ซูเยว่กับกงเชาลงจากเขาหงส์ไปยังหมู่บ้านใกล้ๆครั้นสอบถามจนพลบค่ำก็ไม่ได้ความ พวกเขาจึงกลับไปรายงานให้อาจารย์ได้ทราบนักพรตจูเิที่หาของกินมาหลอกล่อพูดคุยกับเด็กหญิงอยู่นานสองนานจึงตั้งชื่อให้นางชั่วคราวว่า“เสี่ยวหยี่”
กงเชาแวะซื้อไก่จากตลาดในหมู่บ้านไก่ๆที่ชำแหละแล้วมาด้วยหนึ่งตัวเขาเกรงว่าเด็กน้อยร่างกายยังไม่แข็งแรงจึงคิดจะตุ๋นไก่ให้นางกินเพิ่มกำลัง
“เอ๊ะ! เสี่ยวเชาที่แท้เ้าก็แอบมีเงินอยู่เหมือนกันนะ”
“พี่เยว่นี่ก็เป็ส่วนแบ่งที่ท่านอาจารย์ให้แล้วข้าไม่ได้ใช้ข้าเกรงว่าแม่หนูน้อยร่างกายอ่อนแอควรจะตุ๋นไก่ให้นางสักหน่อย”
ซูเยว่ยิ้มน้อยๆในเมื่อกงเชายอมควักเงินออกมาซื้อ ก็นับเป็ลาภปากของเขาด้วยเช่นกัน “ดีๆเช่นนั้นข้าจะออกเงินซื้อไข่ก็แล้วกัน”
กงเชาส่ายหน้าซูเยว่ไม่อยากออกเงินซื้อไก่ช่วยแต่หันไปซื้อไข่แทนเพราะราคาน้อยกว่าแต่เขาก็มิได้ถือสาเพราะซูเยว่ที่ดูเหมือนจะเป็คนเห็นแก่ตัวแท้จริงกลับเลินเล่อเื่เงินยิ่งนัก ในยามที่ออกไปทำงานส่วนแบ่งรายได้ของ ซูเยว่จะได้มากกว่าเขาทุกครั้ง
แม้จะซ่อนเงินเอาไว้หลายที่แต่ซูเยว่ก็มักจะลืมอยู่บ่อยๆทำให้กงเชาที่แอบเห็นที่ซ่อนพวกนั้นไปคอยเอาออกมาซื้ออาหารไปทำให้ให้อาจารย์และซูเยว่กินอยู่เสมอๆ
“ตามใจท่านเถอะซื้อไข่ก็ดีเหมือนกันจะได้ผัดใส่มะเขือเทศ”
กงเชาเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าพลันนึกขึ้นได้ว่าเด็กหญิงมีรองเท้าเพียงข้างเดียวจึงเดินเข้าไปซื้อรองเท้าให้นางคู่หนึ่งเถ้าแก่มองเห็นเขาก็จำได้ว่ากงเชาคือศิษย์ของนักพรตเทพที่เคยมาช่วยเขาทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
“เหตุใดท่านจึงซื้อรองเท้าเด็กผู้หญิง?”
“วันก่อนตอนที่ฝนตกหนักท่านอาจารย์บังเอิญได้ช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งเอาไว้ นางมีรองเท้าติดมาเพียงข้างเดียวข้าจึงคิดจะซื้อไปให้นางน่ะ”
“ท่านช่างมีเมตตาเสียจริง”
“เถ้าแก่เสื้อผ้าพวกนั้นดูเหมือนไม่ใช่ของใหม่นะ”เขาสังเกตเห็นว่ามีเสื้อผ้าปักลวดลายงดงามแต่ดูเหมือนจะเป็ของใช้แล้วพับอยู่ด้านหนึ่ง
“นี่น่ะหรือ?เป็เสื้อผ้าเก่าของพวกคุณหนูทั้งหลายที่สาวใช้ได้มาเอามาขายให้ข้าน่ะเก่าสักหน่อยแต่ยังพอใช้ได้ ข้าจึงเอามาขายในราคาถูก”
เมื่อสอบถามราคาแล้วถูกกว่าเสื้อผ้าของใหม่กว่าครึ่งกงเชาจึงซื้อหนึ่งชุดเพื่อเอาไว้ฝากเด็กน้อยแม้จะเนื้อผ้าไม่ดีเท่าตัวที่นางสวมติดกายแต่ก็งดงามพอสมควรแม้จะเก่าไปสักนิด
นักพรตจูเิมองดูศิษย์สองคนเดินขึ้นเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากที่เขาพยายามซักไซ้เสี่ยวหยี่อยู่ค่อนวันกลับกลายเป็ว่าเสี่ยวหยี่ที่หายไข้แล้วกลับถามเขากลับจนไม่อาจจะตอบเด็กหญิงได้หมด
“ที่แท้!ท่านก็เป็นักพรตนอกรีตใช่หรือไม่?”
“เอ๋?!เ้าจะพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกนะเสี่ยวหยี่ข้าเป็คนตั้งลัทธินี้ขึ้นมาเองจะเรียกว่านักพรตนอกรีดได้อย่างไร?ที่เ้ายืนอยู่ตอนนี้คืออารามเทพของข้า เ้าคิดดูสิว่าที่เ้ามาปรากฏตัวที่นี่ได้อันที่จริงก็เป็เพราะข้ากำลังทดลองคาถาใหม่ต่างหาก”จูเิเชิดหน้าเถียงคอเป็เอ็นเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงตรงหน้าทำสีหน้าไม่เชื่อถือตน
“อ๊ะ! ข้าจับได้เป็ท่านที่ทำพิธีนอกรีตเลยทำให้ข้าต้องมาปรากฏกายที่นี่ใช่หรือไม่?เช่นนั้นที่บอกว่าช่วยข้าจากภัยชีวิตก็ไม่จริงน่ะสิ!”
นักพรตหนุ่มถึงกับกุมขมับเมื่อเด็กหญิงที่ฟื้นจากความตายและไข้หวัดขึ้นมาได้มีท่าทีกระด้างกระเดื่องไม่ยอมเชื่อฟังเขาแต่โดยดีซ้ำยิ่งพูดคุยนางก็ยิ่งต่อปากต่อคำได้อย่างฉลาดเฉลียวราวกับผู้ใหญ่
“มาๆพวกเ้ามาพอดี มาช่วยข้าบอกเสี่ยวหยี่ทีสิว่า ข้าเป็คนช่วยชีวิตนาง”จูเิกวักมือเรียกชายหนุ่มทั้งสองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
ซูเยว่รีบเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆเสี่ยวหยี่แทนอาจารย์ ครั้นพูดคุยกันไปมาก็จนมุมเหมือนกับนักพรตจูเิเขาจึงเดินออกมาบอกให้กงเชาช่วยเกลี้ยกล่อม
“ดูนี่สิ! ข้าซื้อรองเท้าคู่ใหม่มาฝากเ้าด้วย”เขาหยิบเอารองเท้าสีชมพูขนาดเดียวรองเท้าข้างที่เหลือของนางออกมาวางตรงหน้า
“ขอบคุณกงเชา” เด็กหญิงรู้สึกซาบซึ้งใจที่คนตรงหน้าเอาใจใส่นางั้แ่เมื่อวานและยังใส่ใจถึงขนาดซื้อรองเท้าใหม่มาให้ด้วย
“ต่อไปเ้าต้องเรียกข้าว่าพี่เชาได้หรือไม่?”
เสี่ยวหยี่พยักหน้านางมองไปที่ห่อกระดาษใหญ่ข้างๆ “นั่นล่ะ ท่านซื้อสิ่งใดมาอีก?”
“อ้อ! นี่เสื้อผ้าของเ้ามันเป็ของเก่าของผู้อื่นแต่ข้าเห็นว่ามันคล้ายชุดเดิมของเ้าจึงซื้อมาให้เถ้าแก่ลดราคาเยอะเชียว ข้ามีเงินเหลือเท่านี้เ้าใส่ไปก่อนก็แล้ว ส่วนนี่ก็เป็ไก่ที่ข้าซื้อมาจะตุ๋นน้ำแดงให้เ้ากิน”
เสี่ยวหยี่ได้ยินก็ยิ้มกว้างเมื่อวานกับเมื่อเช้านางได้กินแค่ข้าวต้มเปล่า พอได้ยินว่าจะมีไก่ตุ๋นกินก็ดีใจ
“พวกท่านเป็นักพรตต้องกินอาหารเจมิใช่หรือ?”
“มิได้ๆอารามเทพของเรามิได้จำกัดเื่การกินอาหาร เราจะกินเจเฉพาะเมื่อไปที่บ้านของผู้อื่น”กงเชาเกือบจะพูดความจริงออกไปว่าพวกเขาจะกินเจต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกค้าเท่านั้น
“เสี่ยวหยี่เ้าไปช่วยข้าตุ๋นไก่ในครัวดีกว่า ข้าซื้อไก่มาทำของอร่อยให้เ้ากินพี่เยว่ก็ซื้อไข่มาด้วย เ้าไปช่วยข้าทำผัดไข่ใส่มะเขือเทศกันดีหรือไม่?”
“อืม...ไปกัน”เด็กหญิงสวมรองเท้าใหม่แล้วพยักหน้าอย่างว่าง่าย
กงเชาเองก็รู้สึกแปลกใจที่ท่าทางของเด็กหญิงดูเหมือนจะแก่แดดไปสักนิดนางพูดกับพวกเขาไม่มีหางเสียง เหมือนเป็คนรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ก็คิดว่าอาจจะเป็เพราะนางความจำเสื่อม เอาไว้ค่อยๆ สอนนางไปก็แล้วกัน
“เ้ารู้สึกคุ้นเคยกับข้าวของในครัวหรือไม่?”
“ไม่...ดูเหมือนข้าจะไม่เคยทำงานในครัวมาก่อน”
“ไม่เป็ไรเ้าค่อยๆ หัดไปก็แล้วกัน ข้าจะสอนเ้าเอง”
ท่าทางของเด็กหญิงน่าจะเป็บุตรีในสกุลที่ฐานะดีจริงๆทั้งรูปร่างหน้าตาผิวพรรณและเครื่องแต่งกายของนางล้วนเป็หลักฐานได้แต่กงเชาเชื่อว่าความเคยชินเป็ของที่ไม่อาจเปลี่ยนได้แม้ว่านางจะความจำเสื่อมก็ตามดูการหยิบจับข้าวของแล้วเสี่ยวหยี่น่าจะใช้ชีวิตสุขสบาย
กงเชาจึงเริ่มจากการสอนนางให้ก่อไฟในเตาเสี่ยวหยี่มีท่าทางกระตือรือร้น คลับคล้ายคลับคลาว่าตนเคยเดินไปดูในครัว ทว่ามีคนคอยรุนหลังให้ออกจากโรงครัว
“ท่านหญิงเ้าคะที่นี่ไม่เหมาะกับท่านหญิงเ้าคะ เดี๋ยวควันจับเสื้อผ้าเนื้อตัวเหม็นหมดพอดีไปรอข้างนอกจะดีกว่า”
“ข้าอยากดูสักหน่อย”
“รอรับประทานดีกว่านะเ้าคะในครัวคนเยอะวุ่นวายให้บ่าวทำเสร็จแล้วยกไปให้ที่โต๊ะดีกว่าเ้าค่ะ”
*************************

