#วันจันทร์สีชมพู 4
“อย่าเยอะพล เดี๋ยวเขากลัว ไป ๆ ดูเคสใหม่”
“ครับ ๆ คุณหมอพิงค์ เดี๋ยวกระผมจะดูเคสใหม่ครับ แต่ขอเงินเดือนเยอะ ๆ หน่อยนะครับ”
“แค่นี้ยังไม่เยอะอีกเหรอ?” คุณหมอพิงค์เอ่ยถามหลังคุณหมอคนนั้นไปพร้อมกับส่ายหน้าขำ
“ไงครับคนเก่ง กลัวไหม?” คุณหมอพิงค์เอ่ยถามซีพรางกับเดินไปหยิบถึงมือมาสวม
“กลัวครับ”
“อาหมอทำไม่เจ็บหรอกนะครับ ซีบ้วนปากด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนนะครับเสร็จแล้วบ้วนลงที่อ่างข้าง ๆ นะ พี่ครับเอายาให้น้องหน่อย” ซีรับแก้วมาจากพี่ผู้ช่วย พอบ้วนปากเสร็จก็นั่งรอ
“ซี อาต้องปล่อยมือก่อนนะ เดี๋ยวอาจะยืนใกล้ ๆ หนูไม่ต้องกลัวนะ” ฉันบอกหลานเสียงนุ่ม มือยกลูบผมอย่างเอ็นดู เด็กที่พูดจาเจื้อยแจ้วก่อนหน้านี้หายไปแล้วเหลือแต่เด็กชายขี้กลัว หึหึ น่าเอ็นดูจริงเชียว
“อาจะไม่แอบกลับใช่ไหม”
“ไม่ครับ อยู่จะยืนอยู่ตรงนี้ ใกล้ ๆ ซีเปิดผ้าออกจะเจออาเลย”
“ก็ได้ครับ”
“เดี๋ยวอาหมอจะชวนอามันเดย์คุยเองนะครับ ซีจะได้ยินเสียงอามันเดย์ด้วย ดีไหมครับ” คุณหมอพิงค์เสนอ
“ดีครับ!” นี่ก็เห็นดีเห็นงามไปกับเขาเสียหมดทุกอย่างจริงๆ
“ซีนอนลงบนครับ อาหมอขอปรับเตียงหน่อยนะ” ฉันขยับออกมายืนห่างจากคุณหมอ กลัวจะขวางการทำงานของเขา คุณหมอหยิบผ้าคลุมสีม่วงคลี่คลุมหน้าเล็กของซีไว้ เหลือเพียงช่องปากเท่านั้น
“ทำไมไม่มีเสียงอามันเดย์เลยครับ” คนตัวเล็กเริ่มท้วงเมื่อฉันยังเงียบ
“อายังอยู่ครับ หนูไม่ต้องกลัวนะ”
“เอาละครับ อาหมอจะเริ่มชวนอามันเดย์คุยแล้วนะครับ ซีอ้าปากกว้าง ๆ นะครับ” คุณหมอเริ่มตรวจช่องปากของซีช้า ๆ อย่างไม่เร่งรีบ ฉันเองก็คอยยืนดูอยู่ไม่ห่างกลัวหลานจะงอแง แม้จะมั่นใจว่าหลานจะไม่เป็แบบนั้นก็ตาม
“มันเดย์อายุเท่าไหร่นะ” เขาเริ่มชวนฉันคุยอีกครั้งเมื่อนึกขึ้นได้
“ยี่สิบสามค่ะ”
“เด็กกว่าผมตั้งสี่ปีเลย แล้วนี่เปิดร้านกาแฟนานหรือยังครับ”
“เพิ่งเปิดเมื่อสามเดือนที่แล้วเองค่ะ”
“ว่าอยู่ทำไมเพิ่งเคยเห็น” ระหว่างคุยกับฉันเขาก็ตรวจฟันซีไปด้วย เก่งมาก ๆ เลยล่ะ คุณผู้ช่วยที่ยืนอยู่ก็ยิ้มกริ่มเขินอายยังไงชอบกล
“แล้ววันนี้จะกลับกี่โมงครับ”
“น่าจะดึกหน่อยค่ะ”
“รอผมด้วยได้ไหม วันนี้ผมเลิกสองทุ่มเดี๋ยวไปหาที่ร้าน”
“ติดรถกลับด้วย?” ฉันถาม
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ”
“ก็ได้ค่ะ”
“อ่า เจอฟันผุหนึ่งซี่นะครับ ยังไม่เยอะมากอุดไว้ก่อนไหม?” หลังจากตรวจเสร็จคุณหมอก็ให้ซีลุกนั่งและบ้วนปากอีกครั้ง
“อุดเลยก็ได้ค่ะ ซีครับหนูมีฟันผุนะ อาจะให้คุณหมออุดให้หนูเลยนะครับ”
“เจ็บไหมครับ?” ประโยคคำถามนั้น ซีหันมาจ้องคุณหมอ ดวงตาวาวของหลานทำให้ฉันอยากจะเข้าไปอุ้มหลานแล้ววิ่งพากลับบ้าน ไม่ไหวเลย ใจคนเป็อามันเจ็บเมื่อเห็นหลานกลัว
“ไม่ครับ อาหมอจะทำเบา ๆ นะครับ อยากให้อามันเดย์มาจับมือไว้ตอนทำไหม”
“ครับ จับมืออามันเดย์” หลานยืนยัน คุณหมอเลยสั่งให้พี่ผู้ช่วยหาเก้าอี้มาให้ฉันนั่งและจับมือหลานชายไว้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็เริ่มอุดฟันให้กับซี ใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะเสร็จ ซีงอแงบอกว่าเมื่อยปากตอนที่คุณหมอบอกให้อ้านาน ๆ แล้วยังทำท่าปวดกรามให้ดูอีกด้วย ทำเอาคุณหมอกับผู้ชายหัวเราะไปตาม ๆ กัน
“เย็นนี้รอก่อนนะครับ เดี๋ยวกลับพร้อมกัน”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวหมอเดินไปส่ง”
“ไม่เป็ไรค่ะ ใกล้ ๆ เอง ทำงานเถอะ ไปครับซีลาคุณหมอกับพี่หรือยัง”
“ซีไปแล้วนะครับ สวัสดีครับ บ้ายบายครับ”
เื่ใหญ่เกิดขึ้นจนได้ เมื่อพี่สะใภ้ป่วยกระทันหันทั้งท้องเสียและอาเจียนในตอนเช้าหลังจากทานมื้อเช้าไป เฮียไชน์ถึงกับกุมขมับเพราะหลานคนหนึ่งอยู่กับฉันส่วนอีกคนก็งอแงจะมาหาพี่ชาย พี่สะใภ้ก็ต้องไปหาหมอ ฉันรีบสรุปให้เฮียเก็บเสื้อผ้าของหลานใส่กระเป๋าและรีบมาส่งหลานที่ร้านจากนั้นค่อยรีบพาพี่สะใภ้ไปโรงพยาบาล ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้แพ้อะไรถึงมีอาการแบบนั้น คิดแล้วก็เป็ห่วงอยู่ไม่น้อย
“ซอล หิวไหมครับ ทานอะไรหรือยังลูก” ฉันถามซอลที่ตอนนี้นั่งกอดแขนพี่ชายนิ่ง ๆ บนโซฟา คงจะงอนที่ซีมาหาฉันตอนเช้าแล้วทิ้งให้ตัวเองนอนอยู่บ้านนั่นแหละ
“ซอลไม่หิวครับ”
“วันนี้มีใครอยากทำขนมกับอาไหมนะ?”
“ทำ!!” สองแสบชูมือพร้อมกัน จากที่ซอลงอน ๆ อยู่ก็ตื่นเต้น ซีเองที่ตื่นเต้น เอาเป็ว่าเราจะเริ่มทำขนมกันแล้วล่ะแต่เหมือนจังหวะที่จะพาหลานเข้าครัวต้องชะงักไปเมื่อลูกค้าที่เข้าร้านมาเรื่อย ๆ ต่างเอ็นดูแวะเวียนมาถ่ายรูปกับหลานชายฉัน อย่างกับแมวกวักเลยล่ะหลานฉันตอนนี้ รออยู่นานเมื่อไม่มีคนถ่ายรูปฉันจึงพาหลานไปทำขนมที่ห้องครัวหลังร้าน
“กดแบบนี้นะครับ ระวังอย่ากดมือตัวเองไปกับพิมพ์นะลูก” ฉันสอนหลานกดพิมพ์ลงบนแป้งคุกกี้ที่ฉันเตรียมไว้ สองตัวแสบต่างกดพิมพ์อย่างขยันขันแข็ง บอกว่าจะทำไปให้พ่อกับแม่เขาทานกันน่ะ น่าเอ็นดูมาก ๆ เลย ฮื่อ หลานใครกันทำไมน่ารักแบบนี้
“คุณวันจันทร์คะ มีคนมาหาค่ะ” เสียงพนักงานในร้านเอ่ยเรียก
“ใครคะ?”
“คุณหมอพิงค์ค่ะ”
“อ๋อ นกมาดูขนมให้พี่หน่อยนะ”
“ได้ค่ะ”
“สองแสบปะ เราไปล้างมือกัน ถ้าเสร็จแล้วพี่นกจะเรียกพวกเราเข้ามาแต่งหน้าคุกกี้เอง”
“ครับ!” ใช้เวลาไม่นานก็ล้างมือเช็ดมือเสร็จ เมื่อออกมาข้างนอกก็เจอกับคุณหมอนั่งรออยู่ที่โซฟาที่ถูกจัดไว้ให้ลูกค้านั่ง รวมถึงรอบ ๆ ร้านที่มีลูกค้านั่งจับจองที่กันจนเต็มทุกที่ ซึ่งแปลกมากเพราะเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ลูกค้าจะมานั่งเยอะอ่ะ ไม่ว่าวันอะไรลูกค้าจะเยอะเวลาเดิมนั่นคือสี่โมงเย็นไปจนถึงร้านปิดแต่นี่เพิ่งเที่ยงครึ่งเอง แปลกมาก ๆ
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณหมอ” ฉันถามด้วยความสงสัยทันที อีกอย่างเขาก็มารอสักพักแล้วด้วยกลัวจะมีเื่ด่วนอะไร
“เปล่าครับ เที่ยงแล้วเลยจะมาชวนไปทานข้าว” ลืมไปเลย ว่ายังไม่ได้พาหลานไปทานมื้อเที่ยง
“อ้อ ค่ะ แปบหนึ่งนะคะ” ฉันเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มาถือไว้จากนั้นก็เดินไปชวนหลานที่เกาะตู้กระจกใส ๆ มองดูเค้กในตู้ ด้านหลังเป็ลูกค้าที่มองมาแล้วยิ้มระคนเอ็นดูหลานตัวแสบทั้งสองของฉัน
“ซี ซอล ไปทานข้าวกันครับ”
“ซีอยากกินกุ้ง”
“ซอลกินกุ้งด้วย”
“ได้ครับ เดี๋ยวอาพาไป”
“เดี๋ยวพี่อุ้มหลานให้” คุณหมอพิงค์ย่อตัวอุ้มซอลส่วนมืออีกข้างก็จับมือซีแล้วพาเดินออกจากร้าน เราไปทานมื้อเที่ยงที่ร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ เป็ร้านที่ติดเครื่องปรับอากาศนับว่าดีมาก ๆ เลยล่ะ เพราะหลานฉันขี้ร้อนทั้งสองคนเลยอยู่กลางแดดนานเหงื่อท่วมตัวทันตาเห็น คงเหมือนเราสามพี่น้องที่ขี้ร้อนกันทุกคน ฉันสั่งอาหารไปสามสี่อย่างรวมถึงเครื่องดื่ม ระหว่างนั่งรอหลานทั้งสองก็นั่งดูการ์ตูนที่ถูกเปิดจากโทรศัพท์เครื่องสวยของคุณหมอ ทั้งสามตั้งใจดูมากเห็นแล้วจนต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เลย นาน ๆ หลานจะนิ่ง นั่งไปสักพักเฮียไชน์ก็โทรเข้ามาอย่างกับรู้เวลาว่าง
“ค่ะเฮีย ทางนั้นเป็ยังไงบ้าง”
(มีทั้งข่าวดีและไม่ดี) ปลายสายบอก
“ยังไงคะ”
(ซ้อเราอาหารเป็พิษคาดว่าน่าจะเป็เพราะเมื่อวานทานมะยงชิด)
“แล้วเป็ยังไงบ้างคะ หมอว่าไง”
(หมอให้ดูอาการต่อสักคืนก่อน ตอนนี้หลับไปแล้วล่ะให้น้ำเกลืออยู่)
“ข่าวร้ายผ่านไป ข่าวดีล่ะคะ” เอ่ยถามเฮียไชน์ต่อ มือก็ดึงทิชชูไปซับมุมปากให้หลานที่อ้าปากค้างเมื่อเห็นอาหารมาเสิร์ฟ เวอร์ไม่มีใครเกินจริง ๆ
(เราจะมีหลานเพิ่มอีกคนแล้วนะ)
“ฮะ? จริงเหรอ อีกคนจริง ๆ เหรอ”
(ใช่ ที่ทานของแปลก ๆ ไปเพราะแพ้ท้องนั่นแหละ เฮียก็เพิ่งมาสังเกต แต่ว่ายังไงคืนนี้ฝากหลานอยู่ด้วยทั้งสองคนเลยนะ ไหวไหม เฮียจะเฝ้าเมียที่โรงพยาบาล)
“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา บอกซ้อดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ แล้วนี่จะมาบอกสองแสบเองไหม”
(ครับ เดี๋ยวเฮียบอกเอง วางสายแล้วนะจะไปอวดม๊ากับป๊า)
“ฮา ๆ ๆ ได้ค่า มีอะไรโทรมานะ”
“ยิ้มอะไรขนาดนั้นครับ?” คุณหมอพิงค์ถาม มือก็ตักกับข้าวใส่จานให้ฉัน จากนั้นก็ตักกุ้งทอดตัวโต ๆ ใส่จานให้หลานฉัน แต่ว่าหลานฉันทานข้าวเองยังไม่เก่ง ฉันเลยขยับหลานมาชิดกับตัวเองเพื่อที่จะได้ป้อนให้ถนัดยิ่งขึ้น
“มีข่าวดีนี่คะ”
“ข่าวดีอะไรครับ ผมถามได้ไหม” อยากอวดล่ะ อยากอวด ขออวดคุณหมอได้ไหม คงได้แหละ
“กำลังจะมีหลานเพิ่มค่ะ” ฉันทำท่ากระซิบบอกอีกฝ่าย คุณหมอหัวเราะน้อย ๆ แววตาที่ใช้มองฉันไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความเอ็นดูก็ไม่รู้ คุณหมอมองสักพักก่อนจะตักข้าวในจานป้อนซีช่วย ฉันเองก็ดูแลซอล ซีน่ะทานเองได้แล้วล่ะแต่ก็ต้องคอยช่วยดูส่วนซอลยังทานเองไม่เก่งมากนักแต่หลานฉันก็พยายามทานเองนะ บอกอย่างเท่เหมือนพี่ซีเขา
“ยินดีด้วยครับ แล้วนี่ซีกับซอลจะกลับยังไงครับ?”
“วันนี้ซีกับซอลค้างกับเราค่ะ เพราะซ้อไม่สบาย”
“ครับ แล้วนี่รู้ตัวหรือเปล่าว่าเราอยู่ห้องข้างกัน” จู่ ๆ คุณหมอก็ถาม ฉันไม่ได้เงยหน้ามองเขาแต่เลือกที่จะป้อนข้าวหลานแทน
“ไม่รู้ค่ะ ไม่ได้สนใจ” ฉันตอบไปตามตรง
“โห ใจร้ายจังตอบตรงเกินไปแล้วครับ” เสียงเจือแววขบขันนั้นทำให้ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างรู้สึกผิด นี่คงเป็ข้อเสียของฉันล่ะมั้งที่ชอบพูดอะไรออกไปโดยไม่ทันได้คิดตริตรองแต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าเขาเลยนะ
“ขอโทษค่ะ” ฉันเอ่ยบอกไปด้วยความรู้สึกผิดจริงๆ
============
ฝากคอมเม้นด้วยนะคะทุกคน เค้าน่ะแอบอ่านคอมเม้นอยู่นะ
ปล.สองวันอัพหนึ่งครั้งนะคะ