านต่ำต้อยพวกนี้กำลังสงสัยในความสามารถของท่านพ่อ ข้าจะให้คนของทางการมาจับพวกมันไปขังสักหลายๆ วัน พวกมันถึงจะได้หลาบจำ”
“เ้าช่างใหญ่โตเสียจริง ถึงกับจะสั่งคนของทางการได้ด้วย” เสียงเด็กสาวคนเดิมยังดังขึ้น แต่คราวนี้นางได้เดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ลู่อวิ๋นชย่าแล้ว ซึ่งลู่อวิ๋นชย่าก็ตาไว แอบมองเห็นจี้หยกที่ห้อยอยู่เอวของเด็กสาวนางนั้น และก็รู้ว่านางคือคนของสกุลหลุน
“เ้าเป็ใคร” ลู่อวิ๋นชย่าแอบกระซิบถาม
เด็กสาวยิ้มตาหยี “ข้าก็คือพี่สาวของเ้ายังไงล่ะ”