บทที่ 4 รักษาน้ำใจ
บนโต๊ะอาหารที่ทำจากท่อนไม้ผุพัง มีอาหารสามอย่างที่เนรมิตรังสรรค์โดยแม่ทัพใหญ่ผู้ถนัดเข่นฆ่าคน ดังนั้นเมนูอาหารจึงออกไปทางขมขื่นน่าหวาดกลัว นั่นคือหัวผักกาดคั่วเกลือ หมูสามชั้นเผาเกรียม ส่วนอีกชามดูดีกว่าที่ว่ามา นั่นคือน้ำแกงมันหมูผสมิญญาผักกาด
เสี่ยวเซานั่งมองอาหารบนโต๊ะอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัว พร้อมถามอย่างไม่มั่นใจว่า
“กินได้จริงหรือขอรับท่านลุง” O.O
ท่านลุงโจวยิ้มเขินพร้อมยื่นตะเกียบให้เด็กน้อยแล้วพูดว่า
“เ้าได้รับเกียรติจากข้าแล้ว ยังจะกล้าลังเลงั้นหรือ กินเสียให้หนำใจ ในหม้อยังเหลืออีกมาก”
คำเชื้อเชิญของท่านลุงดูแปลกประหลาดชอบกล แค่ทานอาหารสักมื้อเหตุไฉนต้องใช้คำว่าได้รับเกียรติ เสี่ยวเซายังไม่ทันนำอาหารเข้าปาก ได้แต่มองอาหารสามอย่างด้วยแววตาเหม่อลอย ทั้งที่เสี่ยวเซาเป็เด็กอ้วนชอบกินจุ แต่วันนี้กลับรู้สึกไม่อยากอาหารขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
โจวฉือนั่งมองอาหารด้วยแววตากลมโต สีหน้าของเขาไม่ได้ออกอาการกระอักกระอ่วนแต่อย่างใด ทว่าสีหน้าของโจวฉือค่อนไปทางภาคภูมิใจเสียมากกว่า ด้วยตำแหน่งใหญ่โตเป็ถึงแม่ทัพใหญ่แห่งหนานเป่ย บริวารรับใช้มีมากหน้าหลายตาจนแทบไม่ต้องทำอะไรเอง
แต่ไหนแต่ไรมามีแต่คนคอยประเคนทุกอย่างให้ นับว่าเป็ครั้งแรกที่ผู้สูงส่งอย่างโจวฉือเข้าครัวทำอาหารด้วยตัวเอง นั่นก็เพราะโจวฉือประเมินว่าเด็กเล็กอย่างเสี่ยวเซาอยู่ใกล้เตาใกล้ฟืนอันตรายเกินไป จะปล่อยให้เด็กตัวเท่านี้ทำอาหารได้อย่างไรกัน อีกประการหนึ่งที่โจวฉือเข้าครัวปรุงอาหารเองก็เพื่อตอบแทนน้ำใจเสี่ยวเซาที่ช่วยชีวิตไว้
แม้หน้าตาของอาหารจะออกไปทางหยาบกระด้างก็ไม่เป็ไร อันโบราณกล่าวไว้ว่า สิ่งใดที่ทำจากใจล้วนดีงามเสมอ หากเชื่ออย่างนั้นแล้ว หน้าตาอาหารก็แค่ฉากบังหน้า รสชาติอันโอชะที่ซ่อนอยู่ข้างในต่างหากคือผลลัพธ์ที่แท้จริง
"เอาเถอะ ข้าจะกินให้เ้าดู อาหารพวกนี้ไม่มียาพิษหรอกนะ" สิ้นสุดประโยคพูด ท่านลุงโจวก็คีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ลังเล
โจวฉือเห็นเ้าหนูเสี่ยวเซาไม่ยอมตักอาหารเข้าปากเสียที สงสัยกลัวว่าท่านลุงคนนี้จะวางยาพิษลอบสังหาร จึงอาสาเป็คนคีบเนื้อหมูติดมันไว้ในชามเสี่ยวเซาหนึ่งชิ้น ก่อนที่จะคีบผักกาดผัดเกลือเข้าปากตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
แหวะ! ปรู๊ด!!
ทว่าไม่ทันได้กลืนลงท้อง ผักกาดใบเขียวที่ถูกลวกจนเปื่อยก็พุ่งกลับออกมาทางเดิม รสชาติบัดซบเกินเยียวยา! ส่วนหมูสามชั้นเผาเกรียมก็ขมปี๋ประหนึ่งกินยาฝุ่น น้ำแกงในชามที่จืดชืดนับว่ารสชาติดีที่สุดแล้ว
“เ้าหัวเราะอะไร!”
ท่านลุงผู้น่าสงสารขึงตาเขียวปั๊ดมองเสี่ยวเซาอย่างไม่พอใจ ยอมรับว่าั้แ่เกิดมาจนโตเอาป่านนี้ ไม่เคยรู้สึกเสียหน้าขนาดนี้มาก่อน เ้าเด็กน้อยเสี่ยวเซาหัวเราะเยาะจนพุงกระเพื่อม
"นับว่าเสียความตั้งใจของข้าแล้ว แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ เป็ข้าที่อวดดีเอง"
โจวฉือกลับมาอยู่ในบริบทนิ่งเงียบครุ่นคิดลำพัง นั่นทำให้เสี่ยวเซาน้อยผู้มองโลกในแง่ดีััได้ว่าท่านลุงกำลังเสียความมั่นใจ แทนที่จะเอาแต่นั่งหัวเราะเยาะท่านลุง มิสู้สอนท่านลุงทำอาหารจะดีกว่า
เสี่ยวเซากระดกก้นลงจากเก้าอี้ฝั่งของตัวเอง เดินลงมาเกาะหน้าขาท่านลุงอย่างออดอ้อน แล้วโยกขาท่านลุงโจวเบา ๆ พลางกล่าวว่า
“โอ๋…อย่าเสียใจไปเลยนะขอรับ ท่านลุงของเสี่ยวเซาทำดีที่สุดแล้ว ท่านลุงลองดูอีกครั้ง เสี่ยวเซาจะเป็ผู้ช่วยของท่านลุงเองขอรับ”
ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเพียงประโยคเดียวนี้ จะเสริมความมั่นใจให้โจวฉือขึ้นมาได้ใหม่ เพียงพยักหน้าตอบรับ ห้องครัวที่เล็กแคบเบียดเสียดด้วยร่างสองลุงหลาน ช่วยกันปรุงอาหารขึ้นมาใหม่อย่างกระตือรือร้น มีท่านลุงหั่นผัก ล้างผัก และจุดเตา ส่วนเสี่ยวเซาเป็คนชี้นิ้วสั่งและช่วยชักแขนท่านลุงกลับเมื่อเห็นว่าท่านลุงเริ่มหลวมตัวใส่เครื่องปรุงรสมากจนเกินไป
“อื้ม! รสชาติอร่อยมาก”
แก้มือครั้งนี้ไม่ถือว่าเกินความสามารถ อาหารที่คนทั้งสองช่วยกันทำ คือหมูสามชั้นผัดผักกาด อาหารหนึ่งชนิด กับข้าวหนึ่งชามก็อิ่มได้เหมือนกัน เหตุการณ์นี้ทำให้โจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่เรียนรู้ว่า อาหารบนโต๊ะก็เหมือนแวดวงบริวาร
การคบค้าสมาคมกับคนก็เช่นกัน เปรียบอาหารหลายชามเป็ขุนนางหลายขั้นยศ ที่พร้อมเข้าหาผู้มีอำนาจอย่างโจวฉือจวิน แต่หาความจริงใจไม่ได้เลยสักคน เสมือนอาหารที่หลากหลายแต่หาความอร่อยไม่ได้ ต่างกับอาหารเพียงจานเดียว ที่ปรุงแต่งด้วยความใส่ใจ แม้หน้าตาไม่น่ารับประทาน ดูจืดชืดไปบ้าง แต่รสชาติที่ออกมานั้นดีเด่กว่าที่คิดไว้อยู่มากโข
เมื่อกินอิ่มแล้วเสี่ยวเซาอาสาเป็คนล้างจาน ซึ่งสถานที่ล้างจานก็อยู่ถัดออกไปหลายจั้ง นั่นคือลำธารใหญ่ใต้ขุนเขา จะปล่อยให้เ้าก้อนเนื้อไปที่นั่นเพียงลำพังได้อย่างไร ประเดี๋ยวสิงโตตัวใหญ่เดินผ่านมา...เกิดหิวโหย ไล่ตะปบเ้าหนูเสี่ยวเซากิน ตัวข้าจะทำเช่นไรเล่า ข้าไม่ยอมทนอยู่กับความรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตหรอกนะ
ขณะยกจานออกไปล้าง โจวฉือจึงเต็มใจเดินตามก้นเสี่ยวเซาออกจากชายคาบ้านอีกครั้ง ทว่าโจวฉือดันเหลือบไปเห็นฝาบ้านมีรอยขีดเขียนจากยางไม้ นับดูแล้วน่าจะมีสิบห้ารอยขีด แล้วผู้ใดจะขีดเขียนเล่าหากมิใช่ฝีมือของเสี่ยวเซาน้อย
อืม…โจวฉืออยู่กับเสี่ยวเซามากว่าสองชั่วยามแล้ว ไม่อยากเชื่อว่าเด็กเล็กแบบเสี่ยวเซาจะสามารถรักษาแผลให้คนที่าเ็จากการถูกแทงด้วยกระบี่และธนูพิษพวกนั้นได้ แม้แต่ท่านหมอผู้เชี่ยวชาญยังต้องปาดเหงื่อ
เช่นนั้นข้างกายของเสี่ยวเซาต้องมีใครบางคนที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนอย่างแน่นอน ทว่านี่เป็เพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น จริงเท็จประการใดยังมิอาจกระจ่างแจ้ง ทำได้เพียงคอยจับตาดูต่อไป...
“นั่นรอยอะไร แล้วเ้าเหลืออาหารอีกหนึ่งส่วนไว้ให้ผู้ใดงั้นหรือ”
โจวฉือจวินผู้มากปฏิภาณไหวพริบ แสร้งถามหยั่งเชิง
“เสี่ยวเซาเหลือไว้ให้ท่านพี่ขอรับ ส่วนรอยขีดเขียนที่ท่านลุงเห็นบนผนัง คือจำนวนวันที่ท่านพี่จากไป ตามที่รับปากกับเสี่ยวเซาไว้ ท่านพี่คงกลับมาวันนี้ขอรับ”
เ้าหนูเสี่ยวเซาตอบด้วยสีหน้าอมยิ้มดีใจ เพียงเท่านี้ก็แน่ชัดแล้วว่าเด็กชายกำลังรอการมาของใครบางคน คำตอบของเสี่ยวเซาไม่มีอะไรผิดปกติ แต่หว่างคิ้วของท่านลุงโจวดันขมวดมุ่นเข้าหากันอีกแล้ว ด้วยนิสัยใจคอที่มักระแวดระวังตัวตลอดเวลาอย่างวิถีนักรบ จึงทำให้โจวฉือจวินกลายเป็คนขี้สงสัยเช่นนี้
“พี่ชายของเ้าผู้นี้ออกจะเ็าไปหน่อย กล้าทิ้งเ้าไว้ที่นี่คนเดียวได้อย่างไร”
โจวฉือตอบกลับอย่างไม่คิดใส่ใจ เพียงอยากตำหนิพี่ชายของเสี่ยวเซาตามประสาคนเ้าระเบียบและเข้มงวดในกฎเกณฑ์ อย่างนั้นก็ไม่คิดสงสัยเื่ที่เสี่ยวเซาปลูกผักเองสิบแปลง และที่เสี่ยวเซาเป็คนทำแผลฉกรรจ์เ่าั้ เดาว่าคนที่ช่วยชีวิตข้าอย่างแท้จริงน่าจะเป็พี่ชายของเสี่ยวเซาต่างหาก
ขณะเดินตามเสี่ยวเซาไปพลาง โจวฉือก็บ่นไปพลาง จู่ ๆ เด็กชายที่เดินนำหน้าก็หยุดเท้า แล้วหันกลับมาพูดอย่างไม่ชอบใจ หว่างคิ้วของเขาขมวดยุ่งเหยิง สันจมูกย่นเข้าหากัน ส่วนปากนั้นพร้อมคำรามติติงอย่างดุดัน
“อย่ามาว่าท่านพี่หญิงของเสี่ยวเซานะขอรับ!”
ใช่แล้วเสี่ยวเซาแยกเขี้ยวยิงฟัน เป็ครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทางก้าวร้าวออกมา ในสายตาของโจวฉือเอ็นดูเด็กชายจนอยากยกมือขึ้นมาหยิกแก้มสักครั้ง แต่พอคิดตามสิ่งที่เขาพูด โจวฉือเบิกดวงตากว้างอีกแล้ว
“ท่านพี่หญิง? ท่านพี่หญิงงั้นหรือ? คนที่ดูแลข้าคือสตรีรึ”
โจวฉือเอื้อนถามเสียงสั่น หลายปีมานี้นอกจากมารดาผู้ให้กำเนิด เขาก็ไม่ยอมให้สตรีหน้าไหนเตะเนื้อต้องตัว กระทั่งมีคำล้อเลียนดังลอดจากปากสหายคนสนิทว่า โจวฉือจวินผู้ยิ่งใหญ่แห่งหนานเป่ย คือนักพรตถือศีล ผู้ไม่กินไก่ไม่กินห่าน แต่โปรดปรานต้นไม้ใบหญ้าแทน ซึ่งสหายของโจวฉือก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็ ‘เจ๋อซีหวงตี้’ นั่นแหละ
ยอมรับว่าเื่นี้ทำให้ฮูหยินใหญ่จวนแม่ทัพ ผู้เป็มารดาของโจวฉือจวินกลุ้มใจไม่น้อย
“ท่านพี่หญิงของเสี่ยวเซาใจดีมากต่างหาก ผู้หญิงที่ดีขนาดนี้ปล่อยให้หลุดมือไม่ได้ โตขึ้นเสี่ยวเซาจะแต่งงานกับพี่หญิง”
โจวฉือได้ยินคำพูดอันโอหังหวังสูงของเ้าเด็กน้อย ก็อดหัวเราะก๊ากออกมาไม่ได้ เขากำลังคิดว่าพี่น้องกันจะแต่งงานกันได้อย่างไรเล่า เ้าเสี่ยวเซาน้อยช่างไร้เดียงสายิ่งนัก
แต่…เอ๊ะ หรือว่าคนทั้งคู่จะไม่ใช่พี่น้องกันจริง ๆ
“อย่าหัวเราะเยาะพี่หญิงของเสี่ยวเซานะขอรับ มิเช่นนั้นเสี่ยวเซาจะโกรธท่านลุงจริง ๆ แล้วนะขอรับ”
เด็กชายหันกลับมาพูดด้วยสีหน้าไม่ค่อยเป็มิตร นั่นมันเหมือนลูกสิงโตที่น่าเอ็นดูมากกว่าน่าหวาดกลัว ด้วยสภาพนี้จะไปขู่ใครได้หรือ? เพื่อไม่ให้เด็กน้อยเกรี้ยวกราดหัวเสียไปมากกว่านี้ ท่านลุงโจวผู้หล่อเหลารีบตอบกลับไปว่า
“ข้าหัวเราะเอ็นดูเ้าต่างหาก หาใช่หัวเราะเยาะนาง พี่น้องกันจะแต่งงานกันได้อย่างไร เ้าหนูเอ๋ย ไว้โตขึ้นเ้าจะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูด”
โจวฉือตอบกลับอย่างเอ็นดู ทว่าเสี่ยวเซาน้อยบีบชามในมือแน่น เดินถอยหลังสามก้าว จากนั้นวิ่งเร็ว ใช้หน้าผากทุยเป็อาวุธ พุ่งชนหน้าขาท่านลุงโจวอย่างแรงจนเกิดเสียงสะท้อนดังป้าบ ทว่าคนที่หงายหลังเทิ้มดันเป็เสี่ยวเซาซะเอง
เสี่ยวเซาเป็ฝ่ายตั้งใจรังแกท่านลุงโจว แต่คนที่กำลังนั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งก็เป็เสี่ยวเซาอีกนั่นแหละ น้ำเสียงกระจองอแงของเด็กชายเอาแต่พูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ไม่รู้พล่ามภาษาบ้าใบ้อะไร แต่พอเงี่ยหูฟังให้ดีก็พอจับประเด็นได้บ้าง
“เพราะช่วยท่านลุงนั่นแหละ พี่หญิงคนสวยของเสี่ยวเซาถึงได้หายไป”
“เพราะข้ารึ??” O.O
*****
*อาหารที่ท่านแม่ทัพทำ อร่อยจนน้ำตาไหลเลยใช่ไหมเสี่ยวเซา*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1